
‘อดีต กมธ.ไอซีที’ สภาสูง ชี้วิบากกรรม ‘นพ.สรณ’ ยังไม่หมด หากหลุด ‘ประธาน กสทช.’ โดนเรียกเงินเดือน-เบี้ยประชุม-ค่าใช้จ่ายไปต่างประเทศย้อนหลัง เสี่ยงพ่วงคดีอาญา
14 ส.ค. 2569 – นายประพันธ์ คูณมี อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม หรือ กมธ.ไอซีที วุฒิสภา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เคลื่อนไหวตรวจสอบกรณี นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีคุณสมบัติต้องห้ามการเป็นกรรมการ กสทช. มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 กล่าวถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามนำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อขอให้มีพระบรมราชโองการให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งว่า เป็นเรื่องที่ถูกต้อง
โดยกรณีของ นพ.สรณ ไปเข้าลักษณะความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ทั้งมาตรา 18 และความผิดที่ทำให้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 8 (2) ซึ่งกฎหมาย กสทช. บัญญัติไว้ในมาตรา 20 วรรคสอง ว่า หากเป็นกรณีที่ประธานกสทช.พ้นจากตำแหน่งให้นายกฯ นำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งและพระบรมราชโองการดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม หรือวันที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนแล้วแต่กรณี
อดีต กมธ.ไอซีที วุฒิสภา กล่าวว่า นพ.สรณ ทำผิดทั้งสองอย่าง คือผิดกรณีไม่ได้ลาออกจากมหาวิทยาลัยมหิดลและรพ.รามาธิบดี ก่อนนายกฯ จะนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ที่ตามกฎหมาย ถือว่าสละสิทธิ์ คือไม่ได้เป็น กสทช. มาตั้งแต่ต้น แต่ขณะเดียวกันเมื่อเป็น กสทช. ก็ยังไปทำหน้าที่เป็นแพทย์รักษาคนไข้ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงบาลเอกชนอีก คือเป็น กสทช. แล้วยังทำผิดอีก จึงเข้ากรณีเป็นความผิดตามมาตรา 20 (5) เพราะฉะนั้นที่นายกฯ นำชื่อขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่งถูกต้องแล้ว
ซึ่งกฎหมายบัญญัติว่า ระหว่างที่ประธาน กสทช.พ้นจากตำแหน่ง ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ต้องไม่น้อยกว่า 4 คน โดยหาก นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งไป 1 คน กสทช. เหลืออยู่ 6 คน ซึ่งสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยทั้ง 6 คนจะต้องจัดประชุมเพื่อเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่งมาเป็นประธาน กสทช. คนใหม่ จากนั้นแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการ กสทช. คนใหม่
นายประพันธ์ กล่าวว่า หลัง นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่ง สำนักเลขาธิการ กสทช. ต้องแจ้งไปยังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาภายใน 15 วัน เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการรับสมัครและคัดเลือก กสทช. คนใหม่ แทน นพ.สรณ การที่นายกรัฐมนตรีนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ จึงถือว่านายกรัฐมนตรีตัดสินใจถูกต้อง แต่บางส่วนอาจจะมองว่าช้าไปสักนิด แต่ว่านายกรัฐมนตรีทำเพื่อให้มีความชัดเจนแน่นอน รัฐบาลมีการถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาว่าคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งกฤษฎีกาตอบกลับมาว่าเป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่ นพ.สรณ ไปฟ้องศาลปกครอง แต่ศาลปกครองกลางไม่รับฟ้อง จึงไม่มีประเด็นที่ทำให้นายกฯ ต้องรีรอ หรือไปดึงเรื่องแล้ว และเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับวุฒิสภา เป็นเรื่องของกรรมการสรรหาฯ จะพิจารณาวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ ส่วนที่เกี่ยวกับวุฒิสภาต่อจากนี้ก็คือ การคัดเลือกและเห็นชอบ กสทช. คนใหม่ที่จะมาแทน นพ.สรณ
เมื่อถามถึงเรื่องหากสุดท้าย นพ.สรณ พ้นจาก กสทช.ไปแล้ว ในส่วนเรื่องเงินเดือน ค่าตอบแทนต่างๆ ที่ นพ.สรณ เคยได้รับในช่วงเป็น กสทช. แต่กรรมการสรรหาฯ ชี้ว่า นพ.สรณ สละสิทธิ์ตั้งแต่ต้น จะมีผลอย่างไรบ้าง นายประพันธ์ .กล่าวว่า เรื่องนี้เคยมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดไว้รวมถึงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 19 บัญญัติไว้คุ้มครองอยู่ กรณีที่บุคคลที่ขาดคุณสมบัติแล้วก่อนหน้านี้ได้ทำงานแล้วลงมติอะไรต่างๆ ไปกฎหมายยังคุ้มครองอยู่ ถือว่ามติที่ลงคะแนนเสียงไปยังถือว่าเป็นมติที่ชอบ แต่หลังจากนี้ไปแล้ว หากยังไปทำหน้าที่อยู่อีก หลังจากทราบแล้วว่าตัวเองขาดคุณสมบัติ ยังดื้อดึงจะไปทำงานอีกกฎหมายไม่คุ้มครองเขาแล้ว แต่ตอนนี้เมื่อรู้แล้วว่าคุณขาดสมบัติ จะมาอ้างความสุจริตไม่ได้ หากไปทำอะไรที่ก่อให้เกิดความเสียหาย คนอาจฟ้องเรียกร้องความเสียหายกับคุณได้หมด อันนี้พูดถึงผลทางกฎหมาย
ปัญหาก็คือว่า แล้วเงินเดือนค่าจ้าง เบี้ยประชุม ค่าเดินทาง ที่นพ.สรณเบิกทางไปก่อนหน้านี้ จะถูกเรียกคืนหรือไม่ ซึ่งหลักกฎหมายตรงนี้ ถือเอาความสุจริต มีอยู่ 2 แนว แนวที่ 1 ก็คือถ้าเกิดว่าคุณรู้ตัวคุณมาแต่แรกแล้วว่าขาดคุณสมบัติ แต่ยังไปทำหน้าที่อยู่ แล้วมีการคัดค้าน ทักท้วง มีคำสั่งแล้วว่า ไม่สามารถเป็น กสทช. ได้ ต่อจากนี้จะไม่คุ้มครอง ถือว่าคุณไม่สุจริต เพราะฉะนั้นใครจะไปจ่ายเงินเดือนค่าจ้างอะไรต่างๆ ให้เขา จ่ายเบี้ยประชุมอะไรต่าง ๆ ให้หลังจากนี้ไม่ได้ เพราะกรรมการสรรหาฯ มีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว และอาจจะรวมไปถึงว่าที่เขาเบิกไปก่อนหน้านี้ อาจจะถูกเรียกคืนก็ได้ เพราะเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาอยู่ว่า ถ้าคุณรู้ตัวอยู่แล้วว่าคุณไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย และก็ได้ตำแหน่งมาโดยไม่ชอบ ไปแจ้งความเท็จ บอกวุฒิสภาว่าตัวเองลาออกแล้วทั้งๆ ที่ไม่ได้ลาออก แล้วก็มีผู้ร้องว่าคุณขาดคุณสมบัติ แต่ยังดึงดันอยู่ว่าไม่ขาด ยังทำหน้าที่ได้ เขาจะถือว่าคุณไม่สุจริตโดยหากไม่สุจริตจะถูกเรียกคืนได้ อันนี้เป็นเรื่องเงินเดือนค่าจ้าง ต้องไปว่ากันอีกที
“สำนักงาน กสทช. คงต้องเรียกคืนแน่เป็นหน้าที่ เพราะถ้าสำนักงาน กสทช. ไม่ทำหน้าที่ไม่ไปเรียกคืน จะกลายเป็นละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ส่วนจะเรียกคืนได้หรือไม่ได้ เรียกคืนได้มากน้อยแค่ไหนเพียงใดให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย แต่ถือว่าสำนักงาน กสทช. เป็นผู้เสียหาย ในเรื่องนี้เป็นหน่วยงานต้นสังกัด จึงต้องเป็นผู้ดำเนินการ โดยสำนักงาน กสทช. ต้องเสนอแนวทางดำเนินการในเรื่องนี้ไปให้กรรมการ กสทช. พิจารณาเห็นชอบแล้วก็ส่งเรื่องไปให้สำนักงานอัยการสูงสุด หรือให้สำนักงานกฎหมายของ กสทช. ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป” นายประพันธ์ ระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
โฆษกปากแจ๋วของทรัมป์ จะพ้นตำแหน่งปลายเดือนนี้
ด้วยไหวพริบเฉียบคมและการโจมตีสื่อมวลชนในการแถลงข่าว คาโรลีน ลีวิตต์ สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะเลขานุการฝ่ายสื่อสารมวลชนของทำเนียบขาว ทว่าตอนนี้เธอกำลังจะลาออก
ขำไม่ออก! หมอสรณย้อนถามรักษาคนไข้กระทบ กสทช.ตรงไหน
'สรณ' ลั่นเป็นหมอตลอดชีวิต ทำหน้าที่ต่อ แย้มมีทางเลือกในใจแล้ว ย้อนถามรักษาคนไข้กระทบ กสทช.อย่างไร
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ให้ 'นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์' พ้นประธาน กสทช.แล้ว
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทูลเกล้าฯ ให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) พ้นจากตำแหน่ง กรณีคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติให้ขาดคุณสมบัติว่า ก็เป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการ
“ความผิด” ของหมอสรณ คือการไม่ทิ้งคนไข้?
บางเรื่องเมื่ออ่านครั้งแรกอาจดูเป็นเรื่องกฎหมาย แต่เมื่ออ่านรายละเอียดมากขึ้น กรณีนี้กลับมีมิติของ “คน” มากกว่าที่คิด กรณีของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. วันนี้กำลังเผชิญข้อถกเถียงใหญ่โตถึงขั้นว่า มีลักษณะต้องห้ามและควรพ้นจากตำแหน่งประธานองค์กรกำกับดูแลระดับประเทศหรือไม่
นายกฯ เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ถวายเครื่องสักการะ เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2569
นายกฯ เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ถวายเครื่องสักการะ และกราบนมัสการสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2569
ฟังเสียงปชช.! 'อนุทิน' ยันคกก.ศึกษาแผนพัฒนาภาคใต้ ดูความคุ้มค่าทางศก.
นายกฯ ระบุ คกก.ศึกษาแผนพัฒนาภาคใต้ ดูความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ หวังเชื่อมโยง 2 ชายฝั่ง ตะวันตก-ตะวันออก ให้สะดวก ย้ำ รัฐบาลฟังเสียงประชาชนอยู่ตลอด

