อนุกมธ.ติดตามงบฯ แฉจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง 1 แสนโครงการทั่วประเทศ เอื้อทุจริตงบกว่า 5 หมื่นล้านบาท

คณะอนุกรรมาธิการฯ ปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ แถลงคืบหน้าผลการศึกษา พบปัญหาช่องโหว่ให้จัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจงได้ทันทีหากมูลค่าต่ำว่า 5 แสรนบาท แต่ละปีมีโครงการมากกว่า 1 แสนโครงการทั่วประเทศ คิดเป็นงบกว่า 5 หมื่นล้านบาท ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง-เลี่ยงประกวด เสนอแก้กฎกระทรวง คืนสวัสดิการสังคม

5 สิงหาคม 2569 - เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ภายใต้คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร แถลงความคืบหน้า "การศึกษาการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ" ว่า คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ประกอบด้วยตัวแทน สส. และผู้เชี่ยวชาญจากพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเพื่อร่วมกันศึกษาวิจัยเชิงระบบโดยมุ่งเน้นการแก้ระเบียบราชการเพื่อป้องกันการทุจริตตามหลักสากล อาทิ มาตรฐาน OECD, EU, กฎหมายโมเดลของสหประชาชาติ และธนาคารโลก รวมถึงศึกษาตัวอย่างจากประเทศเกาหลีใต้และสหราชอาณาจักร โดยตั้งเป้าหมายว่าหากสามารถปฏิรูปได้ทั้งระบบจะช่วยประหยัดงบประมาณได้ถึง 100,000 ล้านบาท จากมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างรวมในแต่ละปีที่มีสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีของประเทศ

นายวิสุทธิ์ กล่าวด้วยว่า ประเด็นสำคัญแรกที่ตรวจพบคือปัญหาจาก "Magic Number" หรือตัวเลข 499,000 บาท ซึ่งเป็นช่องโหว่จากการที่กฎกระทรวงอนุญาตให้จัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจงได้ทันทีหากมูลค่าต่ำกว่า 500,000 บาท ทำให้ในแต่ละปีมีโครงการที่มีมูลค่าใกล้เคียงระดับนี้มากถึง 100,000 โครงการทั่วประเทศ คิดเป็นงบประมาณรวมกว่า 50,000 ล้านบาท เช่น การสร้างถนนสายเล็ก บ่อบาดาล หรือการจัดนิทรรศการ

หากเปลี่ยนจากการใช้วิธีเฉพาะเจาะจงมาเป็นการประกวดราคาที่มีการแข่งขันด้านราคา จะสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึงร้อยละ 23 หรือประมาณ 11,000 ล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินที่ประหยัดได้จากถนนเพียงไม่กี่สายนั้นเพียงพอที่จะสนับสนุนศูนย์เด็กเล็ก 50 คนได้ทั้งปี หรือหากทำครบทั้งแสนโครงการจะช่วยเพิ่มเงินอุดหนุนโรงเรียนเพื่อรับนักเรียนเพิ่มได้ถึง 5 ล้านคน

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า ถัดมาคือปัญหาการกีดกันการแข่งขันผ่าน "บัญชีนวัตกรรม" ที่ส่งผลให้เกิดกรณีเสาไฟโซล่าเซลล์ หรือเสาไฟกินรีที่มีราคาในบัญชีสูงถึง 60,000-70,000 บาท ทั้งที่ราคาตลาดหรือราคาที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถทำได้จริงอยู่ที่เพียง 10,000-20,000 บาทเท่านั้น แต่เนื่องจากกฎกระทรวงกำหนดให้ต้องจัดซื้อจากบัญชีนวัตกรรมในสัดส่วนร้อยละ 30 จึงเป็นที่มาของการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่า

นอกจากนี้ยังพบการล็อกสเปกผ่านกฎระเบียบเพื่อให้รัฐจัดซื้อสินค้าจากหน่วยงานรัฐด้วยกันเองโดยไม่ต้องประกวดราคาอย่างเป็นธรรม โดยพบว่าคู่สัญญา 4 รายใหญ่ที่เป็นรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานรัฐสนับสนุน ได้แก่ ปตท. 7,700 ล้านบาท, องค์การเภสัชกรรม 7,500 ล้านบาท, บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ราว 5,000 ล้านบาท และองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ราว 4,500 ล้านบาท ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการซื้อโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งขัดกับหลักการค้าเสรีและมาตรฐาน OECD ที่ไทยกำลังมุ่งหน้าเข้าเป็นสมาชิก

รวมถึงยังพบปัญหาในระดับมหาวิทยาลัยที่ขยายขอบเขตงานไปสู่การจัดอีเวนต์และสร้างแพลตฟอร์มที่มีมูลค่าสัญญาเพิ่มจากสิบล้านเป็นหลายร้อยล้านบาทต่อโครงการ

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นสุดท้ายคือเรื่อง "หลุมดำของการเปิดเผยข้อมูล" ซึ่งปัจจุบันไทยยังขาดการเปิดเผยข้อมูลหลังการลงนามในสัญญา ทำให้ไม่ทราบว่ามีการลดสเปก แก้ไขสัญญา หรือจ่ายเงินตรงตามงวดงานและความคืบหน้าจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นที่มาของข้อสงสัยเรื่องการทุจริตในโครงการใหญ่ เช่น กรณีตึกถล่มหรือตึกทิ้งร้าง โดยผลการนำร่องร่วมกับรัฐบาลอังกฤษพบว่าหากเปิดเผยข้อมูลทั้งระบบจะประหยัดงบได้ร้อยละ 7.4 ซึ่งหากบังคับใช้กับโครงการก่อสร้างที่เกิน 10 ล้านบาทขึ้นไปที่มีมูลค่ารวม 350,000 ล้านบาท จะช่วยประหยัดได้ทันที 26,000 ล้านบาท

"ทั้ง 4 ข้อที่เป็นจุดเสี่ยงของการทุจริต หากดำเนินการแก้ไขเพียงกฎกระทรวงหรือใช้เพียงอำนาจคำสั่งฝ่ายบริหาร จะสามารถประหยัดงบประมาณได้ทันที 100,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอในการเพิ่มเงินผู้สูงอายุอีกหนึ่งเท่าตัวให้กับประชาชน 10 ล้านคน พร้อมขยายเงินดูแลเด็กเล็กแบบถ้วนหน้าจนถึงอายุ 6 ขวบ หรือจะเลือกนำไปใช้ขยายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้อีก 10 ล้านคน ซึ่งจะใช้งบประมาณในสัดส่วนที่เท่ากัน" นายวิสุทธิ์ กล่าว

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินงานหลังจากนี้ คณะอนุกรรมาธิการซึ่งทำงานมาแล้ว 6 สัปดาห์จากแผนงานทั้งหมด 12 สัปดาห์ จะเข้าพบกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อนำองค์ความรู้ระดับสากลมาปรับใช้ โดยเฉพาะเมื่อไทยมีเป้าหมายเข้าสู่ OECD และการทำเขตการค้าเสรี (FTA) ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้ถือเป็นสมบัติสาธารณะที่ทุกพรรคการเมืองและหน่วยงานราชการสามารถนำไปใช้เพื่อสร้างการแข่งขันในการนำเสนอนโยบายที่ดีที่สุด เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐนำไปสู่การพัฒนาประเทศและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างแท้จริง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เท้ง' ซัด 'อนุทิน' สกัดกั้นคดีฮั้ว สว. ไม่ให้ถูกซักฟอก ชี้หลักฐานเส้นเงินชัดพาดพิงภูมิใจไทย

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่า คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่เกี่ยวกับฝ่ายรัฐบาล ซึ่งหากพรรคประชาชนชนะเลือกตั้งคงไม่ตรวจสอบ ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่การพิสูจน์ทราบเพื่อสิ้นข้อสงสัย

พรรคประชาชนเปิดตัว 'เดชรัต สุขกำเนิด' ชิงนายก อบจ.นนทบุรี

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงเปิดตัวผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี คนใหม่จากพรรคประชาชน

รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 18): คณะรัฐมนตรี คณะที่ 19

หลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 (11 พฤศจิกายน 2490 – 21 กุมภาพันธ์ 2491) มีนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยกรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานอภิรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

'ไชยชนก' รับเป็นรัฐมนตรีสายล่อฟ้า ไม่กังวลหากถูกซักฟอก

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ทุกกระทรวงต้องมีการเตรียมความพร้อม ซึ่งเรามีการรวบรวมประเด็นที่น่าสนใจของฝ่ายค้าน