สีน้ำเงิน ยังคุมสภาสูง เดิมเกมดูดสว.เติมเสียง

สว.เสียงหายไป26 คนแต่ก็แทบไม่มีผล เพราะปธ.วุฒิสภา รองปธ.วุฒิสภา ก็ยังเป็นของเขาอยู่ สีน้ำเงินยังคุมอยู่..แต่ว่าก็ต้องไปหาพวกสว.อิสระ ให้มาอยู่กับพวกเขาเพิ่มเติมเสียงเข้าไป  ซึ่งก็มีหลายต่อหลายคนที่จากเดิมเป็นสว.อิสระตอนนี้ก็ไม่อิสระแล้ว..ถนนทุกสายก็มุ่งหน้าไปอยู่แถวเขากระโดงเหมือนเดิม ก็ไปวิ่งเต้นที่เดิม หรือไม่ใกล้ๆ ก็แถวซอยรางน้ำ

หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติส่งคำร้องไปศาลฎีกาฯ และดำเนินคดีอาญาผู้เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว.จำนวน 77 รายชื่อ โดยมีสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันรวมอยู่ด้วย 26 รายชื่อ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองและข้อกฎหมายตามมามากมาย

"นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา"ให้ความเห็นต่อมติกกต.ว่า เห็นใจกกต.เพราะอาจจะมีคำสั่งว่าต้องทำอะไรบ้างเช่น ให้มีการยื่นคำร้องสว.ไปศาลฎีกาได้แค่ไม่เกิน 25-26 คนเพื่อยังคงให้มีสว.สีน้ำเงินอยู่ในวุฒิสภาเกินกว่า 100 คนขึ้นไป ซึ่งก็ทำแล้ว ก็เห็นใจเพราะเขาพยายาม เป็นมติกกต.ที่ออกมาโดยไม่ได้เกินความคาดหมายเพราะเคยได้ยินเรื่องทำนองนี้มาก่อน โดยส่วนตัวก็เห็นใจกกต.ว่ากกต.ต้องทำภายในความไม่เป็นตัวของตัวเอง

เมื่อถามว่าถือว่าเป็นการฟอกขาวหรือล้างผิดคดีฮั้วสว.หรือไม่ "นาวาตรี วุฒิพงศ์ "มองว่าในชั้นของกกต.ถือว่าฟอกแล้ว แต่ในความเป็นจริงเนี่ยในการไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง หากการไต่สวนไปถึงใครก็เอาหมด ซึ่งหลักฐานในสำนวนคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่เขียนอย่างละเอียดรอบคอบ ซึ่งมติกกต.ทางกกต.แต่ละคน ก็ไม่ได้ลงมติไปในแนวเดียวกันหมด บางข้อกล่าวหาก็มีกกต.เสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย

ส่วนมติกกต.ที่ออกมาจะทำให้สังคมตั้งคำถามกับกกต.หรือไม่ เรื่องนี้คงไม่ต้องถามกัน เพราะมันชัดจนไม่รู้จะชัดอย่างไรแล้ว สังคมมีการตั้งคำถามมากมายกับกกต. สิ่งที่กกต.ควรทำคือจะหาคำตอบอย่างไรให้สังคมหายจากความคลางแคลงใจ วันนี้สังคมเกิดความรู้สึกว่าความยุติธรรมมันไม่มี กกต.ต้องสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา ไม่ใช่ผมไม่เชื่อมั่นกกต. องค์กรกกต.น่าเชื่อมั่นอยู่แล้ว ข้าราชการของสำนักงานกกต.ตั้งใจทำงาน เพียงแต่ว่าคนที่ถูกเลือกไปเป็นผู้บริหารสูงสุดของสำนักงานกกต. มาจากสว.ชุดปัจจุบันเลยกลายเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถือ

"นาวาตรี วุฒิพงศ์" ยังกล่าวถึงการสอบสวนคดีฮั้วสว.ในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานความผิดฟอกเงิน-อั้งยี่ ด้วยว่า พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ หรือกฎหมายดีเอสไอมีกระบวนการที่กำหนดขั้นตอนในการทำงานชัดเจนคือทำคล้ายกับตำรวจ ถึงแม้ว่าคดีจะถูกปัดตกหรืออะไรก็แล้วแต่ก็จะมีบันทึกความเห็นในทางคดี ซึ่งไม่ใช่แค่บันทึกเป็นเอกสารตัวอักษร แต่เป็นdigital footprint ที่จะปรากฏโดยทั่วไป คิดว่าเจ้าพนักงานดีเอสไอก็ไม่กล้าที่จะปัดตก คือทำแล้วมันจะขัดสายตาประชาชนไม่ได้เพราะคนมันเห็น อย่างเรื่องอั้งยี่ฟอกเงิน ถ้าหลักฐานชัดเจนขนาดนี้ ก็ต้องดำเนินการต่อไป จะมาปัดตกกันก็คงลำบาก

อย่างก่อนหน้านี้ดีเอสไอสอบสวนเอาผิดแปดคน แต่อัยการก็ส่งกลับมาให้ดีเอสไอสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อให้สอบสวนอย่างละเอียดของทุกคนที่เกี่ยวพันกันในขบวนการอั้งยี่ฟอกเงิน ซึ่งก็น่าสงสัย ทางอัยการก็สงสัยเลยส่งกลับไปที่ดีเอสไอให้ดำเนินการสอบสวนต่อ หากดีเอสไอสอบสวนเพิ่มเติมในเรื่องนี้ต่อไปก็จะได้ข้อมูลที่ชัดเจน ประชาชนก็จะได้เลิกคลางแคลงสงสัยในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ซึ่งตอนนี้มันมีความน่าสงสัยอยู่เยอะเกินไป

สำหรับเรื่องที่บางฝ่ายจะเข้าไปตรวจสอบดำเนินคดีกับกกต.ต่อจากนี้นั้น กรณีดังกล่าว ก็มีการบัญญัติไว้ในพ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง ฯ (มาตรา มาตรา ๖๙ กรรมการ เลขาธิการ ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้งกรรมการหรืออนุกรรมการซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ พนักงานและลูกจ้างของสํานักงาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ผู้ใดกระทําการหรือละเว้นการกระทําอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลาสิบปีถ้าการกระทําตามวรรคหนึ่งได้กระทําโดยทุจริตต้องระวางโทษเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 149แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นด้วย) กรณีหากกกต.ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ตามที่กฎหมาายบัญญัติไว้ ซึ่งมีบทลงโทษที่หนักกว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ด้วยซ้ำไป หากมีการฟ้องกกต.ว่าไม่ปฏิบัติหน้าที่ในหน้าที่ซึ่งตัวเองต้องทำ เพราะการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่ตัวเองมี อันนี้ยิ่งกว่าละเว้นหน้าที่คือไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ให้ทำหน้าที่

..หากมีการส่งคำร้องไปที่ศาลฎีกาฯ แล้วศาลฎีกาสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่การเป็นสว.ก็จะทำให้สว.เสียงหายไป26 คนแต่ก็แทบไม่มีผล เพราะประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภา ก็ยังเป็นของเขาอยู่ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของตำแหน่งประธานกรรมาธิการสามัญของวุฒิสภา  4-5 คน แต่ฝ่ายของเขาก็ยังคุมเสียงข้างมากอยู่ สีน้ำเงินก็ยังคุมอยู่

มองสภาพแล้วในวุฒิสภาก็คงไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม เพราะมีการกำหนดไว้แล้วว่าห้ามส่งคำร้องไปศาลฎีกาเกินยี่สิบกว่าคน เขาก็ตัดออกมาได้แล้ว 26 คน แต่ ณ ขณะนี้เขา(สีน้ำเงิน)ก็ยังคุมอยู่ สว. 26 คน ก็ยังมาประชุมกันตามปกติ มีการปลุกขวัญกำลังใจกันเต็มที่ บอกว่าขนาดคนที่เคยไปให้การกับอนุกกต.ก็ยังกลับคำให้การได้เลย

ปูดน้ำเงินปฏิบัติการดูดสว.เข้ากลุ่มเติมเสียง 

กับคำถามที่ว่า เสียงสว.ที่หายไป 26 คนแต่ตอนนี้ฝ่ายสีน้ำเงินก็ยังคุมสภาพในวุฒิสภาได้อยู่ " "นาวาตรี วุฒิพงศ์ "ตอบทันทีว่า “ก็คุมได้ แต่ว่าก็ต้องไปหาพวกสว.อิสระ ให้มาอยู่กับพวกเขาเพิ่มเติมเสียงเข้าไป  ซึ่งก็มีหลายต่อหลายคนที่จากเดิมเป็นสว.อิสระตอนนี้ก็ไม่อิสระแล้วก็ต้องคอยมอนิเตอร์ดูกันไป”

เมื่อถามย้ำว่าตอนนี้มีความพยายามดึง-ดูด พวกสว.ให้เข้ามาอยู่กลุ่มสว.สีน้ำเงิน"นาวาตรี วุฒิพงศ์ " กล่าวตอบว่า ครับ ก็มีหลายคนแล้ว ซึ่งจริงๆ มันมีมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ดูจากคะแนนโหวตตอนออกเสียงต่างๆ ของวุฒิสภาก็น่าจะพอรู้ได้แล้ว

ส่วนการทำงานของวุฒิสภาหลังจากนี้ ในเรื่องการโหวตเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ บุคคลไปทำหน้าที่ในองค์กรอิสระเช่น ป.ป.ช. กกต.หรือองค์กรอื่นๆเช่นกสทช. เมื่อฝ่ายสีน้ำเงินยังคุมวุฒิสภาอยู่ ผลจะเป็นอย่างไร " "นาวาตรี วุฒิพงศ์ "ตอบทันทีว่า ถนนทุกสายก็มุ่งหน้าไปอยู่แถวเขากระโดงเหมือนเดิม ก็ไปวิ่งเต้นที่เดิม หรือไม่ก็ไปใกล้ๆ หน่อยก็แถวซอยรางน้ำ ประมาณนั้นก็คงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม

เรื่องนี้รากเหง้ามันอยู่ที่ตัวเราเอง ผมเคยอภิปรายในที่ประชุมวุฒิสภาหลายหนว่า บุญคุณไม่ต้องมี แต่บุญคุณของประเทศชาติและประชาชนที่เขาเสียภาษีมาจ้างเรา สิ่งนี้สำคัญสุด เราต้องชดใช้บุญคุณของประชาชน ไม่ใช่บุญคุณของเจ้านายที่ไหนก็แล้วแต่ไม่เกี่ยวแล้ว เมื่อได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องทำหน้าที่ตามที่ได้เคยสาบานไว้ตอนเข้าปฏิบัติหน้าที่ ที่บอกไว้ว่า จะปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญตามกระบวนการที่ถูกต้อง แต่ที่ทำกันทุกวันนี้ ก็มีคนจำนวนหนึ่งเข้าใจว่ากระบวนการที่ถูกต้องคือทำตามที่เขาสั่ง แบบนี้มันไม่ใช่ มันผิดแน่ ๆ หิริโอตัปปะมันต้องมี แต่มันก็คงจะมีเพิ่มขึ้นเพราะว่าถ้ามีสว.สำรองจำนวนหนึ่งเข้ามาใหม่ก็จะดีขึ้นตามลำดับ แต่ว่าตอนนี้หากหลับตาจะมองเห็นอนาคนเลยว่ามันยังมืดไปหมด แต่หลังจากนี้ก็ยังเชื่อว่าน่าจะดีขึ้น แต่จะดีมากกว่านี้หากกกต.หรือศาลฎีกาฯได้ไต่สวนอย่างละเอียดในสำนวนคำร้องคดีดังกล่าวตามที่อนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ได้ทำไว้

เมื่อถามว่าในช่วงสองปีเศษต่อจากนี้ในการทำหน้าที่ของสว.ชุดปัจจุบันไปจนครบวาระ ควรต้องเร่งปรับการทำงานเพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ของสว.ให้ดีขึ้นอย่างไรหรือไม่ ""นาวาตรี วุฒิพงศ์ " ให้ความเห็นว่า อันดับแรก คือเห็นด้วยว่า ภาพลักษณ์มันแย่จริงๆ ไปที่ไหนคนเขาก็ด่ากราดพวกเรากันหมด สิ่งที่สว.เราจะทำได้ดีที่สุดก็คือต้อง กอบกู้ภาพลักษณ์ ต้องส่งเสริมให้คนที่เป็นสว.ที่เข้ามาเป็นสว.ตรงสาขาอาชีพ(แต่ละกลุ่ม) อย่างเรื่องวิจัยพัฒนาก็ต้องส่งเสริมคนที่เข้ามาตรงสาขาอาชีพให้เข้ามาทำงานให้ตรงกับสาขาอาชีพ ไม่ใช่เอาคนที่เข้ามาเป็นสว.โดยสมัครเข้ามาเป็นสว.ในสาขาอาชีพอย่างหนึ่งแต่ให้ไปนั่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการหรือกรรมาธิการฯ ที่ไม่ตรงกับสาขา แบบนี้ไม่ถูกต้อง ทำไมไม่ใส่ให้ตรงสาขาอาชีพ

เพราะตอนเข้ามาก็สมัครมาตามสาขาอาชีพ เช่น บางคนเข้ามาในสาขากฎหมาย แต่ให้ไปอยู่ในกรรมาธิการด้านไอซีที มันก็ไม่ตรง เมื่อมันไม่ตรง ผลก็คือ ทำให้ผลงานเลยไม่ออกมา  ทั้งที่เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญก็ต้องการให้ตรงสาขา อันดับแรก การตั้งอะไรต่างๆ ต้องตั้งให้ตรงสาขาอาชีพ

เรื่องที่สองคือ หลังต้องตรง แหงนหน้าก็ต้องไปอายฟ้า ก้มหน้าก็ไม่อายดิน อันนี้สำคัญ หากยังต้องไปคอยรับฟังคำสั่งจากเขากระโดงหรือจากที่ไหนก็แล้วแต่ หรือจะที่ซอยรางน้ำ ก็ไม่น่าจะถูกต้อง ควรจะทำให้ถูกต้อง คือไม่รับคำสั่ง แต่คำสั่งที่สว.ควรรับคือคำสั่งจากหัวใจของเราที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติให้ได้มากที่สุด สว.เราต้องเร่งทำ แล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด หากทำไม่ได้ ก็เลิกไปก็ได้ ไม่ต้องมีสว.ก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไร หากทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องมี

วุฒิสภายังมีความจำเป็น ระบบนี้ดีอยู่ แต่ต้องอุดช่องโหว่

เมื่อถามถึงหลังจากนี้ จะมีการเคลื่อนไหวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนของสว.คิดว่าอย่างไร ควรมีวุฒิสภาอยู่อีกหรือไม่ ""นาวาตรี วุฒิพงศ์ "มีทัศนะประเด็นนี้ว่า วุฒิสภายังมีความจำเป็น เพราะต้องให้มีระบบการเบรกไว้ในการออกกฎหมายต่างๆ ให้สว.ตรวจทานกฎหมาย ต้องหาคนที่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริงไปอยู่ในวุฒิสภา ไม่ใช่เอาใครก็ไม่รู้มา บางคนไม่รู้เรื่องเลยก็ออกกฎหมายผิดๆถูกๆ ซึ่งอันนี้มีเยอะ วุฒิสภายังมีความจำเป็นอยู่ แต่ว่าอำนาจให้มันลดลง แต่ให้มีหน้าที่มากขึ้น มีความรับผิดชอบต่อประเทศไทยให้มากขึ้น

สำหรับเรื่องที่มาของสว.มองว่าโมเดลที่มาของสว.ปัจจุบันยังดีอยู่ เพียงแต่ว่ามันมีการฮั้วเกิดขึ้น มันเลยมีปัญหา คนก็ไม่กล้ามาสมัครเพราะมีคนที่ทุ่มเข้ามาเพื่อจะหาผลประโยชน์อันนี้คือข้อเท็จจริง ทำให้คนจะสมัครเป็นอะไรต่างๆ ก็ไม่กล้าสมัคร แค่จะสมัครคัดเลือกเป็นข้าราชการท้องถิ่นยังโกงเลย ต้องจ่ายเงินเพื่อจะเป็นข้าราชการท้องถิ่น แบบนี้มันไหวไหม การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หากไม่มีการฮั้ว มันก็ดีเพราะหากจะให้มาแบบการเลือกตั้งสส. แล้วเป็นยังไง ก็มีการซื้อเสียงเต็มไปหมด หากเกิดสภาพแบบ สภาผัวเมีย คราวนี้ยุ่งกันใหญ่ เมียเป็น สส. ผัวเป็นสว. หรือผัวเป็นสว.เมียเป็นสส. หรือลูกมาเป็นสส. ก็บ้านใหญ่ทั้งนั้น ระบบบ้านใหญ่ถึงเลิกไม่ได้ ก็พยายามจะแก้ปัญหาหนึ่ง แต่พอแก้แล้วก็กลับมาเจออีกหนึ่งปัญหา ความจริงแล้วการแก้ปัญหาควรแก้ให้มันทะลุไปเลยคือต้องแก้ปัญหาได้หมด มันก็จะจบ ที่ผ่านมาก็ใช้วิธีการคือเปลี่ยนวิธีการ พอเขียนรัฐธรรมนูญแต่ละครั้งก็เปลี่ยนวิธีการ แต่ก็ไปเจอทางตันหมด แทนที่จะแก้ปัญหาโดยการทำให้ระบบมันถูกต้อง ปรับระบบให้มันถูกต้อง ก็ไม่ทำ เขียนระบบใหม่มันก็เจอปัญหาใหม่ตลอด เพราะเราต่อสู้กับสิ่งที่เป็นคนไทย คนไทยเป็นแบบนี้ คือนิยมเงิน นิยมการให้สินบน นิยมคอร์รัปชันมันก็ช่วยไม่ได้ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เรื่องนี้หากจะแก้ปัญหาเรื่องการเลือกสว.ต้องทำให้มันทะลุ ต้องลงโทษ มันมีคนแค่ 2-3 คนเท่านั้น จับพวกนี้ติดคุกได้ไหม จับไม่ได้ต้องปล่อยหมดอีกทั้ง ๆ ที่ก็รู้อยู่แล้วใครเป็นตัวการ ทุกคนก็รู้ใครเป็นตัวการแต่ทำอะไรเขาไม่ได้ ตลกหรือไม่

เมื่อถามย้ำว่าจากการเป็นสว.มาสองปีเศษ มองว่า สว.ชุดปัจจุบันการทำงานสอบผ่านหรือไม่ "นาวาตรี วุฒิพงศ์ " กล่าวว่า ยังไม่ผ่าน แต่ก็บางส่วนที่ผ่านก็มี อันจริงเราขยันน้อยกว่าสส.เยอะ สส.เขาขยันทำภารกิจมากมาย นัดประชุมกันทีเลิกกันค่ำมาก แต่ของสว. บางทีประชุมไปประธานก็บ่นแล้วจะให้จำกัดเวลาทั้งที่สว.ประชุมน้อยกว่าสส.อีก  ก็ควรต้องประชุมให้หนักขึ้น และต้องทำให้ภาพลักษณ์เราดีขึ้น เพราะขณะนี้ภาพลักษณ์เสียหายยับเยิน ไปไหนไม่กล้าแนะนำตัวเองว่าเป็นสว. มันรู้สึกไม่ดีเลย จริงๆต้องเป็นที่ภาคภูมิใจ สว.ต้องทำให้สถาบันวุฒิสภาเป็นที่ภาคภูมิใจของประชาชน ให้ทุกคนยืดอกได้ว่า เป็นสว. เป็นคนดีของสังคม สว.เราเป็นได้แค่สมัยเดียวต้องทำให้ดีที่สุด เราไม่ต้องบันทึกประวัติเราหรอกแต่ให้คนรุ่นลูกรุ่นหลาน บันทึกประวัติของเราว่า เราทำอะไรให้กับประเทศชาติไว้บ้าง"

พูดคุยปิดท้ายว่า สองปีเศษของวุฒิสภาชุดปัจจุบันที่คนเรียกกันว่า สภาสีน้ำเงิน เป็นเรื่องจริงหรือไม่ "นาวาตรี วุฒิพงศ์ "กล่าวว่า มันเห็นชัดเกินไป บางคน(สว.)ก็เอ่ยคำพูดนี้ขึ้นมาก็มี เขาพูดเลย มีบันทึกไว้เป็น digital footprint ว่า"เขาเป็นสีน้ำเงิน" เขาภูมิใจในการเป็นสีน้ำเงิน ผมยังงงเลย จริง ๆมันต้องไม่มี เพราะสว.ต้องเป็นอิสระ อย่าไปฟังคำสั่งแต่ให้ฟังเสียงจากหัวใจ

โดยวรพล กิตติรัตวรางกูร

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สางปม'โกง-ขายชาติ'ลดเงื่อนไข บริหารสมดุลเครือข่าย'สีน้ำเงิน'

ไม่รู้ว่ามีแรงฮึดจากไหน สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวกลางวงข้าราชการกระทรวงมหาดไทยในประเด็นร้อนที่เกี่ยวพันกับข้อกล่าวหาเรื่อง ทุจริต-โกงชาติ

วุฒิสัญจรสู้ฮั้วสว. เต็มสูบ!สภาสูงขนกมธ.ไปตราดตอบทุกเรื่องที่สงสัย

“กมธ.วุฒิสภา” เปิดเวทีโชว์ผลงาน ด้าน “พิสิษฐ์” ยันคดี "ฮั้ว สว." ไม่กระทบ เดินหน้าทำงาน ลุยหน้าที่เต็มสูบจนกว่าศาลสั่ง “ธณัชญ์พงศ์” มอง “กอ.รมน.” ยังจำเป็น ไปต่อ

'ยุทธพร' ชี้มติ กกต.ปม สว.สร้างความชัดเจน รัฐบาลไปต่อ-เศรษฐกิจคลายกังวล ลดความเสี่ยงเกมเซตซีโร่

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงผลการพิจารณาคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า มติดังกล่าวช่วยสร้างความชัดเจนให้แก่สถานการณ์การเมืองว่า รัฐบาลยังสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ และลดความกังวลว่าผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลอาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนนำไปสู่เกม “เซตซีโร่” ทางการเมือง