
สว.เสียงหายไป26 คนแต่ก็แทบไม่มีผล เพราะปธ.วุฒิสภา รองปธ.วุฒิสภา ก็ยังเป็นของเขาอยู่ สีน้ำเงินยังคุมอยู่..แต่ว่าก็ต้องไปหาพวกสว.อิสระ ให้มาอยู่กับพวกเขาเพิ่มเติมเสียงเข้าไป ซึ่งก็มีหลายต่อหลายคนที่จากเดิมเป็นสว.อิสระตอนนี้ก็ไม่อิสระแล้ว..ถนนทุกสายก็มุ่งหน้าไปอยู่แถวเขากระโดงเหมือนเดิม ก็ไปวิ่งเต้นที่เดิม หรือไม่ใกล้ๆ ก็แถวซอยรางน้ำ
หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติส่งคำร้องไปศาลฎีกาฯ และดำเนินคดีอาญาผู้เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว.จำนวน 77 รายชื่อ โดยมีสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันรวมอยู่ด้วย 26 รายชื่อ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองและข้อกฎหมายตามมามากมาย
"นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา"ให้ความเห็นต่อมติกกต.ว่า เห็นใจกกต.เพราะอาจจะมีคำสั่งว่าต้องทำอะไรบ้างเช่น ให้มีการยื่นคำร้องสว.ไปศาลฎีกาได้แค่ไม่เกิน 25-26 คนเพื่อยังคงให้มีสว.สีน้ำเงินอยู่ในวุฒิสภาเกินกว่า 100 คนขึ้นไป ซึ่งก็ทำแล้ว ก็เห็นใจเพราะเขาพยายาม เป็นมติกกต.ที่ออกมาโดยไม่ได้เกินความคาดหมายเพราะเคยได้ยินเรื่องทำนองนี้มาก่อน โดยส่วนตัวก็เห็นใจกกต.ว่ากกต.ต้องทำภายในความไม่เป็นตัวของตัวเอง
เมื่อถามว่าถือว่าเป็นการฟอกขาวหรือล้างผิดคดีฮั้วสว.หรือไม่ "นาวาตรี วุฒิพงศ์ "มองว่าในชั้นของกกต.ถือว่าฟอกแล้ว แต่ในความเป็นจริงเนี่ยในการไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง หากการไต่สวนไปถึงใครก็เอาหมด ซึ่งหลักฐานในสำนวนคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่เขียนอย่างละเอียดรอบคอบ ซึ่งมติกกต.ทางกกต.แต่ละคน ก็ไม่ได้ลงมติไปในแนวเดียวกันหมด บางข้อกล่าวหาก็มีกกต.เสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย
ส่วนมติกกต.ที่ออกมาจะทำให้สังคมตั้งคำถามกับกกต.หรือไม่ เรื่องนี้คงไม่ต้องถามกัน เพราะมันชัดจนไม่รู้จะชัดอย่างไรแล้ว สังคมมีการตั้งคำถามมากมายกับกกต. สิ่งที่กกต.ควรทำคือจะหาคำตอบอย่างไรให้สังคมหายจากความคลางแคลงใจ วันนี้สังคมเกิดความรู้สึกว่าความยุติธรรมมันไม่มี กกต.ต้องสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา ไม่ใช่ผมไม่เชื่อมั่นกกต. องค์กรกกต.น่าเชื่อมั่นอยู่แล้ว ข้าราชการของสำนักงานกกต.ตั้งใจทำงาน เพียงแต่ว่าคนที่ถูกเลือกไปเป็นผู้บริหารสูงสุดของสำนักงานกกต. มาจากสว.ชุดปัจจุบันเลยกลายเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถือ
"นาวาตรี วุฒิพงศ์" ยังกล่าวถึงการสอบสวนคดีฮั้วสว.ในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานความผิดฟอกเงิน-อั้งยี่ ด้วยว่า พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ หรือกฎหมายดีเอสไอมีกระบวนการที่กำหนดขั้นตอนในการทำงานชัดเจนคือทำคล้ายกับตำรวจ ถึงแม้ว่าคดีจะถูกปัดตกหรืออะไรก็แล้วแต่ก็จะมีบันทึกความเห็นในทางคดี ซึ่งไม่ใช่แค่บันทึกเป็นเอกสารตัวอักษร แต่เป็นdigital footprint ที่จะปรากฏโดยทั่วไป คิดว่าเจ้าพนักงานดีเอสไอก็ไม่กล้าที่จะปัดตก คือทำแล้วมันจะขัดสายตาประชาชนไม่ได้เพราะคนมันเห็น อย่างเรื่องอั้งยี่ฟอกเงิน ถ้าหลักฐานชัดเจนขนาดนี้ ก็ต้องดำเนินการต่อไป จะมาปัดตกกันก็คงลำบาก
อย่างก่อนหน้านี้ดีเอสไอสอบสวนเอาผิดแปดคน แต่อัยการก็ส่งกลับมาให้ดีเอสไอสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อให้สอบสวนอย่างละเอียดของทุกคนที่เกี่ยวพันกันในขบวนการอั้งยี่ฟอกเงิน ซึ่งก็น่าสงสัย ทางอัยการก็สงสัยเลยส่งกลับไปที่ดีเอสไอให้ดำเนินการสอบสวนต่อ หากดีเอสไอสอบสวนเพิ่มเติมในเรื่องนี้ต่อไปก็จะได้ข้อมูลที่ชัดเจน ประชาชนก็จะได้เลิกคลางแคลงสงสัยในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ซึ่งตอนนี้มันมีความน่าสงสัยอยู่เยอะเกินไป
สำหรับเรื่องที่บางฝ่ายจะเข้าไปตรวจสอบดำเนินคดีกับกกต.ต่อจากนี้นั้น กรณีดังกล่าว ก็มีการบัญญัติไว้ในพ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง ฯ (มาตรา มาตรา ๖๙ กรรมการ เลขาธิการ ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้งกรรมการหรืออนุกรรมการซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ พนักงานและลูกจ้างของสํานักงาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ผู้ใดกระทําการหรือละเว้นการกระทําอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลาสิบปีถ้าการกระทําตามวรรคหนึ่งได้กระทําโดยทุจริตต้องระวางโทษเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 149แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นด้วย) กรณีหากกกต.ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ตามที่กฎหมาายบัญญัติไว้ ซึ่งมีบทลงโทษที่หนักกว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ด้วยซ้ำไป หากมีการฟ้องกกต.ว่าไม่ปฏิบัติหน้าที่ในหน้าที่ซึ่งตัวเองต้องทำ เพราะการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่ตัวเองมี อันนี้ยิ่งกว่าละเว้นหน้าที่คือไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ให้ทำหน้าที่
..หากมีการส่งคำร้องไปที่ศาลฎีกาฯ แล้วศาลฎีกาสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่การเป็นสว.ก็จะทำให้สว.เสียงหายไป26 คนแต่ก็แทบไม่มีผล เพราะประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภา ก็ยังเป็นของเขาอยู่ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของตำแหน่งประธานกรรมาธิการสามัญของวุฒิสภา 4-5 คน แต่ฝ่ายของเขาก็ยังคุมเสียงข้างมากอยู่ สีน้ำเงินก็ยังคุมอยู่
มองสภาพแล้วในวุฒิสภาก็คงไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม เพราะมีการกำหนดไว้แล้วว่าห้ามส่งคำร้องไปศาลฎีกาเกินยี่สิบกว่าคน เขาก็ตัดออกมาได้แล้ว 26 คน แต่ ณ ขณะนี้เขา(สีน้ำเงิน)ก็ยังคุมอยู่ สว. 26 คน ก็ยังมาประชุมกันตามปกติ มีการปลุกขวัญกำลังใจกันเต็มที่ บอกว่าขนาดคนที่เคยไปให้การกับอนุกกต.ก็ยังกลับคำให้การได้เลย
ปูดน้ำเงินปฏิบัติการดูดสว.เข้ากลุ่มเติมเสียง
กับคำถามที่ว่า เสียงสว.ที่หายไป 26 คนแต่ตอนนี้ฝ่ายสีน้ำเงินก็ยังคุมสภาพในวุฒิสภาได้อยู่ " "นาวาตรี วุฒิพงศ์ "ตอบทันทีว่า “ก็คุมได้ แต่ว่าก็ต้องไปหาพวกสว.อิสระ ให้มาอยู่กับพวกเขาเพิ่มเติมเสียงเข้าไป ซึ่งก็มีหลายต่อหลายคนที่จากเดิมเป็นสว.อิสระตอนนี้ก็ไม่อิสระแล้วก็ต้องคอยมอนิเตอร์ดูกันไป”
เมื่อถามย้ำว่าตอนนี้มีความพยายามดึง-ดูด พวกสว.ให้เข้ามาอยู่กลุ่มสว.สีน้ำเงิน"นาวาตรี วุฒิพงศ์ " กล่าวตอบว่า ครับ ก็มีหลายคนแล้ว ซึ่งจริงๆ มันมีมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ดูจากคะแนนโหวตตอนออกเสียงต่างๆ ของวุฒิสภาก็น่าจะพอรู้ได้แล้ว
ส่วนการทำงานของวุฒิสภาหลังจากนี้ ในเรื่องการโหวตเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ บุคคลไปทำหน้าที่ในองค์กรอิสระเช่น ป.ป.ช. กกต.หรือองค์กรอื่นๆเช่นกสทช. เมื่อฝ่ายสีน้ำเงินยังคุมวุฒิสภาอยู่ ผลจะเป็นอย่างไร " "นาวาตรี วุฒิพงศ์ "ตอบทันทีว่า ถนนทุกสายก็มุ่งหน้าไปอยู่แถวเขากระโดงเหมือนเดิม ก็ไปวิ่งเต้นที่เดิม หรือไม่ก็ไปใกล้ๆ หน่อยก็แถวซอยรางน้ำ ประมาณนั้นก็คงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม

เรื่องนี้รากเหง้ามันอยู่ที่ตัวเราเอง ผมเคยอภิปรายในที่ประชุมวุฒิสภาหลายหนว่า บุญคุณไม่ต้องมี แต่บุญคุณของประเทศชาติและประชาชนที่เขาเสียภาษีมาจ้างเรา สิ่งนี้สำคัญสุด เราต้องชดใช้บุญคุณของประชาชน ไม่ใช่บุญคุณของเจ้านายที่ไหนก็แล้วแต่ไม่เกี่ยวแล้ว เมื่อได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องทำหน้าที่ตามที่ได้เคยสาบานไว้ตอนเข้าปฏิบัติหน้าที่ ที่บอกไว้ว่า จะปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญตามกระบวนการที่ถูกต้อง แต่ที่ทำกันทุกวันนี้ ก็มีคนจำนวนหนึ่งเข้าใจว่ากระบวนการที่ถูกต้องคือทำตามที่เขาสั่ง แบบนี้มันไม่ใช่ มันผิดแน่ ๆ หิริโอตัปปะมันต้องมี แต่มันก็คงจะมีเพิ่มขึ้นเพราะว่าถ้ามีสว.สำรองจำนวนหนึ่งเข้ามาใหม่ก็จะดีขึ้นตามลำดับ แต่ว่าตอนนี้หากหลับตาจะมองเห็นอนาคนเลยว่ามันยังมืดไปหมด แต่หลังจากนี้ก็ยังเชื่อว่าน่าจะดีขึ้น แต่จะดีมากกว่านี้หากกกต.หรือศาลฎีกาฯได้ไต่สวนอย่างละเอียดในสำนวนคำร้องคดีดังกล่าวตามที่อนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ได้ทำไว้
เมื่อถามว่าในช่วงสองปีเศษต่อจากนี้ในการทำหน้าที่ของสว.ชุดปัจจุบันไปจนครบวาระ ควรต้องเร่งปรับการทำงานเพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ของสว.ให้ดีขึ้นอย่างไรหรือไม่ ""นาวาตรี วุฒิพงศ์ " ให้ความเห็นว่า อันดับแรก คือเห็นด้วยว่า ภาพลักษณ์มันแย่จริงๆ ไปที่ไหนคนเขาก็ด่ากราดพวกเรากันหมด สิ่งที่สว.เราจะทำได้ดีที่สุดก็คือต้อง กอบกู้ภาพลักษณ์ ต้องส่งเสริมให้คนที่เป็นสว.ที่เข้ามาเป็นสว.ตรงสาขาอาชีพ(แต่ละกลุ่ม) อย่างเรื่องวิจัยพัฒนาก็ต้องส่งเสริมคนที่เข้ามาตรงสาขาอาชีพให้เข้ามาทำงานให้ตรงกับสาขาอาชีพ ไม่ใช่เอาคนที่เข้ามาเป็นสว.โดยสมัครเข้ามาเป็นสว.ในสาขาอาชีพอย่างหนึ่งแต่ให้ไปนั่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการหรือกรรมาธิการฯ ที่ไม่ตรงกับสาขา แบบนี้ไม่ถูกต้อง ทำไมไม่ใส่ให้ตรงสาขาอาชีพ
เพราะตอนเข้ามาก็สมัครมาตามสาขาอาชีพ เช่น บางคนเข้ามาในสาขากฎหมาย แต่ให้ไปอยู่ในกรรมาธิการด้านไอซีที มันก็ไม่ตรง เมื่อมันไม่ตรง ผลก็คือ ทำให้ผลงานเลยไม่ออกมา ทั้งที่เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญก็ต้องการให้ตรงสาขา อันดับแรก การตั้งอะไรต่างๆ ต้องตั้งให้ตรงสาขาอาชีพ
เรื่องที่สองคือ หลังต้องตรง แหงนหน้าก็ต้องไปอายฟ้า ก้มหน้าก็ไม่อายดิน อันนี้สำคัญ หากยังต้องไปคอยรับฟังคำสั่งจากเขากระโดงหรือจากที่ไหนก็แล้วแต่ หรือจะที่ซอยรางน้ำ ก็ไม่น่าจะถูกต้อง ควรจะทำให้ถูกต้อง คือไม่รับคำสั่ง แต่คำสั่งที่สว.ควรรับคือคำสั่งจากหัวใจของเราที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติให้ได้มากที่สุด สว.เราต้องเร่งทำ แล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด หากทำไม่ได้ ก็เลิกไปก็ได้ ไม่ต้องมีสว.ก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไร หากทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องมี
วุฒิสภายังมีความจำเป็น ระบบนี้ดีอยู่ แต่ต้องอุดช่องโหว่
เมื่อถามถึงหลังจากนี้ จะมีการเคลื่อนไหวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนของสว.คิดว่าอย่างไร ควรมีวุฒิสภาอยู่อีกหรือไม่ ""นาวาตรี วุฒิพงศ์ "มีทัศนะประเด็นนี้ว่า วุฒิสภายังมีความจำเป็น เพราะต้องให้มีระบบการเบรกไว้ในการออกกฎหมายต่างๆ ให้สว.ตรวจทานกฎหมาย ต้องหาคนที่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริงไปอยู่ในวุฒิสภา ไม่ใช่เอาใครก็ไม่รู้มา บางคนไม่รู้เรื่องเลยก็ออกกฎหมายผิดๆถูกๆ ซึ่งอันนี้มีเยอะ วุฒิสภายังมีความจำเป็นอยู่ แต่ว่าอำนาจให้มันลดลง แต่ให้มีหน้าที่มากขึ้น มีความรับผิดชอบต่อประเทศไทยให้มากขึ้น
สำหรับเรื่องที่มาของสว.มองว่าโมเดลที่มาของสว.ปัจจุบันยังดีอยู่ เพียงแต่ว่ามันมีการฮั้วเกิดขึ้น มันเลยมีปัญหา คนก็ไม่กล้ามาสมัครเพราะมีคนที่ทุ่มเข้ามาเพื่อจะหาผลประโยชน์อันนี้คือข้อเท็จจริง ทำให้คนจะสมัครเป็นอะไรต่างๆ ก็ไม่กล้าสมัคร แค่จะสมัครคัดเลือกเป็นข้าราชการท้องถิ่นยังโกงเลย ต้องจ่ายเงินเพื่อจะเป็นข้าราชการท้องถิ่น แบบนี้มันไหวไหม การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หากไม่มีการฮั้ว มันก็ดีเพราะหากจะให้มาแบบการเลือกตั้งสส. แล้วเป็นยังไง ก็มีการซื้อเสียงเต็มไปหมด หากเกิดสภาพแบบ สภาผัวเมีย คราวนี้ยุ่งกันใหญ่ เมียเป็น สส. ผัวเป็นสว. หรือผัวเป็นสว.เมียเป็นสส. หรือลูกมาเป็นสส. ก็บ้านใหญ่ทั้งนั้น ระบบบ้านใหญ่ถึงเลิกไม่ได้ ก็พยายามจะแก้ปัญหาหนึ่ง แต่พอแก้แล้วก็กลับมาเจออีกหนึ่งปัญหา ความจริงแล้วการแก้ปัญหาควรแก้ให้มันทะลุไปเลยคือต้องแก้ปัญหาได้หมด มันก็จะจบ ที่ผ่านมาก็ใช้วิธีการคือเปลี่ยนวิธีการ พอเขียนรัฐธรรมนูญแต่ละครั้งก็เปลี่ยนวิธีการ แต่ก็ไปเจอทางตันหมด แทนที่จะแก้ปัญหาโดยการทำให้ระบบมันถูกต้อง ปรับระบบให้มันถูกต้อง ก็ไม่ทำ เขียนระบบใหม่มันก็เจอปัญหาใหม่ตลอด เพราะเราต่อสู้กับสิ่งที่เป็นคนไทย คนไทยเป็นแบบนี้ คือนิยมเงิน นิยมการให้สินบน นิยมคอร์รัปชันมันก็ช่วยไม่ได้ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เรื่องนี้หากจะแก้ปัญหาเรื่องการเลือกสว.ต้องทำให้มันทะลุ ต้องลงโทษ มันมีคนแค่ 2-3 คนเท่านั้น จับพวกนี้ติดคุกได้ไหม จับไม่ได้ต้องปล่อยหมดอีกทั้ง ๆ ที่ก็รู้อยู่แล้วใครเป็นตัวการ ทุกคนก็รู้ใครเป็นตัวการแต่ทำอะไรเขาไม่ได้ ตลกหรือไม่
เมื่อถามย้ำว่าจากการเป็นสว.มาสองปีเศษ มองว่า สว.ชุดปัจจุบันการทำงานสอบผ่านหรือไม่ "นาวาตรี วุฒิพงศ์ " กล่าวว่า ยังไม่ผ่าน แต่ก็บางส่วนที่ผ่านก็มี อันจริงเราขยันน้อยกว่าสส.เยอะ สส.เขาขยันทำภารกิจมากมาย นัดประชุมกันทีเลิกกันค่ำมาก แต่ของสว. บางทีประชุมไปประธานก็บ่นแล้วจะให้จำกัดเวลาทั้งที่สว.ประชุมน้อยกว่าสส.อีก ก็ควรต้องประชุมให้หนักขึ้น และต้องทำให้ภาพลักษณ์เราดีขึ้น เพราะขณะนี้ภาพลักษณ์เสียหายยับเยิน ไปไหนไม่กล้าแนะนำตัวเองว่าเป็นสว. มันรู้สึกไม่ดีเลย จริงๆต้องเป็นที่ภาคภูมิใจ สว.ต้องทำให้สถาบันวุฒิสภาเป็นที่ภาคภูมิใจของประชาชน ให้ทุกคนยืดอกได้ว่า เป็นสว. เป็นคนดีของสังคม สว.เราเป็นได้แค่สมัยเดียวต้องทำให้ดีที่สุด เราไม่ต้องบันทึกประวัติเราหรอกแต่ให้คนรุ่นลูกรุ่นหลาน บันทึกประวัติของเราว่า เราทำอะไรให้กับประเทศชาติไว้บ้าง"
พูดคุยปิดท้ายว่า สองปีเศษของวุฒิสภาชุดปัจจุบันที่คนเรียกกันว่า สภาสีน้ำเงิน เป็นเรื่องจริงหรือไม่ "นาวาตรี วุฒิพงศ์ "กล่าวว่า มันเห็นชัดเกินไป บางคน(สว.)ก็เอ่ยคำพูดนี้ขึ้นมาก็มี เขาพูดเลย มีบันทึกไว้เป็น digital footprint ว่า"เขาเป็นสีน้ำเงิน" เขาภูมิใจในการเป็นสีน้ำเงิน ผมยังงงเลย จริง ๆมันต้องไม่มี เพราะสว.ต้องเป็นอิสระ อย่าไปฟังคำสั่งแต่ให้ฟังเสียงจากหัวใจ
โดยวรพล กิตติรัตวรางกูร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘นายกฯ’ไฟเขียว ม็อบกํานันมะโน ชุมนุมตามสิทธิ
นายกฯ ย้ำม็อบกำนันชุมนุมได้ตามสิทธิ ไม่สืบสาวท่อน้ำเลี้ยงหากไม่ทำผิด กม. ขอไม่ก้าวล่วงอำนาจศาล “ปลัด สปน.” ส่งเจ้าหน้าที่สแตนด์บายรับเรื่องร้องเรียน เชื่อยังคุยกันได้ เผยมีเรื่องเข้าอนุฯ กลั่นกรองนิรโทษกรรมแล้วเกือบ 30 คำร้อง
ริบอํานาจกมธ.ลาม ‘ศุภชัย-โรม’ฟาดเดือด/‘อนุทิน’ยินดีร่วมมือแต่ต้องยึดกม.
“อนุทิน” เคลียร์ปมร้อน "น้ำเงินกินรวบ-ศึกซักฟอก" ในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” เสาร์นี้ “มท.1” แจงข้อครหา กมธ.เพิกเฉยไม่สั่ง "อธิบดีปกครอง"
‘โตโต้’ เจอสวนปมมติ 7-0! ผู้ช่วยโฆษกรัฐ ซัดบันเทิงธิปไตย ถามนับองค์ประชุมเป็นหรือไม่
“อุบลรัตน์’ ซัด ‘โตโต้ ปิยรัฐ’ หลังโชว์มติ กมธ. 7 ต่อ 0 เดินหน้าเอาผิด ‘อนุทิน’ และอธิบดีกรมการปกครอง ปมไม่เข้าชี้แจงทุจริตสอ
'โรม' โต้ 'ศุภชัย' ยันมติ กมธ. เรียกนายกฯ ชอบด้วยกฎหมาย ท้าเปิดชวเลขพิสูจน์ความจริง
'โรม' โต้ 'ศุภชัย' เลิกชี้นิ้วด่าคนอื่น ไม่เข้าประชุมเอง สส.ภูมิใจไทย อยู่ไม่จบการประชุม ไร้สิทธิ์เสียงโหวต ปมสั่งนายกฯ แจงสภา แพ้แล่วตีรวน ยัน มติ 7 ต่อ 0 ชอบด้วยกฎหมาย ยินดีเปิดชวเลขยัน อย่าหวังกินรวบ เปลี่ยนเป็นสภาสีน้ำเงิน ลั่นพวกเราไม่มีวันยอม
การเมืองช่วงต้นรัตนโกสินทร์: : มรดกจากการเมืองสมัยอยุธยาบนความต่อเนื่องและความเปลี่ยนแปลง (4)
ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2393 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ มีพระอาการประชวรจึงมีกระแสพระราชดำริถึงผู้สืบราชสมบัติ มีหลักฐานบันทึกต่างๆ ดังนี้
จับตา 'คุยกับนายกฯอนุทิน' เคลียร์ปมร้อน รับมือภัยพิบัติ-แก้วิกฤตพลังงาน-กระแสน้ำเงินกินรวบ
จับตา “คุยกับนายกฯอนุทิน” เสาร์นี้ นายกฯ เคลียร์ชัดกระแสสำรองเสบียง 72 ชั่วโมง เปิดมุมไทยกับความมั่นคงอาหาร-พลังงาน เผยสัญญาณลงทุนต่างชาติ พร้อมตอบปมร้อน “น้ำเงินกินรวบ”- ศึกซักฟอก

