ขำขื่น 'อดีตผู้สมัครสส.พท.' ยกการศึกษาทั่วโลกสอนมวย 'เจ๊ไหม' ยังคิดแบบระบบราชการเดิม

'อดีตผู้สมัครสส.พท.' สอนมวย 'เจ๊ไหม' ตัดสินความสำเร็จของเด็กด้วยตัวเลข ชี้นักการศึกษาทั่วโลก ยืนยันการสอนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กเล็กคือ Play-Based Learning หรือ เรียนรู้ผ่านการเล่น ไม่ใช่การนั่งท่องจำในห้องเรียน เหน็บพรรคก้าวหน้ายังคิดแบบเดียวกับระบบราชการเดิม

7 ส.ค.2569 - น.ส.จิตภินันท์ วงษ์ขันธ์ อดีตผู้สมัครส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึง นส.ศิริกัญญา ตัณสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ว่า

ขำขื่นค่ะ
.
ขอยืมคำของคุณไหมมาใช้กับคุณไหมเองสักครั้ง การที่คุณไหม ศิริกัญญา ได้แสดงความคิดเห็นและข้อสังเกตในการประชุมกรรมาธิการงบประมาณเรื่องกระทรวงศึกษาธิการเมื่อไม่นานนี้ โดยหยิบยกผลสอบ RT ของเด็ก ป.1 ปี 2569 ที่พบว่ามีเด็กอ่านไม่ออกถึง 20% มาตั้งคำถามว่านี่คือ "ความล้มเหลว" หรือไม่ ดิฉันฟังแล้วก็อดยิ้มเจื่อนๆ ไม่ได้ เพราะสิ่งที่คุณไหมกำลังทำอยู่ตรงนั้นเอง คือการตัดสินความสำเร็จของเด็กด้วยตัวเลขเพียงตัวเดียว ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบเดียวกับที่คุณไหมมักวิจารณ์ระบบราชการไทยว่าล้าหลังและไม่ยืดหยุ่นอยู่บ่อยครั้ง
.
ดิฉันต้องบอกก่อนนะคะว่า ไม่ได้จะเถียงหมดทุกเรื่องหรอกค่ะ ประเด็นเรื่องงบประมาณที่คุณไหมหยิบยกขึ้นมา ทั้งการหักหัวคิว 40% ก่อนงบจะถึงมือโรงเรียน และปัญหาการเช่าอุปกรณ์ IT ที่ไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ดิฉันเห็นด้วยเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ นี่คือข้อเท็จจริงเชิงตัวเลขที่ตรวจสอบได้ และเป็นการทำหน้าที่กรรมาธิการที่น่าชื่นชม แต่พอถึงเรื่อง "เด็ก ป.1 ต้องอ่านออก ไม่งั้นถือว่าล้มเหลว" นี่สิคะ ที่ดิฉันขอยกมือค้านแบบขำๆ ปนขื่นๆ เพราะมันคือคนละเรื่องกันเลย และดิฉันคิดว่าคุณไหมผิดฝาผิดตัวในจุดนี้จริงๆ
.
มหาวิทยาลัยดีคิน ประเทศออสเตรเลีย ได้ทำการศึกษาและยืนยันว่ากระบวนการสอนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กเล็กคือ Play-Based Learning หรือการเรียนรู้ผ่านการเล่น ไม่ใช่การนั่งท่องจำในห้องเรียน นักการศึกษาทั่วโลกเห็นตรงกันว่า หน้าที่ของเด็กปฐมวัยคือการเล่น "ยัง" ไม่ใช่การเรียน ฟังดูเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วโลกแล้วใช่ไหมคะ แต่พอมาถึงสภาไทย เรากลับยังถกเถียงกันว่าทำไมเด็กอายุ 6-7 ขวบถึงยังอ่านไม่คล่อง ราวกับโลกใบนี้หมุนไปคนละทิศกับความรู้ที่มีอยู่แล้ว
.
และถ้าอยากเห็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมกว่านั้น ลองมองไปที่ฟินแลนด์ค่ะ ประเทศที่ครองอันดับต้นๆ ของโลกด้านผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง และเป็นประเทศที่พรรคคุณไหมมักหยิบยก และยกย่องในด้านของการจัดการศึกษาที่ดีเยี่ยมมาเป็นต้นแบบเสมอๆ เด็กฟินแลนด์จะยังไม่เข้าเรียนภาคบังคับจนอายุ 7 ขวบ ช่วงก่อนหน้านั้นเน้นการเล่น การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และพัฒนาการทางอารมณ์เป็นหลัก ไม่มีการเร่งสอนอ่านเขียนตั้งแต่อนุบาล แม้แต่ในชั้นประถมต้น เวลาเรียนต่อวันก็สั้น เน้นเรียน 45 นาที พัก 15 นาที ให้เด็กได้ออกไปเล่นสลับกันตลอดวัน นี่คือหลักฐานที่ชี้ว่า การอ่านออกเร็วไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จของระบบการศึกษาเลยสักนิด
.
ตรงนี้มีงานวิจัยที่อธิบายกลไกไว้ชัดเจนมากค่ะ เด็กที่ถูกบังคับให้เรียนหนักตั้งแต่ชั้นอนุบาล มักถูกกดดันต่อเนื่องไปจนถึงชั้นประถม เพราะยิ่งขึ้นชั้นสูงขึ้น ความคาดหวังของพ่อแม่ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตาม จนกลายเป็นความเครียดสะสมระยะยาว หรือที่เรียกว่า Toxic Stress ซึ่งงานวิจัยด้านพัฒนาการเด็กพบว่า ความเครียดสะสมแบบนี้ทำให้สมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่คิดและเรียนรู้ทำงานช้าลง ขณะที่ฮิปโปแคมปัสซึ่งเกี่ยวข้องกับความจำกลับมีขนาดเล็กลง
.
พูดง่ายๆ คือ การเร่งเด็กให้เรียนหนักเกินวัยตั้งแต่ต้น ไม่ได้ทำให้เด็กฉลาดขึ้นในระยะยาวหรอกค่ะ ตรงกันข้าม มันกลับไปทำร้ายกลไกสมองส่วนที่เราตั้งใจอยากให้พัฒนามากที่สุดเสียด้วยซ้ำ ฟังดูย้อนแย้งใช่ไหมคะ แต่นี่แหละคือความขำขื่นของเรื่องนี้ทั้งหมด
.
ลองมาดูตัวเลขปลายทางของวงจรนี้กัน รายงานสำรวจสภาวะทางอารมณ์วัยรุ่นไทยปี 2568 พบว่า นักเรียนมัธยมศึกษาที่ไม่มีภาวะซึมเศร้าเลยเหลืออยู่เพียงร้อยละ 31.3 เท่านั้น หมายความว่าเด็กเกือบ 7 ใน 10 คนมีภาวะซึมเศร้าอยู่ในระดับใดระดับหนึ่ง ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตปี 2568 ยังชี้ว่า วัยรุ่นอายุ 15-19 ปีเป็นกลุ่มที่มีอัตราพยายามฆ่าตัวตายสูงที่สุด โดยปัจจัยสำคัญคือความเครียดจากการสอบ ขณะที่กลุ่มเยาวชนอายุ 18-24 ปีมีอัตราป่วยทางจิตเวชสูงถึง 13.7% เทียบกับเพียง 5.3% ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป
.
ถ้าเราลากเส้นเชื่อมจากจุดเริ่มต้นถึงปลายทางดูค่ะ เด็กที่ถูกเร่งให้อ่านออกเขียนได้ตั้งแต่ ป.1 ภายใต้แรงกดดันว่าไม่งั้นถือว่า "ล้มเหลว" คือจุดเริ่มต้นของความเครียดสะสมที่หล่อเลี้ยงตัวเองไปเรื่อยๆ จนไปโผล่เป็นตัวเลขซึมเศร้าและความเสี่ยงฆ่าตัวตายในวัยมัธยมและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นในท้ายที่สุด นี่ไม่ใช่ปัญหาที่แยกจากกัน แต่เป็นวงจรเดียวกันที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่เราเริ่มบอกเด็กอายุ 6-7 ขวบว่า "ต้องอ่านออกให้ได้ ไม่งั้นแปลว่าล้มเหลว" น่าขำขื่นไหมคะ ที่ประโยคเดียวแบบนี้ อาจเป็นจุดตั้งต้นของวงจรที่ยาวไปถึงสิบกว่าปีข้างหน้า
.
ดิฉันคิดว่ารากของปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่หลักสูตรเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่อยู่ที่ค่านิยมของสังคมและครอบครัวไทยที่พยายามยัดเยียดให้เด็กเรียนเยอะๆ เร็วๆ มานานหลายสิบปี พ่อแม่กลัวลูกแพ้เพื่อน โรงเรียนกลัวคะแนนสอบไม่สวย รัฐกลัวอันดับ PISA ตกต่ำ ทุกฝ่ายผลักภาระความกลัวนี้ลงไปที่ตัวเด็กคนเดียว จนกลายเป็นวงจรที่ไม่มีใครกล้าหยุดก่อน ราวกับเล่นเก้าอี้ดนตรีที่ไม่มีใครยอมเป็นคนแรกที่หยุดเพลง
.
ผลลัพธ์คือประเทศวนลูปเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เด็กหาความสุขในวัยเด็กไม่ได้ ความเหลื่อมล้ำยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้หนักขึ้นไปอีก เพราะครอบครัวที่มีฐานะสามารถซื้อกิจกรรมเสริม ซื้อพื้นที่เล่นให้ลูกได้ แต่ครอบครัวที่ยากจนไม่มีทางเลือกนอกจากผลักลูกเข้าสู่ระบบเรียนพิเศษหรือกวดวิชาเพื่อไล่ตามมาตรฐานเดียวกัน สุดท้ายค่านิยมการวัดคุณค่าคนที่คะแนนสอบ ก็ยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึกอยู่แล้วให้แน่นขึ้นไปอีก
.
พรรคที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายก้าวหน้า มีทั้งฝ่ายนโยบายการศึกษา มีคนที่เคยเป็นครู มีคนที่มาจากแวดวงการศึกษาอยู่หลายคน แต่พอถึงเวลาต้องวิเคราะห์ปัญหาการศึกษาจริงๆ กลับยังใช้กรอบคิดแบบเดิมที่วัดความสำเร็จด้วยคะแนนสอบ วัดความล้มเหลวด้วยตัวเลขที่อ่านออกเขียนได้ตามวัย โดยไม่ตั้งคำถามเลยว่ากรอบวัดผลแบบนี้เองต่างหากที่เป็นปัญหา ฟังดูเหมือนเป็นมุกตลกร้ายที่ไม่มีใครหัวเราะออกใช่ไหมคะ
.
ถ้าจะเรียกตัวเองว่าพรรคก้าวหน้า ก้าวหน้าตรงไหนคะ ถ้ายังคิดแบบเดียวกับระบบราชการเดิมที่วัดคุณค่าเด็กด้วยตัวเลข ยังไม่กล้าตั้งคำถามกับค่านิยมการเร่งโตที่ทำร้ายเด็กไทยมาหลายสิบปี พรรคที่มีคนจากแวดวงการศึกษาอยู่มากมายควรจะเป็นฝ่ายแรกที่กล้าพูดว่า "เด็กวัยนี้ต้องเล่น ไม่ใช่ต้องอ่านออกให้เร็วที่สุด" ไม่ใช่กลับไปสร้างความชอบธรรมให้กับมาตรฐานที่กดทับเด็กมาตลอด
.
และแม้การประชุมนี้จะอยู่ในคณะกรรมการงบประมาณ แต่ก็สะท้อนวิธีคิดของคุณไหมได้ดี ทำให้เห็นได้ว่า ถ้าเราเลือกแค่ที่จะหาเรื่องตัดงบอย่างเดียว และโยงบางเรื่อง ที่สำคัญมาเล่นการเมือง ผลเสียก็จะตกอยู่กับพวกเราทุกคน และถ้าเราไม่กล้าพูดเรื่องนี้ตรงๆ ในวันที่ยังมีโอกาสแก้ไข เด็กไทยรุ่นต่อไปก็จะยังคงติดอยู่ในวงจรเดิม ถูกเร่งให้โตเร็วเกินวัย จนหาความสุขในวัยเด็กของตัวเองไม่เจอ เหมือนที่เด็กหลายรุ่นก่อนหน้านี้เคยเจอมาแล้ว ขำได้ก็ขำไปนะคะ แต่ขำแล้วอย่าลืมขื่นตามไปด้วย เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องขำเลยสักนิด

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ศิริกัญญา' ชวนจับตางบกลาง 6.5 พันล้านรับภัยแล้ง หวั่นซ้ำรอยโซลาร์บาดาลปี 68

'ศิริกัญญา' ชวนจับตางบกลาง 6.5 พันล้านรับภัยแล้ง หวั่นซ้ำรอยโซลาร์บาดาลปี 68 เสี่ยงล็อกสเปก-เอื้อเอกชน เหน็บรัฐอ้างงบไม่พอแต่ยังเดินหน้าโครงการ

'ไหม' แฉงบปี 70 จิ้มตรงไหนก็เจอแพงเกินจริง ชวนจับตา 'ดีอี' ซ้ำซ้อนคลาวด์กลาง

'ไหม' แฉงบปี 70 จิ้มตรงไหนก็เจอแพงเกินจริง ชวนจับตา ‘ดีอี‘ ซ้ำซ้อนคลาวด์กลาง ขณะที่พบ ’พม.‘ หั่นเงินคนพิการแต่ตั้งงบ Data Center ซื้อเก้าอี้ตัวละ 1.5 หมื่น-ประตูหนีไฟ 2 แสน

แอมเนสตี้ฯโผล่ชงเริ่มแก้112

“พิสิษฐ์” ซัด “เท้ง-ไหม” เลิกแถสร้างข่าวเท็จหลอกเยาวชน-ทำลายสถาบัน ชี้ กม.ปกติมีแผนฟื้นฟู-ล้างประวัติความผิดเด็กอยู่แล้ว เลิกยึดติด 2475 “แอมเนสตี้ฯ” โผล่พร้อมองค์กร 3 นิ้ว ทำหนังสือถึงประมุขฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ วอนคุ้มครองเด็ก แต่เรียกร้องให้ริเริ่มแก้ไขมาตรา 112 พ่วงปล่อยผู้ต้องหาคดีหมิ่นทุกราย

'พิสิษฐ์' ซัด 'เท้ง-ไหม' เลิกแถสร้างข่าวเท็จหลอกเยาวชน-ทำลายสถาบัน ลั่นสว.ดับไฟแต่ต้นลม

'สว.พิสิษฐ์' ซัด 'เท้ง-ไหม' เลิกแถสร้างข่าวเท็จหลอกเยาวชน-ทำลายสถาบัน ชี้ กม.ปกติมีแผนฟื้นฟู-ล้างประวัติความผิดเด็กอยู่แล้ว จี้จุด 'ลัทธิส้ม' เลิกยึดติด 2475 บอก ยันวุฒิสภาต้องการดับไฟแต่ต้นลมก่อนไฟไหม้บ้านทั้งหลัง จวก อย่าทำเพจพรรคให้เป็นเพจไอโอ เน้นยอดไลก์ ยอดแชร์ โพสต์สะใจแล้วลบ โดยไม่เน้นข้อกฎหมาย

'ศิริกัญญา' พูดเต็มปากไม่ได้ปั่นเฟคนิวส์แต่ที่ลบโพสต์เนื่องจากคลุมเครือ!

'ศิริกัญญา' ยันไม่เฟคนิวส์ ปมโพสต์ พรบ.นิรโทษกรรม เปิดช่องเอื้อคดีฮั้วสว. อ้างยัด พ.ร.ป.ที่มา สว.บัญชีแนบท้าย ด้าน 'เท้ง' จวกสุดอำมหิตตัดทิ้งกลไก กก.ทำแผนหาทางออกเซฟคนไม่เจตนาละเมิด 112