ดร.เอนก ชี้โลกไม่ได้มีทางเดินเส้นเดียว เตือนอย่าใช้ไม้บรรทัดตะวันตกวัดความเจริญ

ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ หยิบแนวคิด “แฮร์เดอร์” นักคิดเยอรมัน ท้าทายความเชื่อว่าโลกต้องเดินตามแบบอังกฤษ-ฝรั่งเศส-อเมริกา ชี้แต่ละชาติมีรากเหง้า ภาษา วัฒนธรรม และ “จิตวิญญาณ” ของตนเอง การพัฒนาที่แท้ไม่ใช่การก็อปปี้ตะวันตก แต่ต้องค้นหาเส้นทางที่งอกงามจากภายใน

23 สิงหาคม 2569 - ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต โพสต์เฟซบุกเรื่อง “โยฮันน์ ก็อทฟรีด ฟอน แฮร์เดอร์: ผู้เริ่มชี้ว่าโลกไม่ได้มีเส้นทางเดินเส้นเดียว” ระบุว่า​เมื่อครั้งที่ผมเรียน กับสอน​ ในมหาวิทยาลัยในอเมริกานั้น เคยหลงใหลกับคัมภีร์ - ตำรา สังคมศาสตร์ตะวันตก จนอดคิดไม่ได้ว่า ฝรั่งช่างมีวิธีคิดที่คมคาย เป็นระบบ และที่สำคัญ มี "ความมั่นใจ" อย่างสูงส่งว่า เส้นทางที่พวกเขาเดินมามิใช่เส้นทางของชนชาติใดหรือกลุ่มชาติใดๆ หากแต่เป็น "เส้นทางเดินเส้นทางเดียว" ของมนุษยชาติทั้งมวล

​วิธีคิดสังคมศาสตร์ในยุคเรืองปัญญา (Enlightenment) ที่แผ่อำนาจมาจากโลกอังกฤษ-ฝรั่งเศสนั้น มีหัวใจอยู่ที่ประกาศว่าสังคมที่พึงปรารถนานั้นต้องก้าวพ้นจากยุคจารีตที่งมงาย หมกมุ่นกับเรื่องจิตวิญญาณและศาสนา ไปสู่ยุคสมัยใหม่ที่ใช้ "เหตุ​ผล" เป็นประทีปส่องทาง ไม่ใช่ความเชื่อทางจิตวิญญาณที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ สิ่งศักดิ์​สิทธิ์ทั้งหลายถูกผลักให้เป็น "เรื่องส่วนตัว" จะเชื่ออย่างไรก็ได้ แต่อย่าเอามาก้าวก่ายพื้นที่สาธารณะ

​นี่ยังไม่นับการเชิดชู "ปัจเจกนิยม" ขึ้นเป็นหลักการสูงสุด มนุษย์มิได้มีคุณค่าจากชาติกำเนิด กลุ่มสถานะ หรือหมู่เหล่าอาชีพอีกต่อไป หากแต่ทุกคนคือหน่วยมูลฐานที่มีเหตุผลและสิทธิเสรี​ภาพในตัวเอง

​สังคมที่ดีจึงไม่ใช่สังคมที่ให้คนยึดโยงกับหมู่คณะ หากแต่เป็นสังคมที่ปลดปล่อยปัจเจกชนให้แสวงหาประโยชน์สุขส่วนตน

​และภายใต้ร่มธงของการ "ความเจริญ" เช่นนี้เอง สิ่งที่ชั่งตวงวัดได้เท่านั้นจึงจะมีค่า— เช่น​ การขยายตัวเติบโตเศรษฐกิจ การค้า​ การลงทุน​ การเพิ่มพลังการผลิตสืบเนื่อง​จากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโน​โลยี และการสะสมความมั่งคั่งทางวัตถุ

ส่วนสิ่งใดวัดไม่ได้ สิ่งนั้นไม่นับว่าเป็นความก้าวหน้า

​ด้วยตรรกะเช่นนี้เอง อังกฤษ ฝรั่งเศส และอเมริกา จึงมิใช่เพียงประเทศที่พัฒนาแล้ว หากแต่คือ "จุดสุดยอด" หรือหนักไปกว่านั้นคือ "จุดจบ" ของประวัติศาสตร์ ในความ​หมายที่ว่า เมื่อสังคมใดเดินทางมาถึงสถานะนี้แล้ว ก็ไม่ต้องดิ้นรนแสวงหาแบบ​แผนอื่นอีก ทั่วทั้งโลกต้องเดินตามเส้นทางเดียวกันนี้ สังคมใดไม่เดินตามคือ "ล้าหลัง" หรือ "ป่าเถื่อน" และจะต้องถูกทำให้ศิวิไลซ์

​ผมเองก็เกือบจะเชื่ออย่างนั้นสนิทใจ ตราบกระทั่งมาพบ โยฮันน์ ก็อทฟรีด ฟอน แฮร์เดอร์ (Johann Gottfried von Herder) นักคิดเยอรมันผู้ตั้งปืนใหญ่ทางความคิด และยิงกระสุนนัดมหึมาเข้าใส่ป้อมปราการของสำนักคิดที่เห็นว่าโลกมีทางเดินเส้นเดียวนี้

​แฮร์เดอร์สร้างความสะท้านสะเทือนให้แก่โลกสังคมศาสตร์และประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา เขาพูดและเขียนเรื่องเหล่านี้มานานมากแล้ว​ ​เพียง​แต่เราในไทยมักไม่ทราบ

​แฮร์เดอร์สอนให้เราคิดต่าง

​แฮร์เดอร์ประกาศอย่างอาจหาญว่า มนุษยชาติมิได้มีเส้นทางพัฒนาเพียงหนึ่งเดียว และความเจริญก็ไม่ควรมีไม้บรรทัดเดียววัดกัน เขาชี้ว่า ทุกสังคม ทุก "ชาติ" ต่างมีสิ่งที่เรียกว่า "จิตวิญญาณของชาติ" หรือ Volksgeist ซึ่งงอกงามขึ้นจากรากเหง้าทางประวัติ​ศาสตร์ ภาษา ภูมิอากาศ จารีตประเพณี และบทเพลงพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

​ฟังดูอาจเหมือนเรื่องธรรมดา แต่ในยุคนั้น นี่คือความคิดที่ "ปลุกเร้า" และ "ท้าทาย" อย่างรุนแรง เพราะมันสั่นคลอนเสาหลักของวิธีคิดยุคเรืองปัญญาอย่างน้อยสามประการ

​ประการแรก แฮร์เดอร์ปฏิเสธซึ่ง "ความเป็นสากล​ ของเหตุผล" เขาชี้ว่ามนุษย์ต่างยุคต่างสมัยย่อมจะมี "ศูนย์​กลางแห่งความสุขในตัวเอง" จะใช้มาตรฐานของปารีส​ หรือของลอนดอนไปตัดสินอียิปต์โบราณหรือจีนมิได้ เช่นเดียวกับที่เราจะปลูกต้นโอ๊กให้มีลักษณะเหมือนต้นปาล์มก็ย่อมไม่ได้ ความพยายามจะทำให้โลกเป็นแบบเดียวกันคือความเขลาอย่างยิ่ง

​ประการที่สอง

แฮร์เดอร์เห็นว่า "ภา​ษา" มิใช่เพียงเครื่องมือสื่อสาร หากแต่เป็นที่สถิตจิตวิญญาณ ความคิด ความทรงจำร่วม และโลกทัศน์ทั้งหมดของชนชาติหนึ่งๆ การสูญเสียภาษาตนจึงเท่ากับการสูญเสียตัวตน การที่ชนชั้นนำในหลายประเทศสมัยนั้นหันไปนิยมพูดภาษาฝรั่งเศสเพราะคิดว่าศิวิไลซ์ จึงเป็นเรื่องน่าเศร้านักในสายตาของเขา

​ประการที่สาม​

แฮร์เดอร์เสนอ "หลักการพัฒนาชาติ" ที่แตกต่างจากการลอกเลียนแบบ หากจะพัฒนาชาติให้เจริญก้าวหน้า เราไม่อาจทำเพียง "ก็อปปี้" จากอังกฤษหรือฝรั่งเศสมาทั้งดุ้น ตรงกันข้าม เราต้อง "ค้นหาราก" ทางวัฒน​ธรรมของตนให้พบ แล้วนำรากนั้นมาหล่อเลี้ยงการเติบโตจากภายใน การพัฒนาที่แท้จริงจึงเป็น "การงอกงามจากภายใน" หาใช่การรับแม่แบบสำเร็จรูปจากภายนอก

​เมื่อเยอรมันเดินในเส้นทางของตนเอง

​แนวคิดของแฮร์เดอร์มิได้ล่องลอยเพียงในหอคอยงาช้าง แต่มันกลายเป็นรากฐานทางจิตวิญญาณที่ทำให้เยอรมนีเลือกเส้นทางการพัฒนาที่แตกต่างจากอังกฤษ- ฝรั่งเศสอย่างมีนัยสำคัญ ในสามเรื่องใหญ่

​เรื่องแรก วัฒนธรรมและการศึกษา ขณะที่อังกฤษและฝรั่งเศสภูมิใจกับ "อารยธรรม" ที่เน้นความก้าวหน้าทางวัตถุ รสนิยม ศิลปะ และมรรยาททางสังคม เยอรมนีกลับหันมาเน้น "วัฒน ธรรม" หรือ Kultur ซึ่งหมายถึงการขัดเกลาจิตวิญญาณภายใน ผ่านภาษา ปรัชญา ประ​วัติศาสตร์ และภูมิ​ปัญญาของชน​ชาติตนเอง

มหาวิทยาลัยเบอร์ลินที่ วิลเฮล์ม ฟอน ฮุมโบลดท์ (Wilhelm von Humboldt) ตั้งขึ้น จึงมิได้ถูกออกแบบมาเพื่อผลิตบัณฑิตให้ตอบสนองตลาดแรง งาน หากแต่มีอุดมคติสูงสุดอยู่ที่ "Bildung" คือการสร้างมนุษย์ผู้รู้จักตน โดยกลมกลืนเข้ากับวัฒน​ธรรมของชาติ และพัฒนาจิตใจให้เบ่งบานอย่างเต็มที่

​เรื่องที่สอง เศรษฐกิจและการเมือง ในขณะที่อังกฤษปล่อยให้ "มือที่มองไม่เห็น​" ของระบบตลาดนำทาง และฝรั่งเศสเน้นสิทธิสากลของพลเมืองนั้น เยอรมันกลับเชื่อว่า "รัฐ" ต่างหากที่ต้องเป็นมันสมองและหัวใจของการพัฒนา เพราะปัจเจกชนที่มุ่งเพียงแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยปราศจากทิศทางร่วมกัน ไม่อาจสร้างชาติที่ยิ่งใหญ่ได้ นักคิดใหญ่อย่าง โยฮันน์ ก็อทลีพ ฟิชเทอ (Johann Gottlieb Fichte) ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากแฮร์เดอร์ ประกาศว่ารัฐต้องชี้นำเศรษฐกิจเพื่อความเข้มแข็งของ "โฟล์ค" (Volk) หรือประชาชาติที่มีจิตวิญ ญาณร่วมกัน อันนำไปสู่การรวมชาติและการพัฒนาอุต​สาหกรรมหนักที่รัฐเป็นแกนนำ

​เรื่องที่สาม กฎหมายและสังคม สำนักกฎ หมายประวัติ​ศาสตร์เยอรมัน โดย ฟรีดริช คาร์ล ฟอน ซาวีญี (Friedrich Carl von Savigny) ปฏิเสธประมวลกฎหมายนโปเลียนที่อ้างตนว่าเป็นกฎหมายเหตุผลสากล เขายืนกรานว่ากฎ​หมายก็ไม่ต่างจากภาษา คือเป็นผลผลิตของจิตวิญญาณของชาติ ไม่อาจออกแบบจากโต๊ะทำงานของนักปรัชญาแล้วเอาไปใช้ทั่วโลก กฎหมายที่แท้จริงต้องเติบโตจากจารีตประเพณีและประวัติศาสตร์อันยาวนานของชนชาตินั้น

​บทเรียนจากกระสุนปืนใหญ่ลูกแรก

​ประวัติศาสตร์ทางภูมิปัญญาที่ผมเล่ามานี้สอนเราว่า สิ่งที่โลกตะวันตกยุคเรืองปัญ ญาประกาศว่าเป็น "ความจริงสากล" นั้น แท้จริงคือสิ่งก่อ​สร้างในทางความคิดของประเทศตะวันตกกลุ่มเล็กๆ ที่แอบอ้างตนว่าเป็นผู้กำหนดทิศทางของมวลมนุษยชาติ

​แฮร์เดอร์สอนให้เรากล้าคิดต่าง กล้าคิดปฏิเสธว่าโลกนี้มิได้มีเส้นทางเดินเพียงเส้นเดียว และความเจริญก็ไม่จำเป็นต้องมีหน้า​ตาเหมือนปารีส- ลอน​ดอน-วอชิงตัน เสมอไป

หากเราเข้าให้ถึง​ และ เข้า​ใจในจิตวิญญาณของเราเอง ก็อาจค้นพบเส้นทางการพัฒนาที่สอด​คล้องกับรากเหง้าของเราได้เช่นกัน

​นี่คือ "กระสุนปืนใหญ่ลูกแรก" ที่ยิงใส่ป้อมปราการของสำนักคิดที่เห็นว่าโลกมีเส้นทางเดียว และไม่ได้ยิงมาจากนักคิดสายกระแสทวน กระแสวิพากษ์ แห่งตะวันตกปัจจุบัน ทั้งไม่ได้ยิงจากนักคิดแห่งโลกที่สาม หรือดินแดนอาณานิคมที่ต่อสู้เพื่อเอกราชคืนมาจากตะวันตก แต่กลับมาจากเยอรมันร่วมทวีปยุโรปนั่นเอง และเกิดขึ้นเร็วมาก​ ในเวลาไล่เรี่ยกับที่เรื่มก่อกระแสความคิดว่าโลกตะวันตกหรือยุโรปตะวันตกเท่านั้นที่เป็นกองหน้าของการพัฒนาโลก

​เสียงดังกัมปนาทของมันยังคงกึกก้องมาถึงทุกวันนี้ แม้ว่าในเมืองไทยจะมีคนรู้จักและยกย่องแฮร์เดอร์น้อยมาก

 

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดร.เอนก ชี้ตะวันตกไม่ใช่เจ้าของความทันสมัย เสนอไทยสร้างโมเดลของตัวเอง

ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เผยแพร่บทความ "ก้าวข้ามตะวันตก: ทบทวนนิยามความทันสมัย" เสนอให้สังคมไทยก้าวข้ามกรอบคิดที่ผูกความทันสมัยไว้กับโลกตะวันตก ชี้หลายอารย

'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'เข็มทิศและดาวเหนือในยามวิกฤต'

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "เข็มทิศและดาวเหนือในยามวิกฤต" มีเนื้อหาดังนี้

'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'บ้านเมืองเราในรอบ​ 94 ปี : ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม'

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "บ้านเมืองเราในรอบ​ 94 ปี : ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม" มีเนื้อหาดังนี้

อ่านบทความ 'ดร.เอนก' ตั้งคำถาม ผู้นำ หรือ แค่ผู้ครองอำนาจ?

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง ผู้นำ หรือ แค่ผู้ครองอำนาจ? ว่าด้วยธรรมชาติของคนที่ใช้เล่ห์เป็นเครื่องมือ มีเนื้อหาดังต่อไปนี้

'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'ใครเป็นพวกหัวรุนแรงถอนรากถอนโคน : เมืองไทยในรอบกว่าสิบปี'

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความ

'ดร.เอนก' แนะพึ่งพากันอย่างรู้แจ้ง ชี้ทางสว่าง '2 ผู้นำมหาอำนาจ'

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เขียนบทความเรื่อง "เมื่ออาเซียน ยุโรป และผองชาติอำนาจอื่นๆ ต้องร่วมแก้ปัญหาให้ พญาอินทรีและพญามังกร"