'พ.ต.ต.ณฐพล' เตรียมร่างคำร้องสอบคำสั่งปลัด ยธ.ไม่ชอบ ส่อกลั่นแกล้งหรือไม่ หลังถูกตั้งสอบวินัย เชื่อมูลเหตุมาจากคำขอล้ม 4 คดีใหญ่ 'คดีแตงโม-คดีเขากระโดง-คดีรันเวย์วีไอพีขนง-คดีบุกรุกลำรางทางสาธารณะ'
02 ก.ย.2569 - สืบเนื่องจากเกิดกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักภายในกระทรวงยุติธรรม ถึงเบื้องหลังคำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่ 153/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ต่อ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า อาจเป็นการออกคำสั่งโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หรือเป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่ เนื่องจากคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรงเกิดขึ้นโดยที่ยังไม่เคยมีคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาก่อน โดยมีรายงานด้วยว่าคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงครั้งนี้ มีมูลเหตุมาจากกรณีที่ พ.ต.ต.ณฐพล ปฏิเสธแรงกดดันที่มีการขอให้ยุติการดำเนินคดีสำคัญ 4 คดีใหญ่ที่เกี่ยวพันกับข้าราชการประจำระดับสูงและข้าราชการฝ่ายการเมือง อย่างไรก็ตาม คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างไม่ร้ายแรงดังกล่าว ถูกลงนามโดย นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูล ปลัดกระทรวงยุติธรรม (คนใหม่) โดยสรุปใจความได้ว่า พ.ต.ต.ณฐพล ในฐานะอดีตหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนเรื่องสืบสวนที่ 20/2568 กรณีประเด็นที่สงสัยว่ามีกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยมิชอบด้วยหมายหรือไม่ เพื่อให้การช่วยเหลือแก่บุคคลอื่น ให้ไม่ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง โดยระบุพฤติการณ์ว่า ในช่วงระหว่างเดือนมกราคม - มี.ค. 2568 พ.ต.ต.ณฐพล กระทำผิดวินัยจากการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับพยานหลักฐาน แนวทางการสืบสวน และข้อสันนิษฐานในสำนวนการสืบสวนที่ 20/2568 โดยไม่ได้ขออนุญาตหรือได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นต้น ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดมีรายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า เนื่องด้วยเมื่อวันที่ 26 ส.ค.69 ที่ผ่านมา คณะพนักงานสืบสวนเรื่องสืบสวนที่ 20/2568 กรณีประเด็นที่สงสัยว่ามีกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยมิชอบด้วยหมายหรือไม่ เพื่อให้การช่วยเหลือแก่บุคคลอื่น ให้ไม่ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง ได้มีการสรุปสำนวนสืบสวนและนำส่งให้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง จากนั้นวันที่ 28 ส.ค.69 นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูล ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มีการเซ็นคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ต่อ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะอดีตหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสำนวนคดีดังกล่าวทันที โดยมอบหมายให้ น.ส.รวิวรรณ จตุรพิธพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานคณะกรรมการฯ ซึ่งเป็นการกล่าวหาในพฤติการณ์ว่า พ.ต.ต.ณฐพล ไปให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงรายละเอียดเนื้อหาภายในสำนวนคดีสืบสวนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ในข้อเท็จจริงแล้วนั้น ได้มีการพูดคุยด้วยวาจาไปแล้วว่าสามารถให้ พ.ต.ต.ณฐพล ให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนได้ เนื่องด้วยเป็นคดีที่มีความสลับซับซ้อน แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่กลับไม่ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ไม่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่กลับตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรงขึ้นมา จึงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าปลัดกระทรวงยุติธรรมเซ็นคำสั่งซึ่งเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการกลั่นแกล้งข้าราชการภายใต้สังกัดหรือไม่ เนื่องด้วยหากว่ากันตามข้อเท็จจริง จะต้องเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยตรง ก็คือ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือไม่ และในเรื่องสืบสวนสำคัญหลายเรื่อง ที่ พ.ต.ต.ณฐพล รับผิดชอบดำเนินการ ก็ล้วนมาจากการร้องทุกข์กล่าวโทษของบุคคลที่มาขอให้ดำเนินการตรวจสอบ หากเป็นข้าราชการแล้วไม่ตรวจสอบให้ผู้ร้อง ตนเองก็จะถูกร้องกล่าวโทษฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ได้ อย่างไรก็ดี พ.ต.ต.ณฐพล อยู่ระหว่างการเตรียมจัดทำหนังสือทักท้วงคำสั่งกระทรวงยุติธรรม เนื่องด้วยเชื่อว่าเป็นคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยลำดับแรก จะทำหนังสือสอบถามไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษก่อน เพื่อขอให้ยืนยันในข้อเท็จจริงว่าได้มีการอนุญาตมอบหมายให้ พ.ต.ต.ณฐพล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนได้จริงใช่หรือไม่ และจากนั้นจึงจะมีการร้องไปยังคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม หรือ ก.พ.ค. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และตามด้วยสำนักงาน ป.ป.ช.
อย่างไรกตามจะสังเกตได้ว่าในช่วงเวลา 1-2 ปีที่ผ่านมา พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ได้ทำสำนวนสืบสวนในคดีที่เกี่ยวกับข้าราชการฝ่ายการเมืองของรัฐบาล และข้าราชการประจำระดับสูงจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสืบสวนที่ 97/2568 กรณีตรวจสอบการบุกรุก ยึดถือ ครอบครองบริเวณที่ดินเขากระโดง พื้นที่ ต.อิสาณ ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ หลังจากก่อนหน้านี้ มีตัวแทนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษขอให้ดีเอสไอตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่เข้าไปบุกรุกครอบครองที่ดินเขากระโดง ซึ่งมีแนวเขตอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯ จำนวน 4,414 ไร่ โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีที่ไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ของที่ดินเอกชนที่ทับซ้อนกับแนวเขตที่ดินตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดแนวเขตร์สร้างทางรถไฟหลวงต่อจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี ลงวันที่ 25 พ.ย. 2464 ซึ่งนัยยะสำคัญของเรื่องที่ดินเขากระโดง พบว่ามีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับนายเนวิน ชิดชอบ และพวก เนื่องด้วยโฉนดที่ดินเลขที่ 3477 หรือสนามฟุตบอล และโฉนดที่ดินเลขที่ 9160 หรือตลาดเซาะกราว ต่างมีพยานหลักฐานเอกสารระบุเป็นของนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งได้ยกให้ นายไชยชนก ชิดชอบ และจากนั้นนายไชยชนก ชิดชอบ ก็ได้ยกกลับมาให้ที่นายเนวิน ชิดชอบ อีกครั้งก่อนการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2566 พนักงานสืบสวนดีเอสไอจึงมองว่าเข้าข่ายนิติกรรมอำพราง อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ดีเอสไอได้สืบสวนอยู่นั้น ก็ได้มีการสอบถามไปยังทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จึงพบข้อมูลว่าทางตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ก็ได้มีการสืบสวนในเรื่องที่มีความเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกัน ประเด็นเดียวกัน จากที่มีผู้ไปร้องทุกข์ไว้เหมือนกัน และทางตำรวจ ปปป. ก็ได้ส่งสำนวนไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว จึงทำให้ภายใต้กฎหมายที่บัญญัติไว้อย่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เป็นเหตุจำเป็นที่เรื่องใดก็ตามที่ดีเอสไอสืบสวนในประเด็นเดียวกันอยู่นี้จะต้องส่งไปประกอบสำนวนด้วยเช่นกัน เพื่อให้ ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบพิจารณาเช่นเดียวกัน จึงเป็นเหตุให้ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ได้ยุติเรื่องสืบสวนที่ดินเขากระโดงเพื่อนำสำนวนการสืบสวนส่งคู่ไปพร้อมกับสำนวนของตำรวจ บก.ปปป. ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไป
ต่อมาในช่วงวันที่ 8 มิ.ย.69 นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ก็ได้มีการยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอติดตามความคืบหน้าทางคดีในกรณีบุกรุกที่ดินสาธารณะประโยชน์ ซึ่งอาจมีการทำลาย สร้างหลักฐานเท็จ มีการสร้างสนามเเข่งรถทับที่ดินสาธารณะ โดยมุ่งเน้นไปจำนวนที่ดินบริเวณเขากระโดง 20 จุด จำนวน 250 ไร่ ว่ามีความเกี่ยวข้องกับบุคคลธรรมดา จำนวน 33 ราย และนิติบุคคลอีก 29 ราย โดยได้ร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ว่าอาจเป็นการบุกรุกที่สาธารณะประโยชน์ ลำราง ทางสาธารณะหรือไม่ แต่ผ่านไปนานกว่า 3 เดือน ก็ยังไม่มีความคืบหน้าว่าอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะอนุมัติออกเลขสืบสวนให้กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำโดย พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม หรือไม่ หรือจะมีการรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ แม้ว่าในช่วงกลางเดือน ส.ค.69 ที่ผ่านมา พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม จะมีการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเพื่อยืนยันว่าได้สั่งการไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายดีเอสไอไปแล้วก็ตาม กระทั่งเมื่อวันที่ 24 ส.ค.69 กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยส่วนประชาสัมพันธ์ มีการเผยแพร่เอกสารข่าวแจกสื่อมวลชน เพื่อชี้แจงว่า ได้มีการสั่งการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เร่งตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นผู้ครอบครองทั้ง 33 ราย เนื้อที่ 245 ไร่ เพื่อตรวจสอบว่าเป็นการแยกกันครอบครอง หรือร่วมกันครอบครอง ก่อนประมวลข้อมูลเสนออธิบดีดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษต่อไป ทำให้ปัจจุบันสถานะคดีสืบสวนนี้ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องสืบสวนสำคัญอีกเรื่องที่ พ.ต.ต.ณฐพล รับผิดชอบทำสำนวน คือ เรื่องสืบสวนที่ 108/2568 กรณีตรวจสอบพื้นที่สนามบินส่วนบุคคลในบริเวณ ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยเป็นการสืบสวนเกี่ยวกับทางสาธารณประโยชน์ในพื้นที่สนามบินส่วนบุคคล เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงการขออนุญาตใช้ถนนสาธารณะเป็นทางวิ่ง (Runway) ของอากาศยานในสนามบินขนงพระ โดยพบว่าเรื่องนี้ไปเกี่ยวข้องกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพราะมีการลงนามในเอกสารขออนุญาตใช้ถนนสาธารณะเป็นทางวิ่ง (Runway) ของอากาศยานในสนามบินขนงพระ ทั้งยังปรากฏภาพข่าวว่าถนนสาธารณะดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลขนงพระ ซึ่งมีพฤติการณ์เป็นการใช้ถนนสาธารณะ เพื่อเป็นทางวิ่งอากาศยานส่วนบุคคลยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตร เนื่องจากเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนใช้สัญจรร่วมกันมาเป็นเวลานาน ก่อให้เกิดความเดือนร้อนและความไม่ปลอดภัยต่อคนในพื้นที่ ขณะที่จุดสิ้นสุดของเส้นทางสาธารณะดังกล่าวก็พบว่าด้านหลังสุดมีสนามหญ้าที่ถูกใช้เป็นสนามกอล์ฟไปเเล้ว ทั้งที่ข้อเท็จจริงบริเวณดังกล่าวคือทางสาธารณะที่ชาวบ้านสัญจรได้ จึงเป็นเหตุให้ดีเอสไอประสานข้อมูลเอกสารจาก 5 หน่วยงานเกี่ยวข้อง ได้แก่ 1.อบต.ขนงพระ 2.กรมที่ดิน 3.นิคมสร้างตนเองลำตะคอง 4.สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย 5.สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา เพื่อนำเข้าสู่สำนวนการสืบสวนข้อเท็จจริง ก่อนประมวลเรื่องและพยานหลักฐานทั้งหมดเสนอขออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณารับเป็นคดีพิเศษ แต่สุดท้ายก็ถูกคำสั่งให้ยุติเรื่องสืบสวนทันที โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา ในการทำสำนวนสืบสวนต่าง ๆ ล้วนมีกระแสกดดันมาตลอดว่าให้ พ.ต.ต.ณฐพล ยุติการทำเรื่องสืบสวน แต่ พ.ต.ต.ณฐพล ปฏิเสธ จึงกลายมาเป็นการถูกคำสั่งของปลัดกระทรวงยุติธรรม แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปากพาซวย! ปลัด ยธ.ตั้ง กก.สอบ 'ผอ.ยักษ์' จ้อคดีแตงโม
'รุทธพล'แจงปมปลัดยุติธรรมตั้งกรรมการสอบ 'ผอ.ยักษ์' หลังให้สัมภาษณ์คดีแตงโมโดยไม่ได้รับอนุญาต ชี้เป็นการดำเนินการระเบียบหลังมีเรื่องร้องเรียนซ้ำ ยันไร้เกมการเมืองสกัดขาขึ้นรองอธิบดี
ตั้ง กก.สอบวินัยร้ายแรง 2 ปลาซิวดีเอสไอพันโกงสอบท้องถิ่น
'รุทธพล' เผยดีเอสไอตั้ง คกก.สอบวินัยร้ายแรง 2 จนท.เอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ก๊วนนายกเฮง
'รมว.ยธ.' บอกคดีฟอเร็กซ์ส่งอัยการ ก.ย.นี้
'รุทธพล' เผย พนักงานสอบสวนวางกรอบส่ง 'คดี Forex-3D' ให้อัยการภายใน ก.ย.นี้ ย้ำไม่ทราบรายละเอียดสำนวน
'เท้ง' ซัดดีเอสฟ้องปิดปากพ่วงสั่ง กกต.คดีฮั้วต้องส่งศาลเท่านั้น!
'ณัฐพงษ์' ซัดดีเอสไอ ฟ้องปิดปากคนเปิดข้อมูลฮั้ว สว. เตือน กกต.ใช้อำนาจให้ถูกต้อง ระวังของเข้าตัว ย้ำต้องส่งศาลเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ชี้ถูก – ผิด
เพื่อความโปร่งใส! 'อัธยา' ถอนตัวเป็นกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงโกงสอบท้องถิ่น
'อัธยา นวลอุทัย' ถอนตัวจากการเป็นกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่สื่อเผยแพร่ข่าวว่าเป็นบุคคลหนึ่งที่อาจถูกไต่สวน ในฐานะผู้เข้าประชุมกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น
'รุทธพล' โวจับ 2 ตัวละครสำคัญคดี Forex ครบแล้ว
'รุทธพล' เผยรวบผู้ต้องหาตามหมายจับคดี Forex ครบแล้ว 2 ราย ชี้เป็นตัวละครสำคัญ เชื่อ 'ภาวุธ' ไม่หนี แจง เรียกสอบปากในช่วงปิดสมัยประชุมสภา เหตุดีเอสไอต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว

