08 ต.ค.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เปิดปมร้อน กสทช.! ศาลแพ่งยกฟ้องคดี 20 ล. ชี้ชน “เดดไลน์ 7 วัน” สั่งประธานหยุดหน้าที่ ลุ้นประชุมนัดสำคัญ 8 ต.ค. 69”ระบุว่า กลายเป็นประเด็นร้อนสะเทือนวงการกำกับดูแลสื่อและโทรคมนาคมไทย เมื่อสถานการณ์ในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทวีความแหลมคม ทั้งในมิติคำพิพากษาคดีแพ่ง และแรงกดดันทางกฎหมายปกครอง-อาญา ที่เข้าขั้น “เดดไลน์” ในการประชุมบอร์ดนัดสำคัญวันที่ 8 ตุลาคม 2569
1. ศาลแพ่งยกฟ้อง! คดีหมายเลขดำ พ.5748/2567 ‘นพ.สรณ’ ฟ้อง 4 กสทช. - อิศราฯ เรียก 20 ล้าน
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2569 ศาลแพ่งได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (ประธาน กสทช.) เป็นโจทก์ฟ้องกรรมการ กสทช. 4 ท่าน ได้แก่ 1)พล.อ.ท.ดร.ธนพันธ์ หร่ายเจริญ (จำเลยที่ 1) 2) ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต (จำเลยที่ 2) 3) รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย (จำเลยที่ 3) 4) รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ (จำเลยที่ 4) และ 5) บริษัท อิศรา ไทยเพรส เดเวลอปเมนท์ จำกัด (จำเลยที่ 5) ในข้อหาละเมิด, ไขข่าว และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เรียกค่าเสียหาย 20 ล้านบาท จากกรณีการแถลงข่าวและให้ข่าวต่อสำนักข่าวอิศราเกี่ยวกับปัญหาการบริหารงาน 6 ประเด็น (เช่น การแต่งตั้งเลขาธิการ, การไม่ปฏิบัติตามมติบอร์ด, ปัญหากระบวนการงบประมาณปี 2567 และการนัดประชุมกระชั้นชิด)
คำพิพากษาศาลแพ่ง
• จำเลยที่ 1–4 (4 กรรมการ กสทช.): ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า จำเลยทั้ง 4 ในฐานะกรรมการ กสทช. เป็นผู้มีส่วนได้เสีย จึงมีสิทธิติติงและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ตามคลองธรรมได้ เมื่อไม่ปรากฏเจตนากลั่นแกล้ง จึงไม่เป็นความผิดฐานละเมิด
• จำเลยที่ 5 (บริษัท อิศราฯ): ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากจำเลยที่ 5 ไม่ได้เป็นผู้เผยแพร่ข่าวตามฟ้อง แต่เป็นผลงานของสำนักข่าวอิศราภายใต้สถาบันอิศราซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2554 ก่อนการจดทะเบียนบริษัทฯ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ด้าน ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ได้โพสต์แสดงความขอบคุณศาลแพ่งและทีมอัยการที่ให้ความยุติธรรมอย่างครบถ้วนและเป็นเหตุเป็นผล)
2.จับตาประชุมบอร์ด กสทช. 8 ต.ค. 69: เดดไลน์ 7 วัน และกับดักกฎหมายอาญา
อีกหนึ่งประเด็นเดือดคือการประชุม กสทช. นัดพิเศษในวันที่ 8 ต.ค. 2569 ซึ่งถือเป็นวันที่ ครบกำหนด 7 วัน พอดี นับตั้งแต่ นพ.สรณ ได้รับแจ้งคำสั่งทางปกครองจากคณะกรรมการสรรหาฯ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569 ที่สั่งให้ "ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช."
หาก นพ.สรณ ดันทุรังเข้าประชุมนั่งหัวโต๊ะ จะเกิดอะไรขึ้น?
1) เจอ "ค่าปรับบังคับการ" 50,000 บาท/วัน: ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (ม.63/21 และ 63/22) ฝ่ายปกครองจะเริ่มปรับทันทีในอัตราสูงสุดวันละ 50,000 บาท ชำระไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหยุดฝ่าฝืน
2) ความผิดอาญาตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 (วรรคสอง): "เจ้าพนักงานผู้ใดได้รับคำสั่งมิให้ปฏิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่ต่อไปแล้ว ยังฝ่าฝืนกระทำการใด ๆ ในตำแหน่งหน้าที่นั้น..." มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3. ปมประธาน กสทช. "แจ้งลาประชุม" แม้กฎหมายชี้ไม่มีสิทธิลา!
ล่าสุด สำนักงาน กสทช. โดย นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ระบุว่า ประธาน กสทช. ได้แจ้งขอลาประชุมเนื่องจากติดภารกิจ อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมายปกครอง การที่ นพ.สรณ ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไปแล้ว ทำให้ ไม่มีสิทธิและไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการยื่น "ใบลาประชุม" ได้อีกเช่นกัน แต่หากข่าว นพ.สรณ ลาประชุมเป็นเรื่องจริง ก็นับเป็นนิมิตดีไม่น้อย
4.ดาบสองคมถึง "เลขาธิการ กสทช." (ป.อ. มาตรา 157)
สำหรับฝ่ายสำนักงานและเลขาธิการ กสทช. มีสถานะตามกฎหมายและความสุ่มเสี่ยงต่อความผิดและความรับผิดดังต่อไปนี้
1)เลขาธิการ กสทช. และพนักงานของสำนักงาน กสทช. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
2) เลขาธิการ กสทช. เป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
3) ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ กสทช. เลขาธิการ กสทช. และพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา 64)
4) แม้เลขาธิการ กสทช. จะขึ้นตรงต่อประธาน กสทช. (มาตรา 60) และประธาน กสทช.จะมีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการ กสทช. แต่เป็นอำนาจที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่า จะต้องได้รับความเห็นชอบของ กสทช. (มาตรา 61)
5) ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป นพ.สรณไม่มีหน้าที่และอำนาจในฐานะประธาน กสทช. อีกต่อไปนี้จนกว่าศาลปกครองจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น เลขาธิการ กสทช. จึงไม่ได้ขึ้นตรงต่อ นพ.สรณ หากเลขาธิการ กสทช. เลือกลูกไม้เตะถ่วงหรือเกาะ นพ.สรณ จนไม่จัดประชุมตามที่กรรมการ กสทช. ทั้ง 6 ท่านร้องขอ นอกจากความเสี่ยงที่ต้องรับผิดตามกฎหมายปกครองแล้ว ยังเสี่ยงที่จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐาน "เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด" ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 1 ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อีกด้วย
บทสรุปวิกฤต กสทช.
การประชุม กสทช. ในวันที่ 8 ตุลาคม 2569 จึงเป็นจุดวัดใจครั้งสำคัญว่าระบบการบริหารงานและหลักนิติธรรมในองค์กรกำกับดูแลระดับชาติจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ท่ามกลางสภาพบังคับทางปกครองและกฎหมายอาญาที่เริ่มส่งผลในทางปฏิบัติต่างๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป! แต่เริ่มมีนิมิตดี หาก“หมอไห่” หยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ตามคำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการสรรหาฯ เสียโดยดี ครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'วัส' เจาะลึกคำแสลงใจสภาสูงที่ทำให้ 'สว.กอบ' ยื่นสอบ กกต.
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสวิเคราะห์เจาะลึกปม 'หมอสรณ' ดื้อแพ่งนัดประชุม กสทช.ขัดคำสั่งศาล
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
ดร.ธารินี สะท้อน ตอนนี้สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเปียกปอนสุด ไม่ใช่น้ำฝน เป็นน้ำลายที่สาดใส่กันไปมา
เวลาเห็นน้ำท่วมจังหวัดอื่น หลายคนถามหา สส. ในพื้นที่ ถามหา สจ. ถามหา อบต. ว่าอยู่ไหน ทำอะไรให้ชาวบ้านบ้าง แต่พอเป็นกรุงเทพฯ ทำไมบางคนข้ามผู้บริหารเมือง ข้ามสำนักงานเขต แล้วด่ารัฐบาลกันฉ่ำ
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสฯ ชี้คำวินิจฉัยศาลรธน. คดีบัตรเลือกตั้ง บททดสอบคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ปชช.
วัส ติงสมิตร ชี้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเวลา 14.00 น. วันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาทางเทคนิคของการเลือกตั้ง แต่เป็น บททดสอบครั้งสำคัญในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ในการลงคะแนนโดยลับ
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสชี้ปริศนาพูลแมนโจทย์ใหญ่คดีฮั้ว สว.
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
อดีตผู้พิพากษาฯ อธิบายช่องโหว่ฟันคดีฮั้วสว. ปม 'โพยฮั้ว' ศาลสั่งโมฆะล้มกระดานไม่ได้เหมือน สส.
วัส ติงสมิตร ชี้การมีโพยตรงกับผลคะแนน ไม่ได้ทำให้กระบวนการลงคะแนนหลุดจากการเป็น 'การลงคะแนนลับ' ในเชิงรูปแบบ แต่ก็ไม่สามารถนำหลักการเลือกตั้ง สส. ตามมาตรา 83 หรือ 85 มาสั่งล้มการเลือก สว. ได้

