เจ้าคุณโซลาร์เซลล์ ชำแหละยิบ 'รถเกี่ยวข้าว EV' งบ 8 พันล้าน คุ้มค่าเงินกู้จริงหรือ

พระปัญญาวชิรโมลี เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม ตั้งข้อสังเกตกรณี รมว.เกษตรฯ เตรียมของบ 8,000 ล้านบาทจากพรก.เงินกู้ จัดหารถเกี่ยวข้าวไฟฟ้า 500 คัน ชี้ตัวเลขประหยัด 10,000 ล้านบาทยังคลุมเครือ ชี้สมมติฐานการใช้งานและตัวเลขความคุ้มค่าตลอด 14 ปีมีจุดที่ต้องเคลียร์ พร้อมจี้รัฐเปิดตารางคำนวณและผลทดสอบจริงให้ประชาชนตรวจสอบอย่างโปร่งใส

15 ตุลาคม 2569 - พระปัญญาวชิรโมลี (นพพร ธีรปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ก่อตั้งโรงเรียนศรีแสงธรรม หรือ โรงเรียนเสียดายแดด ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "เจ้าคุณโซลาร์เซลล์" โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นกรณีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เตรียมของบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ วงเงิน 8,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการจัดหารถแทรกเตอร์เกี่ยวข้าวพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 500 คัน ว่า รถเกี่ยวข้าว EV คันละ 16 ล้านบาท คุ้มค่าตรงไหน ต้องเปิดตัวเลขให้เห็น

อาตมาทำเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์มานาน เห็นประโยชน์ของการใช้ไฟฟ้าทดแทนน้ำมัน แต่การใช้เทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะเมื่อใช้เงินกู้ของประเทศ ต้องพิจารณาทั้งประสิทธิภาพ ต้นทุน และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับตลอดอายุใช้งาน

ตามข่าวคำชี้แจงโครงการรถเกี่ยวข้าว EV จำนวน 500 คัน วงเงิน 8,000 ล้านบาท มีการกล่าวถึงราคาคันละ 16 ล้านบาท และอายุใช้งาน 14 ปี พร้อมยืนยันว่าคุ้มค่าในระยะยาว เมื่อบอกว่ามีตารางเปรียบเทียบไว้แล้ว ก็ควรเปิดเผยให้ประชาชนได้ร่วมพิจารณา ระหว่างที่ยังไม่มีรายละเอียดรุ่นรถและผลทดสอบครบถ้วน ลองตั้งสมมติฐานคำนวณกันก่อน ตัวเลขต่อไปนี้จึงเป็นตัวอย่างวิธีประเมิน ไม่ใช่ข้อสรุปว่ารถในโครงการมีสมรรถนะเท่าใด

ถ้าสามารถเกี่ยวได้วันละ 30 ไร่ แต่ต้องทำงานกี่ชั่วโมง?

สมมติรถเกี่ยวทั่วไปทำงานจริง 8 ชั่วโมง เกี่ยวได้ 30 ไร่ เท่ากับเฉลี่ยชั่วโมงละ 3.75 ไร่ หากรถ EV เกี่ยวได้เร็วเท่ากัน แต่แบตเตอรี่รองรับการทำงานเพียง 5 ชั่วโมง ก็จะเกี่ยวได้ประมาณ 18.75 ไร่ก่อนต้องชาร์จใหม่

หากชาร์จใช้เวลา 2 ชั่วโมง วันหนึ่งอยู่หน้างาน 8 ชั่วโมง จะเหลือเวลาทำงานจริง 6 ชั่วโมง เกี่ยวได้ประมาณ 22.5 ไร่ ถ้าจะให้ได้ 30 ไร่ ต้องอยู่หน้างานประมาณ 10 ชั่วโมง โดยสมมติว่ามีจุดชาร์จพร้อม และยังไม่หักเวลาถ่ายข้าว ย้ายแปลง หรือหยุดซ่อม

แต่ถ้าผู้ผลิตยืนยันว่าเกี่ยวได้ 30 ไร่ภายใน 5 ชั่วโมงจริง ก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง ต้องนำผลทดสอบนั้นมาแสดงให้ชัด โดยเฉพาะในสภาพนาไทย ทั้งข้าวล้ม นาเปียก และแปลงขนาดต่าง ๆ

สมมติให้เกี่ยวได้จริงวันละ 30 ไร่ จะคุ้มกับการจ้างรถทั่วไปหรือไม่?

ลองให้รถมีงานนาปี 30 วัน และนาปรังอีก 30 วัน รวมปีละ 60 วัน ตัวเลขนี้เป็นสมมติฐาน เพราะแต่ละพื้นที่มีฤดูเก็บเกี่ยวและโอกาสย้ายไปรับงานต่างกัน

รถหนึ่งคันจะเกี่ยวได้ปีละ 1,800 ไร่ หากค่าจ้างรถทั่วไปไร่ละ 500 บาท พื้นที่เท่ากันนี้มีค่าจ้างปีละ 900,000 บาท รวม 14 ปีเป็นเงิน 12.6 ล้านบาท โดยยังไม่ปรับค่าจ้างในอนาคต

หมายความว่า ภายใต้สมมติฐานนี้ แม้รถ EV เกี่ยวได้วันละ 30 ไร่จริง ค่าจ้างที่หลีกเลี่ยงได้ตลอด 14 ปีก็ยังต่ำกว่าเงินลงทุน 16 ล้านบาทต่อคัน และยังไม่ได้คิดค่าไฟ คนขับ ขนย้าย ซ่อมบำรุง ระบบชาร์จ และดอกเบี้ย

ถ้าสมมติว่าแบตเตอรี่ต้องเปลี่ยนทุก 5 ปี ก็ต้องเตรียมค่าเปลี่ยนอีกสองครั้ง ในปีที่ 5 และปีที่ 10 ส่วนอายุแบตเตอรี่จริง ราคาเปลี่ยน และเงื่อนไขรับประกัน ต้องขอข้อมูลจากผู้ผลิต ไม่ควรเดากันเอง

การนำราคารถ 16 ล้านบาท หารด้วยค่าจ้างที่หลีกเลี่ยงได้ปีละ 900,000 บาท จะได้ประมาณ 17.8 ปี นี่เป็นเพียงการเทียบเงินลงทุนกับค่าจ้าง ยังไม่ใช่ระยะคืนทุนสุทธิ เพราะยังมีค่าใช้จ่ายในการใช้รถอีกมาก

หากจะให้ค่าจ้างที่หลีกเลี่ยงได้ครอบคลุมราคารถภายใน 14 ปี โดยมีงานปีละ 60 วัน ต้องเกี่ยวเฉลี่ยประมาณ 38.1 ไร่ต่อวัน และต้องทำได้มากกว่านั้นเมื่อรวมค่าเดินรถและแบตเตอรี่

ชาวนาได้ใช้ฟรี กับประเทศประหยัดเงินจริง ต้องแยกกันให้ชัด

ชาวนาได้รับบริการฟรี ย่อมลดเงินที่ต้องจ่ายออกจากกระเป๋า แต่รัฐเป็นผู้รับต้นทุนแทน การประเมินความคุ้มค่าจึงต้องเปรียบเทียบว่า ใช้เงินเท่ากันแล้วซื้อรถ EV ซื้อรถดีเซล หรือจ้างผู้ประกอบการรถเกี่ยวที่มีอยู่ วิธีใดช่วยชาวนาได้มากกว่าและทันฤดูเก็บเกี่ยวกว่าการเทียบกับรถเมล์ไฟฟ้าก็ต้องดูจำนวนวันและชั่วโมงใช้งานประกอบ เพราะเครื่องจักรเกษตรมีข้อจำกัดตามฤดูกาล หากจะย้ายรถตามพื้นที่เพื่อเพิ่มวันทำงาน ต้องมีแผนงานและต้นทุนขนย้ายรองรับ

ส่วนประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและราคาข้าวที่อาจเพิ่มขึ้น ก็ควรแสดงวิธีคำนวณ มาตรฐานรับรอง และหลักฐานจากผู้ซื้อให้ตรวจสอบได้

อาตมาจึงอยากเห็นรายละเอียดว่า รถรุ่นไหน เกี่ยวได้กี่ไร่ต่อชั่วโมง ทำงานได้กี่ชั่วโมงต่อการชาร์จ มีงานจริงกี่วันต่อปี ค่าแบตเตอรี่เท่าไร และต้นทุนรวมต่อไร่ตลอด 14 ปีเป็นเท่าไร เมื่อเทียบกับการจ้างรถเกี่ยวทั่วไปและรถดีเซลที่ทำงานได้เท่ากัน

เมื่อใช้เงินกู้ของประเทศ คำว่า “คุ้มค่า” ต้องมีตัวเลขและผลทดสอบรองรับ เพื่อให้มั่นใจว่าชาวนาได้รับประโยชน์คุ้มกับเงินที่ประชาชนต้องร่วมกันชำระคืน

ไม่ได้คัดค้านท่าน รมต. นะ เพียงแต่คิดเล่น ๆ ดูเท่านั้น

จากนั้น พระปัญญาวชิรโมลี โพสต์ถึงประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติมว่า ประหยัด 10,000 ล้านบาทใน 14 ปี คำนวณจากอะไร? ตามคำสัมภาษณ์ที่ระบุว่า รถเกี่ยวข้าว EV จำนวน 500 คัน จะช่วยประหยัดได้กว่า 10,000 ล้านบาทตลอดอายุใช้งาน 14 ปี อาตมาอยากขอให้เปิดเผยตารางคำนวณ เพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาร่วมกัน

ลองสมมติว่ารถแต่ละคันมีงานปีละ 60 วัน รวมทั้งนาปีและนาปรัง ตลอด 14 ปี รถ 500 คันจะมีวันทำงานสะสมรวม 420,000 คัน-วัน

หากจะประหยัดให้ได้ 10,000 ล้านบาท ต้องประหยัดเฉลี่ย 23,810 บาทต่อคันต่อวัน ถ้าเกี่ยวได้วันละ 30 ไร่ ก็เท่ากับต้องประหยัดประมาณ 794 บาทต่อไร่

แต่หากใช้ค่าจ้างรถเกี่ยวทั่วไปไร่ละ 500 บาทเป็นฐานเปรียบเทียบ ค่าจ้างนี้รวมทั้งเครื่องจักร คนขับ น้ำมัน และค่าใช้จ่ายอื่นแล้ว การอ้างว่าประหยัดเฉพาะน้ำมันได้ถึงไร่ละ 794 บาท จึงต้องอธิบายว่าใช้รถดีเซลแบบไหนและต้นทุนเท่าใดเป็นตัวเปรียบเทียบ

ภายใต้สมมติฐานเดียวกัน รถทั้งโครงการจะเกี่ยวได้รวม 12.6 ล้านไร่ใน 14 ปี คิดเป็นค่าจ้างเกี่ยวเพียง 6,300 ล้านบาท แม้ชาวนาได้รับบริการฟรีทั้งหมด ก็ยังต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท และรัฐยังต้องจ่ายค่าไฟ คนขับ ขนย้าย ซ่อมบำรุง และเปลี่ยนแบตเตอรี่ด้วย

ตัวเลขนี้ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าโครงการเป็นไปไม่ได้ เพราะรถอาจเกี่ยวได้มากกว่าวันละ 30 ไร่ หรือมีงานมากกว่าปีละ 60 วัน แต่หากเป็นเช่นนั้น ต้องแสดงผลทดสอบและแผนใช้งานจริงให้เห็น

จึงขอถามให้ชัดว่า 10,000 ล้านบาทนั้น คือค่าน้ำมันที่ลดลง ค่าเกี่ยวที่ชาวนาไม่ต้องจ่าย หรือผลประโยชน์รวมประเภทใด และหักต้นทุนของรถ EV แล้วหรือยัง?

เมื่อบอกว่ามีตารางคำนวณพร้อมแล้ว ก็ควรเปิดเผยทั้งสมมติฐานและต้นทุนตลอดอายุใช้งาน เพื่อพิสูจน์ว่าประโยชน์ที่ได้รับคุ้มกับเงินกู้ 8,000 ล้านบาทอย่างไร

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ชาวนาขอนแก่น' ไม่เห็นด้วย รัฐบาลจะซื้อรถเกี่ยวข้าวอีวี แนะช่วยค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ1พันดีกว่า

'ชาวนาขอนแก่น' ไม่เห็นด้วย รัฐบาลจะใช้งบฯ8พันล้าน ซื้อรถเกี่ยวข้าว-รถไถอีวี คันละ 16 ล้าน 500 คัน ชี้แก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด หวั่นมีปัญหาด้านการใช้งานตามมา ควรตั้งกองทุนช่วยเหลือน้ำมันหรือค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ 1พันบาท ดีกว่า พร้อมแนะหากทำไม่ได้ให้ดู 'ลุงตู่' เป็นตัวอย่าง

'สุริยะ ควง ปิยะรัฐชย์' ติดตามแผนบริหารจัดการน้ำสุโขทัย เร่งเดินหน้าโครงการพื้นที่ลุ่มต่ำ SK6-คลองบายพาส บรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำ ณ จุดก่อสร้างโครงการพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งปากพระ (SK6) และจุดก่อสร้างโครงการคลองผันน้ำฝั่งตะวันตกเมืองสุโขทัย (คลองบายพาส) พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาจากประชาชนในพื้นที่

'สุริยะ' ลงพื้นที่เมืองสองแคว ติดตามสถานการณ์น้ำภาคเหนือตอนล่าง เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก เดินหน้าวางระบบระบาย-กักเก็บ เร่งบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนและเกษตรกร

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง (อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์) พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ โดยมีนายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก คณะผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วม ณ เทศบาลตำบลท่าทอง พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งทะเลแก้ว อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก

'สุริยะ' ยัน อนุสัญญา UPOV 1991 ต้องฟังความเห็นรอบด้าน หากประชาชนเห็นไม่มีประโยชน์ ไม่เข้าร่วม

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงเสียงคัดค้านการเข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างปร