
‘รองผู้จัดการ สสส.’ การันตี คนได้งบ-งานกองทุน ไม่มีใครได้สิทธิพิเศษวีไอพี ต้องผ่านขั้นตอนเดียวกันหมด ยืนยัน 4,000 ล้านบาทต่อปี คุ้มค่า ผ่านระบบตรวจสอบ-ประเมินผล
23 ต.ค. 2569 – ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และโฆษก สสส. กล่าวถึงกรณีมีเสียงจากสังคมถามถึงเรื่องงบประมาณที่ สสส. ได้แต่ละปีร่วม 4,000 ล้านบาท การใช้เงินของ สสส. คุ้มค่าหรือไม่ และวัดจากอะไร โดยยืนยันว่าคุ้มค่า ซึ่งขอเทียบให้ดูสัดส่วนก่อน แล้วดูว่าจุดคุ้มทุนอยู่ตรงไหน หากดูจากงบประมาณด้านสุขภาพทั้งหมดที่เป็นภาพใหญ่อยู่ที่ 400,000-600,000 ล้านบาท สสส. ได้งบต่อปีประมาณ 4,000 ล้านบาท คิดเป็นหนึ่งเปอร์เซนต์ ซึ่งทำงานได้ขนาดนี้ จะคุ้มหรือไม่ก็แล้วแต่การตัดสิน แต่1% ไปขับเคลื่อนภาพใหญ่ ของ 400,000-600,000 ล้านบาท
“อยากให้ดูว่าพฤติกรรมของประชาชนเปลี่ยนไปหรือไม่ในการทำงานของสสส.ผ่านมา 25 ปี เรื่องเหล้า-บุหรี่ ค่อนข้างเห็น อย่างบุหรี่เห็นชัด โดยหากดูจากค่าสถิติคนสูบบุหรี่ลดลงทุกปี บางคนอาจบอกว่า ลดลง แต่ลดน้อย แต่เราต้องยอมรับว่าความเสี่ยงก็เพิ่ม ความเสี่ยงไม่ใช่ของตายตัวที่วางอยู่บนโต๊ะเฉยๆ แล้วทำให้ความเสี่ยงหายไป ไม่ใช่ ความเสี่ยงถูกตั้งใหม่ตลอด ต่อมาก็มีบุหรี่ไฟฟ้า มีการโฆษณาแฝง มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นเรื่อย ซึ่งก็โทษเขาไม่ได้ มันคือการตลาด” ดร.ประกาศิต ระบุ
โฆษกกองทุน สสส. ย้ำว่า สสส. ไม่ได้ต่อสู้กับสิ่งที่มันตายตัว ถ้าจะบอกว่าลดแต่ลดช้า แต่ต้องประเมินด้วยว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหรือไม่ เราช่วยชะลออยู่หรือไม่ คิดว่าคุ้มค่า ด้านหนึ่งคือพฤติกรรมเปลี่ยนไป ดูพฤติกรรมของผู้สูบบุหรี่และคนกินเหล้า แต่คนกินเหล้าค่อนข้างก่ำกึ่ง เพราะเมื่อสำรวจความถี่ของคนที่ดื่ม บางครั้งดื่มแต่ดื่มไม่มาก ดังนั้นการจะดูให้ถูกต้อง ต้องดูว่าดื่มมากจนเกิดผลเสียต่อสุขภาพหรือติดสุราเรื้อรังหรือไม่ ดูว่าดื่มหนักจนนำไปสู่อุบัติเหตุ ซึ่งตรงส่วนนี้พบว่าลดลงอย่างชัดเจน ตามข้อมูลที่เรามี ถือว่าคุ้มค่า
โดยในส่วนของการตลาด บุหรี่จะถูกจำกัดในเรื่องการโฆษณา แต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถหลีกเลี่ยงได้เช่น เป็นเหล้ายี่ห้อหนึ่งแต่ไม่ได้โฆษณาเหล้าแต่ไปโฆษณาสินค้าตัวอื่น โดยจากข้อมูลพบว่า คนที่เสพสุราลดลงแต่ลดลงยังไม่มาก แต่สิ่งที่ลดลงมากคือการดื่มหนัก ตัวอย่างเช่น คนที่เคยดื่มทุกวัน จากการสำรวจของเรา คนเห็นเข้าช่วงเข้าพรรษา มีโฆษณาเลิกเหล้าเข้าพรรษา เขาก็ลดการดื่มลง และพอออกพรรษามา ก็ลดปริมาณลง คนที่เคยดื่มทุกวันอาจลดเหลือสัปดาห์ละสามวัน แต่หากถามว่ายังดื่มอยู่ไหม ยังดื่ม ดังนั้นถ้าถามว่าจำนวนผู้ดื่มลดลงหรือไม่ อาจลดลงเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าถามว่าคนเดียวกันลดการดื่มหนักลงหรือไม่ พบว่าลดลงอย่างเห็นได้ชัด พฤติกรรมการดื่มหนักลดลง
นอกจากเรื่องบุหรี่-สุราแล้ว สสส. ก็ยังทำอีกหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ก่อนโควิด มีกิจกรรมทางกายกันมาก ผู้คนออกไปวิ่ง มีงานวิ่งเกือบทุกเดือน มีกิจกรรมปั่นจักรยาน คนดูแลสุขภาพกันมาก ดูอย่างที่สวนลุมพินี ที่ตอนนี้ก็ยังเยอะอยู่ แต่ปัญหาที่เผชิญ เช่น ฝุ่นPM2.5 และโควิด ทำให้กิจกรรมทางกายเริ่มลดลง เราเคยสร้างกระแสจนขึ้นไปถึง 70%- 80%เปอร์เซ็นต์ สำหรับคนที่รักสุขภาพ ที่มีกิจกรรมทางกายต่างๆ จำนวนมาก จนมาเกิดโควิด และก็ยังมี PM2.5 ก็ทำให้ลดลงเหลือประมาณ 60% ตอนนี้กำลังค่อยๆ กลับขึ้นมา
อีกเรื่องคืออาหาร คนใส่ใจเรื่อง หวาน มัน เค็ม มากขึ้น เมื่อก่อนกาแฟต้องหวาน เพราะสดชื่น ปัจจุบันเวลาสั่งกาแฟ คนทำจะถามว่า หวานมาก หวานน้อย หรือไม่หวานเลย นี่คือการปรับพฤติกรรมที่เห็นได้ชัด ตนว่าอันนี้ชัดสำหรับ สสส.
ดร.ประกาศิต กล่าวด้วยว่า เวลาที่เรามองเรื่องของภาระโรค มันค่อนข้างไกล พฤติกรรมการสูบบุหรี่หรือกินเหล้า หากปรับพฤติกรรม เช่นสมมุติปรับวันนี้ ต้องใช้เวลา 20 ปีจึงเห็นผล ไม่ว่าจะปรับดีหรือปรับแย่ลง ถ้าดื่มหนักก็จะเห็นผลกระทบ ดังนั้นเมื่อพูดถึงภาระโรคโดยตรง ค่อนข้างพูดยากที่จะบอกว่าสำเร็จด้วยงานของ สสส. หรือไม่สำเร็จด้วยงานของ สสส. อย่างเรื่องโรคไต หรือค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นเรื่อยๆ มีแฟกเตอร์เกี่ยวข้องเยอะ และไม่ใช่แฟกเตอร์ที่ สสส. ควบคุมได้
“สสส. คอนโทรลได้สองอย่างตามกฎหมายของกองทุน สสส. คือ เรื่องของพฤติกรรมและการปรับสภาพแวดล้อม พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือกฎหมาย สสส. เขียนไว้ชัดเจน อย่างที่บอกข้างต้น เราไม่มีมือ ไม่มีไม้ ส่วนหากจะถามว่าแล้วกองทุนฯ ทำอะไร ก็มีการเขียนไว้ในกฎหมายคือสร้างเสริมสุขภาพ ถ้าดูให้ละเอียดจะเห็นว่าเราทำงานเพียงสองมิติ คือปรับสภาพแวดล้อมและปรับพฤติกรรม โดยทำผ่านสี่สหายอย่างที่กล่าวคือด้านนโยบาย ด้านงานชุมชน ด้านระบบบริการ ทำเรื่องการตระหนักรู้ของบุคคล ดังนั้นเมื่อถามว่าคุ้มค่าหรือไม่ อาจต้องมองย้อนว่า ท่านให้เขาทำสิ่งใด ท่านต้องวัดเขาที่สิ่งนั้น หากให้ทำแบบนี้แต่ไปวัดผลอีกแบบหนึ่งผลมันอาจไม่ตรง” รองผู้จัดการ สสส. ระบุ
ทั้งนี้ สสส. เรามีการประเมินการทำงานสองแบบ หลายคนอาจมองว่า “ภาษีบาป” มีการประเมินอย่างไร หรือมีการควบคุมอย่างไรหรือไม่ ซึ่งในการประเมินนั้น สสส. มีการประเมินสองมิติ คือการประเมินภายในของเราเอง และการประเมินโดยองค์กรภายนอก
ในส่วนการประเมินภายใน เนื่องจาก พ.ร.บ. สสส. ค่อนข้างพิเศษกว่าที่อื่น เท่าที่ทราบก็มีแค่ของ สสส. แต่ก่อนหน้านี้ที่ใกล้เคียงคือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ความแตกต่างของ สสส. ก็คือตัวพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 ให้มีคณะกรรมการบริหารสองชุด เป็นหน่วยงานที่มีสองคณะกรรมการคอยกำกับดูแล ซึ่งองค์กรอื่นจะมีกรรมการบริหารแค่คณะเดียว แต่ สสส. จะมีสองคณะกรรมการใหญ่
คณะกรรมการแรกเรียกว่าคณะกรรมการกองทุน คือบอร์ดบริหาร ทำเรื่องยุทธศาสตร์ และการจัดงบประมาณ และอีกบอร์ดหนึ่งคือคณะกรรมการประเมินผล ทั้งสองบอร์ดแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี หากจะบอกว่า “ภาษีบาป” เป็นเงินที่ไม่มีการตรวจสอบหรือไม่มีเรื่องของการมีส่วนร่วมฯ ก็ไม่ใช่ เพราะบอร์ดบริหาร มี 21 คน โดยประธานบอร์ดโดยตำแหน่งคือ นายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมอบหมายรองนายกรัฐมนตรี ที่คุมนโยบายและงบประมาณ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ส่วนรองประธานคนที่หนึ่งคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และมีตัวแทนจากกระทรวงต่างๆ อีกร่วม 8-9 กระทรวง ที่ผู้แทนจากกระทรวงต่างๆ ก็เป็นระดับปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง หรือผู้ตรวจราชการ ที่ก็คือมีกระทรวงใหญ่ๆ เข้าร่วมรวมถึงขอใช้คำว่า ฝ่ายการเมือง ที่ก็จะมีนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข และก็ยังมีผู้แทนจากฝั่งภาคประชาชนหรือผู้ทรงคุณวุฒิอีก 8 ถึง 9 คน เพื่อให้มีการบาลานซ์กัน นี่คือโครงสร้างของคณะกรรมการบริหารนโยบาย ที่กรอบการเงินทุกปีและทุกนโยบายต้องผ่านบอร์ด เป็นบอร์ดที่ตั้งโดยคณะรัฐมนตรี
ส่วน “คณะกรรมการประเมินผล” ที่มี 7 คน โดยฝ่ายที่มีอำนาจในการเสนอชื่อคือกระทรวงการคลัง สสส. มีหน้าที่สรรหารอบแรกแล้วส่งรายชื่อให้กระทรวงการคลัง หากเสนอไปแล้ว กระทรวงการคลังส่งกลับมาว่าควรปรับเปลี่ยน เราก็มีการปรับเปลี่ยน อำนาจตัดสินใจว่าจะเสนอชื่อเข้าคณะรัฐมนตรีคือกระทรวงการคลัง อำนาจแต่งตั้งอยู่ที่คณะรัฐมนตรี
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าอำนาจบริหารอยู่ที่บอร์ดชุดใหญ่ 21 คน และอำนาจตรวจสอบอยู่ที่คณะกรรมการประเมินผล 7 คน ซึ่งมาจากการเสนอชื่อโดยกระทรวงการคลังและแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี ตรงนี้คือการกำกับดูแลโดยกลไกภายในและยังกลไกภายนอกด้วย เพราะในความเป็นจริง สสส. ถูกตรวจสอบเยอะมากจนบางทีภาคียังบ่น
สำหรับกลไกภายนอก เนื่องจาก สสส. เป็นกองทุน ทำให้ สสส. อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 และพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่คุมเราอยู่และเราต้องทำตาม เพราะฉะนั้น หากจะบอกว่า ไม่มีวินัยการเงินการคลังจึงอาจไม่ถูกต้อง เพราะเราถูกบังคับโดยกฎหมายในฐานะกองทุน
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งหน่วยกำกับคือกรมบัญชีกลาง ซึ่งดูแลกองทุนหมุนเวียน และในฐานะที่ สสส. เป็นองค์การมหาชนที่มี พ.ร.บ. ของตัวเอง จึงต้องถูกกำกับดูแลโดยคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน หรือ กพม. รวมถึงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ที่ตรวจสอบบัญชีหรือผู้สอบบัญชีที่ สตง. เห็นชอบ ซึ่งเมื่อเสร็จขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ต้องส่งเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี และอีกส่วนหนึ่งส่งไปยังกองทุนหมุนเวียน-กพม.และคณะรัฐมนตรี หลังจากคณะรัฐมนตรีแล้วต้องส่งต่อไปยังสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทั้งหมดคือกลไกการตรวจสอบ ดังนั้นจะบอกว่าคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าอาจจะต้องดูหลายมิติ แต่อยากให้ดูภาระงานหรือพันธกิจที่ระบุไว้
เมื่อถามถึงกรณีการกระจายงบประมาณต่างไปยังภาคีเครือข่ายต่างๆ ที่ สสส. บอกว่ามีเป็นหมื่นภาคี บางส่วนอาจตั้งคำถามว่าอาจมีการเล่นพรรคเล่นพวกกันหรือไม่ รองผู้จัดการสสส.ให้ข้อมูลว่า อาจจะมีบางกระแส ซึ่งหากถามว่ามีภาคีที่ได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องหรือไม่ ก็มี อันนี้ยอมรับเลย แต่ถามว่า ภาคีที่ได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องได้รับสิทธิพิเศษในการได้โครงการหรือไม่ ตอบได้ว่า ไม่มี หมายความว่า ยกตัวอย่างเช่น ผู้ดำเนินรายการเป็นภาคีกับเรา และมีผลงานตลอด ส่งมอบงานได้ และเป็นสิ่งที่จำเป็นซึ่งไม่มีใครทำได้ หรือน้อยคนที่จะทำได้ เราก็ต้องสนับสนุน แต่คุณจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษ เช่น คุณต้องเขียนข้อเสนอโครงการเหมือนคนอื่น และต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองเหมือนคนอื่น ต้องผ่านกระบวนการติดตามและตรวจสอบบัญชีเหมือนกับคนอื่นทุกคน
“หากถามว่ามีชื่อซ้ำหรือไม่ ก็มีซ้ำ แต่ซ้ำเพราะยังส่งมอบผลงาน สร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้ โดยไม่ได้รับสิทธิพิเศษใด ๆ ทั้งสิ้น อยากให้แยกแบบนี้ ที่ถามว่ามีซ้ำหรือไม่ ก็มี เรายอมรับ เรามีงานใหญ่ๆ ที่การความต่อเนื่อง เช่น งานวิชาการ ถ้าเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จะเกิดปัญหาได้ การทำงานไม่ต่อเนื่อง คนทำงานเองก็ไม่มีความมั่นใจ การหานักวิชาการเก่งๆ ค่อนข้างยาก หรือการขับเคลื่อนบางเรื่อง ผมต้องกล่าวว่าภาคีบางภาคี ผมใช้คำว่าแชมเปี้ยน หมายถึงในเรื่องนั้นๆ เขาคือตัวจริง ในประเทศไทยมีไม่กี่คน ผมถามว่า ถ้าเราไม่เชิญแชมเปี้ยนมาทำงาน เราน่าจะมีปัญหามากกว่าหรือไม่ ถ้าแชมเปี้ยนยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลและมีประโยชน์ต่อสังคมมาก” ดร.ประกาศิต ระบุ
ซึ่งหากถามว่ามีหรือไม่ มองว่ามี ไม่เช่นนั้น คงไม่มีการออกมาสร้างประเด็นว่าเราให้สิทธิพิเศษหรือไม่ ที่ในความเป็นจริงไม่ใช่ อาจต้องมาดู เพราะบางเคสเราเห็นสิ่งที่เขาทำและเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับสังคม ถ้าไม่มีภาคีเครือข่ายผู้นั้นทำ คนอื่นก็ทำไม่ได้ หรือคนอื่นยังไม่แข็งพอ ก็ต้องมีเขาที่ผมอยากใช้คำว่าเครือข่ายหรือภาคีกลุ่มนี้ทำงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาได้สิทธิพิเศษต่อเนื่องตลอดไปไม่ใช่ ทุกคนผ่านการตรวจสอบ ทุกคนผ่านการเขียนโครงการ อาจารย์ผู้ใหญ่คนหนึ่งบอกผมเองว่า ท่านแก้ไขงานถึงห้าครั้งและผ่านการตรวจสอบบัญชีเหมือนกับทุกคน
ถามย้ำว่า มีการให้งานแบบวิธีเฉพาะเจาะจงแบบไทยพีบีเอสหรือไม่ รองผู้จัดการ สสส. กล่าวตอบว่า สสส. ต้องใช้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ถ้าถามว่าเหมือนไทยพีบีเอสหรือไม่ ก็เหมือน เพราะหน่วยงานของรัฐต้องทำเหมือนกัน แต่ถ้าคุ้นกับ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีสามวิธีหลักคือ วิธีเฉพาะเจาะจง, วิธีคัดเลือกหรือคัดสรร ก็มีการประกาศเปิด แต่ว่าวงอาจจำกัดอาจยื่นมาสัก 5-7 แห่ง แล้วก็มานำเสนอมายื่นซองกันแต่ว่าวงจำกัด และอีกวิธีหนึ่งคือทำแบบ E-building
ส่วนวิธีเฉพาะเจาะจง เรามีหรือไม่ ก็มี แต่วิธีเฉพาะเจาะจงของ สสส. ใช้เฉพาะงานเร่งด่วนหรือโครงการที่มีงบประมาณไม่ใหญ่มาก หลักๆ ก็คือไม่เกิน 500,000 บาท เพราะเราต้องการความรวดเร็ว ไม่ว่าจะวิธีคัดเลือก สอบราคา หรือE-building กระบวนการมักใช้เวลาประมาณสามเดือน เพราะเมื่อเสร็จแล้วเราต้องรอดูว่าจะมีการอุทธรณ์หรือไม่ ถ้ามีการอุทธรณ์ ต้องเริ่มต้นใหม่ บางโครงการที่ต้องการความต่อเนื่อง เราใช้วิธีการแบบเฉพาะเจาะจง แต่งบประมาณจะไม่มาก ก็คือต่ำกว่า 500,000 แต่ก็อาจมีเกินมาบ้าง แต่ไม่เยอะมาก และมีการเขียนไว้ในกฎหมายว่าในกรณีที่เป็นการเฉพาะเจาะจงหรือมีความจำเป็น ให้มองที่ความจำเป็นของผู้รับบริการ หมายถึงประชาชน ไม่ใช่ความจำเป็นหรือความสะดวกสบายของสำนักงาน สสส. อย่างที่กล่าวไว้งานบางอย่างต้องการความต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นผู้รับบริการจะไม่ได้รับบริการอย่างต่อเนื่อง เราจึงต้องใช้วิธีเฉพาะเจาะจงเพื่อลดช่องว่างของเรื่องเวลาตรงนี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เครือข่ายองค์กรคนพิการบุกสภา จี้ “นายกฯอนุทิน” ถอนร่างแก้ พ.ร.บ.สสส. ชี้มติประชาชน 89.43 % ไม่เห็นด้วยแก้กฎหมายยึดภาษีบาป หวั่นกระทบโอกาสสร้างสุขภาวะคนพิการ
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 เครือข่ายองค์กรคนพิการหลากหลายประเภทความพิการเดินทางมายังอาคารรัฐสภา เพื่อยื่นแถลงการณ์เรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย ถอนร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
'อภิสิทธิ์' ยัน ปชป. ไม่เห็นด้วยร่างกฎหมายภูมิใจไทย รื้องบ 'ไทยพีบีเอส-สสส.'
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำ สส.พรรคประชาธิปัตย์ รับหนังสือจากเครือข่ายแรงงานใน-นอกระบบ แพลตฟอร์มไรเดอร์ เครือข่ายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า และเครือข่ายรัฐสวัสดิการที่เป็นธรรม
“60 วัน ท้าขยับปรับหวาน” ภารกิจสุขภาพที่ “ลงมือทำ” ได้ผลจริง
ถึงเวลาแล้วที่คนรักสุขภาพต้องร่วมมือกันทำภารกิจ “60 วัน ท้าขยับปรับหวาน” ภารกิจที่มีเข็มทิศชัดเจน ดูแลตัวเอง คนรอบข้าง และสังคม กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อสุขภาพที่ดีกว่าเดิม
ผนึกพลังผลักดันข้อเสนอมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น CDoH เพื่อคนไทยมีสุขภาพดีในระยะยาว
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และภาคีเครือข่าย ร่วมพิจารณาร่างมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น CDoH
สสส. ชูแนวคิดใหม่ ดึง “ภาคธุรกิจ” ร่วมสู้ NCDs ดันวัยทำงานสุขภาพดี
สสส. เปิดแนวคิดดึงภาคธุรกิจและกลไกการตลาดเข้ามามีส่วนร่วมสู้โรค NCDs พร้อมจับมือสถานประกอบการเร่งสร้างสุขภาพดีให้กลุ่มวัยทำงานตั้งแต่ก่อนป่วย

