'อดีตปธ.กมธ.เกษตรฯ' กังขา 'กะเพรา 4 สายพันธุ์' เอกชนได้สิทธิคุ้มครอง แล้วประชาชนได้อะไร

'อดีตประธานกมธ.เกษตรฯ'ย้อนถามกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 'กะเพรา 4 สายพันธุ์' แตกต่างจากกะเพราทั่วไปอย่างไร การเปิดให้คัดค้านคำขอจดทะเบียนมีความโปร่งใสหรือไม่ มีการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างไร ใครเป็นคนตัดสินว่าผลประโยชน์ที่แบ่งปันนั้นเหมาะสมแล้ว หากเกิดข้อพิพาทเรื่องการละเมิดสิทธิ ใครเป็นผู้รับภาระพิสูจน์ จี้เปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อการตรวจสอบ 

25 ต.ค. 2569- นายณรงเดช อุฬารกุล อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และอดีตประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง กะเพรา 4 สายพันธุ์ : เอกชนได้สิทธิคุ้มครอง แล้วประชาชนได้อะไรกลับคืนมา? มีเนื้่อหาดังนี้

การคุ้มครองสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์พืชเป็นเรื่องสำคัญ แต่ใครเป็นคนคุ้มครองประโยชน์ของสาธารณะ?

ผมอภิปรายสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ ในหลายวาระ เพราะเป็นเรื่องจำเป็นต่อการพัฒนาภาคเกษตรไทย เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้พันธุ์พืชที่มีคุณภาพ ให้ผลผลิตดี และตอบสนองความต้องการของตลาด

ผมเห็นด้วยว่า ผู้ลงทุนวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชก็ควรได้รับความคุ้มครองสิทธิในผลงานของตน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

แต่คำถามสำคัญคือ ในการวิจัยหากนำพันธุ์พืชพื้นเมือง ซึ่งเป็นทรัพยากรพันธุกรรมที่สังคมใช้ประโยชน์ร่วมกัน มาเป็นต้นทางในการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ เรามีกระบวนการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่?

กรณีกะเพรา 4 สายพันธุ์ ได้แก่ แก้วจุรี01–04 ของบริษัท ซีพีแรม จำกัด เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ
ผมตรวจสอบประกาศกรมวิชาการเกษตร ฉบับที่ 174 และ 177 พบว่า กะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ พัฒนามาจากกะเพราพันธุ์พื้นเมืองรหัส CPR1 โดยเอกสารระบุแหล่งที่มาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และมีการทดลองปลูกทั้งในมหาวิทยาลัยและบริษัท ซีพีแรม จำกัด

ต่อมาในปี 2567 บริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ทั้ง 4 สายพันธุ์ โดยมีระยะเวลาคุ้มครอง 12 ปี

ผมไม่ได้บอกว่าเอกชนไม่ควรได้รับสิทธิ หรือมหาวิทยาลัยไม่ควรทำวิจัยร่วมกับเอกชน
แต่เมื่อใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองเป็นต้นทาง และมีสถาบันการศึกษาของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องกับงานวิจัย สังคมก็ควรตรวจสอบได้ว่า ประชาชนและรัฐได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างไร

กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช ใครเป็นคนกำหนดว่าผลประโยชน์ที่แบ่งปันนั้นเหมาะสม?

พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 กำหนดให้การนำพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปไปใช้วิจัยและพัฒนาในทางการค้า ต้องได้รับอนุญาตและทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ โดยมีการนำเงินตามข้อตกลงส่งเข้ากองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช

กองทุนนี้มีไว้เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ วิจัย และพัฒนาพันธุ์พืช รวมถึงคืนประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมกลับสู่สังคม

สิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกต คือนอกจากจะมีการแบ่งปันผลประโยชน์แล้ว
ที่สำคัญกว่าคือ แบ่งปันกันอย่างไร และใครเป็นคนตัดสินว่าผลประโยชน์ที่สังคมได้รับนั้นเหมาะสมแล้ว?

ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2553 การเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ดำเนินการโดยคณะทำงานที่อธิบดีกรมวิชาการเกษตรแต่งตั้ง ก่อนเสนอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอนุญาตพิจารณาเห็นชอบ
แต่กระบวนการนี้มีหลักเกณฑ์ในการประเมินมูลค่าทรัพยากรพันธุกรรมพื้นเมืองอย่างไร?

นักวิจัยที่พัฒนาพันธุ์พืชมีส่วนร่วมในการกำหนดผลตอบแทนหรือไม่? มีผู้เชี่ยวชาญอิสระหรือตัวแทนของเกษตรกรและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเพียงใด?

การประเมินผลตอบแทนคำนึงถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เอกชนจะได้รับจากการใช้พันธุ์พืชนั้นในระยะยาวด้วยหรือไม่?
เพราะการมีข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าผลประโยชน์ที่แบ่งปันนั้นเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว

ประกาศให้คัดค้าน แต่ประชาชนตรวจสอบอะไรได้บ้าง?
กรมวิชาการเกษตรได้เผยแพร่ประกาศคำขอจดทะเบียนกะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ ในปี 2566 โดยเปิดให้ผู้มีสิทธิยื่นคัดค้านภายใน 90 วัน
ในประกาศมีรายละเอียดที่มาของพันธุ์พืช วิธีพัฒนาพันธุ์ และลักษณะประจำพันธุ์
แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ให้สาธารณะสามารถตรวจสอบความเหมาะสมได้

จึงเกิดคำถามว่า การเปิดให้คัดค้านคำขอจดทะเบียนเพียงอย่างเดียว เพียงพอแล้วหรือที่จะคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ?

หากประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่รัฐเจรจากับเอกชน แล้วจะตรวจสอบได้อย่างไรว่ารัฐรักษาประโยชน์ของประชาชนไว้อย่างเหมาะสม?
ทำไมข้อมูลประโยชน์สาธารณะ ต้องเข้าถึงด้วยกระบวนการศาล

ผมมีคำถามถึงกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5 ข้อ

1. กะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ แตกต่างจากกะเพราทั่วไปอย่างไร?
มีลักษณะเฉพาะที่เกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปสามารถสังเกตและแยกแยะได้อย่างไร และมีหลักเกณฑ์หรือวิธีตรวจสอบความแตกต่างที่ชัดเจนเพียงใด?

2. การเปิดให้คัดค้านคำขอจดทะเบียน มีความโปร่งใสและเข้าถึงได้จริงหรือไม่?
นอกจากการเผยแพร่ประกาศบนเว็บไซต์ มีการแจ้งเกษตรกรและผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึงหรือไม่ และเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อการใช้สิทธิคัดค้านเพียงพอหรือไม่?

3. การใช้กะเพราพื้นเมืองพัฒนาพันธุ์ใหม่ มีการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างไร?
บริษัทมีข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์เข้ากองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชอย่างไร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับผลตอบแทนหรือสิทธิในผลงานวิจัยอย่างไร และประชาชนได้รับประโยชน์อะไรกลับคืนมา?

4. ใครเป็นคนตัดสินว่าผลประโยชน์ที่แบ่งปันนั้นเหมาะสมแล้ว?
คณะทำงานเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ประกอบด้วยใครบ้าง ใช้หลักเกณฑ์อะไรในการกำหนดมูลค่า มีนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญอิสระ หรือตัวแทนเกษตรกรร่วมพิจารณาหรือไม่ และสาธารณะสามารถตรวจสอบเหตุผลของการตัดสินใจได้อย่างไร?

5. หากเกิดข้อพิพาทเรื่องการละเมิดสิทธิในพันธุ์กะเพรา ใครเป็นผู้รับภาระพิสูจน์?
หากบริษัทสงสัยว่าเกษตรกรนำกะเพราสายพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์ ใครต้องพิสูจน์ว่ากะเพรานั้นเป็นพันธุ์ของบริษัทจริง ไม่ใช่กะเพราพื้นเมืองหรือพันธุ์อื่นที่คล้ายกัน?
จะใช้วิธีพิสูจน์อย่างไร และจะป้องกันไม่ให้เกษตรกรรายย่อยต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการต่อสู้ข้อพิพาทที่เกินกำลังได้อย่างไร?
คุ้มครองสิทธิผู้พัฒนาพันธุ์พืช ต้องไม่ลืมคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

ผมไม่ได้ตั้งคำถามเรื่องนี้เพื่อคัดค้านการวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ หรือกล่าวหาว่าบริษัทเอกชนทำผิดกฎหมาย

แต่กำลังตั้งคำถามถึงกระบวนการของรัฐว่า ในขณะที่เรามีกฎหมายคุ้มครองสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์พืช เรามีกระบวนการที่เข้มแข็งและโปร่งใสเพียงพอในการคุ้มครองประโยชน์ของสาธารณะแล้วหรือยัง?

กรมวิชาการเกษตรและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ควรเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อการตรวจสอบ ทั้งหลักเกณฑ์การพิจารณา ข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ และผลตอบแทนที่ภาครัฐและสังคมได้รับ โดยคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลที่กฎหมายกำหนดควบคู่กันไป

เพราะการนำทรัพยากรพันธุกรรมพื้นเมือง ซึ่งเป็นประโยชน์ร่วมกันของสังคม ไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ควรจบลงเพียงคำถามว่าเอกชนได้สิทธิอะไร

แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า ประชาชนได้อะไรกลับคืนมา และใครเป็นคนรับรองว่าผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับนั้นเหมาะสมแล้ว

การคุ้มครองผู้พัฒนาพันธุ์พืชเป็นเรื่องสำคัญ แต่การคุ้มครองประโยชน์สาธารณะก็สำคัญไม่แพ้กัน
และความโปร่งใส คือหลักประกันที่ทำให้การคุ้มครองทั้งสองด้านเดินไปด้วยกันได้

โดย ณรงเดช อุฬารกุล
พรรคประชาชน
#กะเพรา #คุ้มครองพันธุ์พืช #กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช #สิทธิเกษตรกร #ความโปร่งใส ดูน้อยลง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เตรียมประกาศในราชกิจจาฯ ฐานะกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช

'รัดเกล้า' เผย ครม. รับทราบรายงานการรับจ่ายเงินกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช ประจำปี 2561-2564 สตง. ตรวจสอบรับรองแล้ว ดำเนินการเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป