'เอ็ดดี้' กะเทาะปมร้อนเงินบริจาค หนุนตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

2 พ.ย.2569-นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “เมตตาคนได้ โดยไม่ต้องละเว้นการตรวจสอบ” เนื้อหาระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง “ระบบที่แข็งแกร่ง” กับ “ใจที่ปล่อยวาง”  เป็น “ฟันเฟืองสองตัวที่ต้องทำงานคู่กัน” และขาดกันไม่ได้ในสังคม เพื่อไม่ให้ “ความเมตตา” กลายเป็น “เครื่องมือของคนโกง” และไม่ให้ “การตรวจสอบ” กลายเป็น “ความตึงเครียดจนคนเลิกทำดี”

เมื่อเกิดข้อสงสัยเรื่องเงินบริจาค สิ่งที่สั่นคลอนไม่ได้มีเพียงชื่อเสียงของผู้รับ แต่รวมถึงศรัทธาของผู้ให้ด้วย หลายคนเลือกบริจาคอย่างรอบคอบแล้ว ดูชื่อเสียงของมูลนิธิ ดูผลงานที่ผ่านมา ดูแม้กระทั่งว่าใครเป็นผู้ตรวจสอบบัญชี แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าเงินทุกบาทจะถูกนำไปใช้ตรงตามความตั้งใจของเราเสมอไป

แม้แต่การใช้บริษัทตรวจสอบบัญชีระดับโลก หรือที่เรียกกันว่า Big 4 ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะตรวจพบการทุจริตได้ทุกกรณี

การสอบบัญชีให้ความเชื่อมั่นในระดับสูง แต่ไม่ใช่การรับประกันอย่างเด็ดขาด ยิ่งหากมีการปลอมหลักฐาน ปกปิดข้อมูล หรือสมรู้ร่วมคิด การตรวจพบก็ยิ่งยากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ตรวจสอบมีหน้าที่ประเมินและตรวจสอบหลักฐานด้วยความสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ ไม่ใช่เพียงรับเอกสารจากผู้บริหารมาแล้วเชื่อตามนั้น

ดังนั้น การตรวจสอบจึงเป็นเพียง “แนวกันชน” หรือเครื่องมือช่วยบรรเทาความเสี่ยงในระดับหนึ่งเท่านั้น ระบบตรวจสอบจึงมีคุณค่า แม้มันจะมีข้อจำกัด และข้อจำกัดนั้นก็ควรเป็นเหตุให้เราพัฒนาระบบให้ดีขึ้น สำหรับผู้ให้ ผมคิดว่าเราต้องทำหน้าที่สองอย่างควบคู่กัน คือ “ใช้ปัญญาก่อนให้” และ “รู้จักวางใจหลังให้”

คำว่า “ทำกิจ ตรวจสอบได้ในระดับนึง แล้วก็ต้องปล่อยวางจิต” คือ “หัวใจของการให้“ เมื่อเงินพ้นมือไปแล้ว การ “พยายามควบคุมผลลัพธ์ทุกอย่าง” จะทำให้ใจของผู้ให้เป็นทุกข์ การปล่อยวางจิตไม่ได้หมายถึงการละเลยไม่สนใจ แต่คือการยอมรับความจริงว่า “เราควบคุมพฤติกรรมหรือกิเลสของคนอื่นไม่ได้”

คนบางคนเริ่มต้นจากความบริสุทธิ์ใจ 100% จริงๆ อยากช่วยคนจริงๆ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป มูลนิธิโตขึ้น เงินบริจาคไหลเข้ามาเป็นสิบล้านร้อยล้าน จากคนธรรมดาเปลี่ยนเป็นผู้มีอิทธิพลทางสังคมที่มีแต่คนกราบไหว้ สรรเสริญ เงินและชื่อเสียงจำนวนมหาศาลที่มากระทบทุกวัน คือ “บททดสอบ” ที่ยากเกินกว่ามนุษย์ปุถุชนทั่วไปจะรับมือไหว (หากขาดสติหรือการขัดเกลาจิตใจอย่างเข้มข้น) การที่วันหนึ่งเขาจะพ่ายแพ้และถูกครอบงำด้วยกิเลส จึงเป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่ใช่ว่าตอนเริ่มเขาจงใจมาโกงมาหลอกลวงตั้งแต่แรก

เมื่อเราเห็นคนทำดีแล้วล้มเหลว พลาดพลั้ง หรือพ่ายแพ้ต่อกิเลส การโกรธแค้นและประณามอย่างรุนแรงอาจเกิดขึ้นจากสัญชาตญาณรักความยุติธรรม แต่หากเรามองด้วย “ความเมตตา” (แต่ยังต้องดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อความถูกต้องของสังคมนะ) เราจะเห็นว่าพวกเขาก็คือ “ผู้เผชิญภัยในสมรภูมิแห่งกิเลส” ที่พ่ายแพ้ไป

เราทุกคนต่างก็มีกิเลส มีความโลภ ความโกรธ ความหลงในแบบของเรา เพียงแต่เรายังไม่เคยได้รับ “บททดสอบระดับร้อยล้าน” หรือ “การสรรเสริญเยินยอระดับมหาชน” เหมือนอย่างพวกเขา หากเราไปอยู่ตรงจุดนั้น เราอาจจะทำได้แย่กว่าเขาก็ได้ การเข้าใจสิ่งนี้ทำให้เรา “ลดการชี้หน้าตัดสินคนอื่น” และหันกลับมาสำรวจกิเลสในใจตัวเอง

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญ คือการมองคนที่เคยทำความดีแล้วเกิดข้อครหาอย่างระมัดระวัง เราไม่ควรรีบสรุปว่า ความดีทั้งหมดที่เขาเคยทำเป็นเพียงการสร้างภาพ หรือเขาตั้งใจหลอกลวงมาตั้งแต่ต้น หากยังไม่มีหลักฐานรองรับ ในขณะเดียวกัน ความดีในอดีตก็ไม่อาจใช้รับรองว่าการกระทำในวันนี้ถูกต้องทุกอย่าง

คนคนหนึ่งอาจเคยช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความจริงใจ และภายหลังก็อาจพ่ายแพ้ต่อความโลภ ความหลง หรืออำนาจที่เข้ามา แต่จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ในกรณีใด เราต้องพิจารณาจากหลักฐาน ไม่ใช่แต่งเรื่องในใจขึ้นมาแทนข้อเท็จจริง เงินจำนวนมาก ชื่อเสียง และคำสรรเสริญ อาจเป็นบททดสอบที่หนักหน่วงสำหรับมนุษย์ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องพ่ายแพ้ และไม่ใช่ข้อแก้ตัวให้ใครพ้นจากความรับผิดชอบ สิ่งที่เรานำกลับมาพิจารณาตัวเองได้ คือเราเองก็มีกิเลสเช่นกัน

การที่เรายังไม่เคยอยู่ท่ามกลางเงินบริจาคหลักสิบล้านร้อยล้าน หรือคำยกย่องจากคนจำนวนมหาศาล ไม่ได้พิสูจน์ว่าเราจะมั่นคงกว่าใครหากต้องเผชิญสถานการณ์เดียวกัน ความคิดนี้ควรทำให้เราถ่อมตนในการตัดสินคน และหมั่นสำรวจใจตัวเอง ขณะเดียวกันก็ยังต้องแยกให้ออกว่า การกระทำใดถูก การกระทำใดผิด และใครได้รับความเสียหาย

สำหรับผม ความเมตตาคือการยังมองเห็นความเป็นมนุษย์ของผู้ที่ทำผิด แม้เราจะไม่ยอมรับการกระทำของเขา เราปรารถนาให้เขาหยุดทำผิด ยอมรับความจริง รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และมีโอกาสแก้ไขตัวเองได้ พร้อมกับที่เราต้องไม่ลืมเมตตาผู้เสียหาย ผู้บริจาค และคนที่ควรได้รับความช่วยเหลือจากเงินก้อนนั้นด้วย ส่วนคนที่ยังโกรธหรือยังให้อภัยไม่ได้ เราก็ควรเข้าใจความเจ็บปวดของเขา ไม่รีบตัดสินว่าเขาขาดเมตตา เพราะแต่ละคนอาจได้รับบาดแผลมาไม่เท่ากัน

ท้ายที่สุด การให้ด้วยปัญญา คือการทำหน้าที่ของเราให้รอบคอบ แล้วฝึกวางสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ส่วนการเมตตาด้วยปัญญา คือการไม่ปล่อยให้ความเกลียดชังครอบงำใจ ขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยให้ความผิดดำเนินต่อไปโดยไม่มีใครรับผิดชอบ

ตรวจสอบให้ถึงข้อเท็จจริง ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และอย่าลืมตรวจสอบกิเลสในใจตัวเองด้วย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คนปราจีนระวัง! นักวิชาการ เตือนค่าอะลูมิเนียมในน้ำ กระทบสิ่งแวดล้อม-ระบบนิเวศวิทยา

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โพสต์อะลูมิเนียมกับผลกระทบสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา คนปราจีนระวังตัวด้วย

'พี่ศรี' รับลูก 'ศิริโชค' ร้อง กกต. สอบ 'ไอเดียร์' ปมบริจาคเงินให้ ภท.

'ศรีสุวรรณ' บุก กกต. ร้องสอบ 'สส.ไอเดียร์' ปมบริจาคเงิน 1.5 แสน ให้ภูมิใจไทย จี้ขุดที่มาเงินโยงปมทรัพย์สินเกือบ 2 พันล้าน เข้าข่ายรับเงินผิดกฎหมายหรือไม่ หากพบฝ่าฝืนจี้ส่งศาลรธน.พิจารณายุบพรรค

'สิริพงศ์' ฟาดอีก! น่ารังเกียจทำตัวเป็นศาลเตี้ย คางคกอยากได้ทอง

'สิริพงศ์' แจงโพสต์เดือดบ่นฟ้าบ่นฝน มองพฤติกรรมทำลายคนอื่นให้ตัวเองโด่งดังน่ารังเกียจ ยืนยันเงินบริสุทธิ์บริจาคเข้า ภท. โต้ 'ศิริโชค' ปมรัฐมนตรีลูกเทพกิ้งก่าได้ทอง ย้อนถาม 'คางคกอยากได้ทองบ้างไหม'

โทษฐานไม่ทำการบ้าน! 'ศิริโชค' เย้ย 'ศุภชัย' ให้ข้อมูลสำคัญเงินบริจาค

นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า คนของภูมิใจไทยไม่ทำการบ้านกันเลยหรือ? ทั้งโฆษก ทั้งประธานฝ่ายกฎหมาย!

ดีเอสไอ เปิดคำให้การ 'หนุ่ม กรรชัย' บริจาคเงิน 1.5 ล้าน เข้ามูลนิธิฯ-บัญชีส่วนตัว 'กัน จอมพลัง'

"ดีเอสไอ" เปิดคำให้การ "หนุ่ม กรรชัย"ยืนยันตัวเลขเงินบริจาครวมราว 1.5 ล้านบาท เข้าบัญชี "มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ - บัญชีส่วนตัวกันจอมพลัง" ไม่นับรวมยอดหลักหมื่นบาทประปรายตามปากต่อปากของกันจอมพลังรุดช่วยเหลือชาวบ้าน - สนับสนุนถุงยังชีพ และเห็น "กันจอมพลัง" ลงพื้นที่บรรเทาความเดือดร้อนชาวบ้านจริง จึงให้ความไว้ใจช่วยเหลือบริจาคเงิน "พนักงานสืบสวน" ชี้ ทั้งคู่ไม่มีเรื่องผลประโยชน์แอบ