ตำรวจงานงอก! 'บิ๊กเด่น' เตรียมปรับแผนดูแลบุคคลสำคัญ หลังเศรษฐาสั่งดับเครื่องยนต์

ผบ.ตร. เตรียมปรับแผนการดูแลบุคคลสำคัญ VVIP หลังเกิดเหตุ นายกฯ สั่ง ตำรวจดับเครื่องรถนำขบวน เผย คปท.บุกยื่นหนังสืออาการป่วยทักษิณ ชี้เป็นเรื่องของราชทัณฑ์

18 ก.ย.2566 - พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติ​ประ​ภัสร์ ผบ.ตร. ได้ชี้แจงกรณีที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดเชียงใหม่ ขณะที่นายเศรษฐากำลังเดินผ่านรถตำรวจ ได้หยุดแล้วหันไปชี้นิ้วหมุนวนๆ เรียกตำรวจที่นั่งอยู่บนรถให้ลงมา ก่อนที่ตำรวจนายดังกล่าวจะเปิดประตูลงจากรถ และมีการพูดคุยกัน โดยภายหลังคลิปดังกล่าว นายเศรษฐาได้มีการทวีตข้อความแจงถึงเรื่องราวยืนยัน “ไม่ได้ดุครับ เพียงแต่บอกว่าให้ดับเครื่องรถยนต์ครับ”

โดยทางพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า ตนได้รับทราบข้อมูลแล้ว เบื้องต้นต้องไปตรวจสอบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีข้อเท็จจริงอย่างไร และต้องไปดูแผนการทำงานหากมีข้อผิดพลาดจะต้องปรับแผน ปรับยุทธวิถีในการดูแลบุคคลสำคัญ แต่ตามหลักการดูแลบุคคลสำคัญนั้นจะมีขั้นตอนระบุไว้อยู่แล้ว แต่ต้องย้อนกลับไปดูว่าขั้นตอนดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งหากไม่เหมาะสมก็จะปรับขั้นตอนต่อไป

ในส่วนกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ทางกลุ่ม คปท.ยื่นหนังสือถึง ผบ.ตร.ให้สั่งการให้”แพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ”เปิดเผยอาการป่วยและรายชื่อทีมแพทย์ที่รักษา'ทักษิณ' เพราะใกล้ครบ 30 วัน แต่ รพ.ตำรวจไม่มีแม้แต่จะชี้แจงอาการ ขณะที่สังคมยังสงสัยป่วย ไม่ป่วย ประกาศเตรียมบุกหา อธิบดีกรมราชทัณฑ์ 22 ก.ย.นี้ พิจารณายืดเวลารักษาต่อหรือไม่ และวันที่ 24 ก.ย.จะบุกรพ.ตำรวจอีกครั้ง

ผบ.ตร.กล่าวว่า เป็นเรื่องของกรมราชทัณฑ์ต้องไปถามราชทัณฑ์นะครับ ตำรวจแค่ MOU กันและมาใช้สถานที่ถูกต้องตามระเบียบ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แห่ฝากบ้านกับตำรวจ 3 พันหลัง 'บิ๊กต่าย' สั่งตรวจตราเข้ม

พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2569 นี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)

'นักประวัติศาตร์' ร่อนจม.เปิดผนึกถึงนายกฯแนะ 6 ขั้นตอน ขอคืน 'ปราสาทพระวิหาร'

นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระอิสระด้านประวัติศาสตร์และนักเทววิทยา โพสต์เฟซบุ๊ก เผยแพร่ จดหมายเปิดผนึก เรื่อง ขอคืนปราสาทพระวิหารและใช้ข้อสงวนสิทธิ์ เรียน ฯพณฯท่านนายกรัฐมนตรี มีใจความว่า