'รองหัวหน้าปชน.' ชวนดู ยุทธศาสตร์ญี่ปุ่นสู้อเมริกา เปิดแนวรบ 3 ด้าน จัดการกำแพงภาษี

23เม.ย.2568- นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์การเมืองและที่ปรึกษาด้านนโยบายพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง "เมื่อซามูไรเปิดแนวรบ 3 ด้าน – ยุทธศาสตร์ญี่ปุ่นสู้อเมริกา" มีเนื้อหาดังนี้
.
แน่นอนว่าการเจรจากับสหรัฐอเมริกา ความเร็วไม่ใช่ตัวกำหนดความสำเร็จ เพราะ “จังหวะเวลา” สำคัญที่สุด
ถึงกระนั้น การประกาศทางการระบุวันชัดเจนว่าเราจะไปเจรจา แต่สุดท้ายกลับต้อง “เลื่อน” ย่อมเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดีนักกับภาคธุรกิจและสังคม เพราะเป้าหมายสำคัญในช่วงเวลานี้คือการลดความไม่แน่นอนและความกังวล
แต่ในเมื่อมีเวลาอีกสักพักในการเตรียมตัว อยากชวนดูยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่น ประเทศแรกที่ได้เจรจากับสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการครับ
ในการจัดการกับนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ ญี่ปุ่นเปิดแนวรบ 3 ด้านไปพร้อมกัน คือ ในขณะที่ทีมรัฐมนตรีเดินหน้าเจรจาทางตรง ภาคเอกชนญี่ปุ่นก็ขยับปรับฐานการผลิต ส่วนตัวนายกอิชิบะก็เปิดทางแสวงหาพันธมิตรใหม่- เปิดใจรับพันธมิตรเก่าไปพร้อมกัน
เปิดไพ่ของอเมริกา เพิ่มไพ่ในมือ และเพิ่มมิตรข้างตัว
.
#แนวรบที่ 1 : ทีมรัฐมนตรีเดินหน้าเจรจา เปิดไพ่อเมริกา
ญี่ปุ่นได้เจรจาเร็วกว่าประเทศอื่น เพราะสหรัฐฯ เองก็ให้น้ำหนักในฐานะคู่ค้าที่มีมูลค่าค้าขายระหว่างกันกว่า 300,000 ล้านเหรียญต่อปี
ในการสื่อสารกับสาธารณะ ส่วนที่เป็น “ไพ่เด็ด” ย่อมต้องเก็บไว้ไม่เปิดเผย แต่ในฐานะรัฐบาลประชาธิปไตย ก็ต้องบอกเล่า “ยุทธศาสตร์” กับสังคมให้เกิดความมั่นใจด้วย
หนึ่งในแนวทางเจรจาที่รัฐบาลญี่ปุ่นบอกเล่าประชาชนคือ ในขณะที่สหรัฐฯ พยายาม “มัดรวม” 3 เรื่องใหญ่ๆ อย่างการนำเข้าสินค้า อัตราแลกเปลี่ยน และงบประมาณการทหาร ให้เป็นเรื่องเดียวกัน
รัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันว่า ต้องการแยกโต๊ะเจรจาทั้ง 3 เรื่องออกจากกัน คุยเรื่องการส่งออกนำเข้าวงหนึ่ง ลงรายละเอียดเรื่องภาษีแยกรายสินค้า แต่ละตัวเปิดได้แค่ไหน หาแนวทางปรับสมดุล
แต่เรื่องอัตราแลกเปลี่ยน (เงินเยนควรอ่อนลงหรือแข็งขึ้น) ขอเจรจาอีกวง ด้วยทีมเจรจาอีกชุดหนึ่งแยกจากการค้า เช่นเดียวกับเรื่องการทหารและงบประมาณด้านความมั่นคงที่ขอคุยต่างหากอีกทีม
เพราะญี่ปุ่นประเมินว่า การคุยแยกเรื่องจะทำให้การแสวงหา “จุดร่วม” (common grounds) ระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ เกิดขึ้นง่ายกว่าการมัดทุกเรื่องรวมกัน
การเจรจารอบแรกเมื่อวันพุธที่ 16 เมษายน ญี่ปุ่นมี “ทีมเจรจา” ทั้งหมดรวม 37 คน จากกระทรวงการคลัง อุตสาหกรรม พาณิชย์ และการต่างประเทศ
แต่หลังเจรจารอบแรกผ่านไป พอจับสัญญาณทีมสหรัฐฯ ได้แล้วว่าเรื่องไหนคือ “ไพ่สำคัญ” สำหรับการต่อรองรอบถัดไป ญี่ปุ่นจึงเพิ่มสมาชิกทีมเจรจาอีก 10 คนจากกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตร เพื่อเติมรายละเอียดที่สหรัฐฯ ให้น้ำหนักเป็นพิเศษ 2 เรื่อง
เรื่องแรกคือ มาตรฐานการนำเข้ารถยนต์ ที่ปกติรถยนต์จากอเมริกาต้องใช้เวลาหลายเดือนในการขอใบอนุญาตนำเข้าของญี่ปุ่น เป็น Non-tariff barrier ที่ใช้มานาน จะต่อรองปรับลดกันอย่างไร เป็นวาระใหญ่รอบถัดไป แต่กำหนดผู้แทนเจรจาไว้ชัดเจนแล้ว เพื่อหาข้อสรุปที่ฝ่ายต่างๆ ในประเทศยอมรับได้ ก่อนไปเจรจารอบสอง
อีกเรื่องคือ การนำเข้าข้าวจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม โดยปัจจุบันญี่ปุ่นมีโควตานำเข้าข้าวจากต่างประเทศ แบบไม่ต้องเสียภาษีขาเข้าอยู่แล้ว 770,000 ตัน ถึงแม้ในจำนวนนี้จะเป็นข้าวจากสหรัฐฯ ถึง 45% แต่สหรัฐฯ ก็ยังต้องการเพิ่มอีก
ข้าวเป็นเรื่องอ่อนไหวที่โยงกับฐานเสียงทางการเมืองของรัฐบาล ความอยู่รอดของชาวนา และวัฒนธรรมคนญี่ปุ่น
เรื่องนี้รัฐบาลจึงต้องประสานกับหลายฝ่าย โดยเฉพาะสหกรณ์การเกษตรแห่งชาติ หรือ JA ที่เป็นเครือข่ายชาวนาทั่วประเทศ
แต่ข้อดีของสถานการณ์นี้คือ ญี่ปุ่นเองกำลังประสบปัญหาราคาข้าวในประเทศถีบตัวสูงมาก โดยราคาข้าวปีนี้แพงขึ้นกว่าปีก่อนกว่า 2 เท่าตัว เพราะผลผลิตที่น้อยลงสวนทางกับดีมานด์ทั้งจากภายในและจากนักท่องเที่ยว
ทั้งนี้ การปรับตัวสามารถทำแบบ “ประนีประนอม” สไตล์ญี่ปุ่นได้ เช่น ห้าง Aeon ผู้ค้าปลีกรายใหญ่เริ่มปรับแพ็คเกจขายข้าวใหม่ โดยเอาข้าวนำเข้าจากสหรัฐฯ มาผสมข้าวญี่ปุ่นในถุงเดียวกัน เพื่อลดราคาขายปลีกต่อถุงลง
การนำเข้าข้าวจากสหรัฐฯ จึงสามารถเป็นทางออกแบบ Win-Win สำหรับภาคเกษตรญี่ปุ่นได้ในระยะสองสามปีนี้
.
#แนวรบที่ 2 : ภาคเอกชนขยับปรับฐานการผลิต
นอกจากภาครัฐแล้ว ภาคธุรกิจญี่ปุ่นเองก็ขยับตัวเป็นแนวรบอีกทาง
เพราะนอกจากประเด็นดุลการค้าแล้ว ทรัมป์ก็ให้ความสำคัญกับการเพิ่มการลงทุนในประเทศและการจ้างงานคนอเมริกันในภาคอุตสาหกรรม
บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นจึงปรับซัพพลายเชนรับมือสงครามการค้าไปด้วย เช่น ค่ายยักษ์ใหญ่อย่างฮอนด้า (Honda) ก่อนหน้านี้มีการผลิตรถยนต์อยู่แล้ว 1 ล้านคันในสหรัฐฯ และนำเข้าจากต่างประเทศมาขายอีก 400,000 คัน
เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของญี่ปุ่นและรักษายอดขายในตลาดสหรัฐฯ ฮอนด้าจึงประกาศย้ายฐานการผลิตรถบางรุ่นจากเม็กซิโกและแคนาดา ไปยังสหรัฐฯ แทน เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตในสหรัฐฯ ขึ้น 30% ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เป็นตัวเลขที่จะเพิ่มน้ำหนักการต่อรองให้ฮอนด้าและญี่ปุ่น
ปัญหาที่พ่วงมากับกำแพงภาษีคือ อย่างไรเสีย การย้ายฐานผลิตก็ทำไม่ได้ทันทีและทำไม่ได้กับทุกชิ้นส่วน ผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายประเภทจึงมีภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแน่ๆ
โตโยต้า (Toyota) นับว่าใจป้ำ ประกาศพร้อมจ่าย “ต้นทุนส่วนเพิ่ม” ให้กับซัพพลายเออร์ที่ต้องนำเข้าชิ้นส่วนจากเม็กซิโกเข้ามาประกอบในสหรัฐฯ เพื่อประคองราคาขายรถยนต์ให้อยู่ในระดับเดิม เพราะไม่อยากเสียส่วนแบ่งการตลาดไป
แต่ในกลุ่มที่ต้องย้ายฐานการผลิตบางส่วนออกจากญี่ปุ่นเอง รัฐบาลญี่ปุ่นก็เตรียมมาตรการช่วยเหลือซัพพลายเออร์อะไหล่ ที่ส่วนใหญ่เป็นบริษัท SMEs ไว้แล้ว เช่น นิสสัน (Nissan) เดิมใช้ฟุกุโอกะเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ หากต้องลดกำลังการผลิตในฟุกุโอกะลง รัฐบาลจะเข้ามาช่วยเยียวยาและสนับสนุน SMEs ในฟุกุโอกะ เพราะสถานการณ์การเงินของนิสสันไม่แข็งแรงเหมือนโตโยต้า
ทำงานประสานกันแข็งขันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในยามเผชิญศึกสงคราม
.
#แนวรบที่ 3 : แสวงหาพันธมิตรใหม่ เปิดใจพันธมิตรเก่า
นอกจากการเจรจาทางตรงและการขยับตัวของภาคเอกชนแล้ว ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียเป็นอีกแนวรบหนึ่งที่ญี่ปุ่นเริ่มเดินเกม
ภาพแปลกตาเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่ “สามเสือเอเชียตะวันออก” อย่างญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ จับมือกันเดินหน้ายกระดับเขตการค้าเสรี หรือ FTA เพื่อเพิ่มการค้าขายระหว่างกัน
ปกติแล้ว สามเสือนี้คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องนะครับ อยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ เพราะต่างคนก็ต่างใหญ่ แถมมีประวัติศาสตร์สู้รบกันมานาน
แต่นโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ ทำให้ผู้นำสามประเทศนี้ยอมเปิดโต๊ะเจรจาทางเศรษฐกิจกันจริงจังเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี โดยมีเป้าหมายสำคัญร่วมกันอย่างการเติมเต็มซัพพลายเชนสินค้าไฮเทค ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และยุโรป
ไม่หยุดแค่เอเชียตะวันออก เพราะนายกฯ อิชิบะ ของญี่ปุ่น เตรียมเดินทางไปหารือกับเวียดนามและฟิลิปปินส์ด้วยตนเองในสัปดาห์หน้า กระชับความสัมพันธ์กับมิตรสหายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้อีกทาง
ทางข้างหน้าคงปั่นป่วนอีกหลายรอบ แต่ญี่ปุ่นไม่อยู่เฉย เดินหน้าเปิดไพ่อเมริกา เพิ่มไพ่ในมือตัวเอง และเพิ่มมิตรสหายข้างตัวไว้แล้ว
Don’t waste a crisis.
อย่าปล่อยให้วิกฤตผ่านไปอย่างสูญเปล่า ถือโอกาสนี้ร่วมมือร่วมแรงกันปรับเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตกันครับ

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปชน.ดักทางรบ.อย่าอ้างสงครามดัน 'แลนด์บริดจ์' ชี้ได้ไม่คุ้มเสีย แฉนอมินี 'อาม่า' กว้านซื้อที่ดิน500ไร่

'วีระยุทธ' ดักทางรัฐบาลอย่าอ้างสงคราม-พลังงาน ดัน 'แลนด์บริดจ์' ปลุกคนไทยจับตาได้ไม่คุ้มเสีย ด้าน 'ลิซ่า' แฉมีการกว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ จากบริษัทนอมินีที่ในนาม 'อาม่า' ตอก 'อนุทิน' อย่าเอาหน้า 'คนดี' มาขาย มักง่าย-ไม่จริงใจ บี้ เอาข้อมูลจริงมายืนยัน

แคนดิเดตนายกฯ พรรคส้มเหน็บ 'เอกนัฏ' ประชุมเช้าบ่ายเย็นแต่ไม่มีมาตรการชัดเจน!

'วีระยุทธ' ซัด 'รัฐบาล' ต้องตั้งต้นให้ถูก อย่าแก้ค่าไฟแพงฉาบฉวย-โยนภาระ เสนอเจรจาลดค่าพร้อมจ่าย ที่เป็นเสือนอนกิน เหน็บ 'เอกนัฏ' ประชุมเช้าบ่ายเย็น แต่ไม่มีมาตรการชัดเจน

'พรรคส้ม' ผิดหวัง 'เอกนิติ' แจงวิกฤตน้ำมันไม่คืบ 'ศุภจี' ได้ข้อมูลไม่ตรง ถ้าโอนงบฯต้องผ่านสภา

'วีระยุทธ' ผิดหวัง 'เอกนิติ' แจงวิกฤตน้ำมัน พูดเหมือน 2 สัปดาห์ก่อน ยังไม่เห็นมาตรการเยียวยากลุ่มต่างๆอย่างจริงจัง ห่วง 'ศุภจี' ได้ข้อมูลจากข้าราชการไม่ตรงหน้างาน มะพร้าวยังราคา 3 บาท แนะรัฐถ้าโอนงบฯ ขอให้ทำผ่านสภา หากเป็นเงินกู้ให้ระบุชัดใช้อะไรบ้าง บอกนายกฯ เลิกเดินตามหลังวิกฤต

'วีระยุทธ' รอดูสถานการณ์ ดคี 44 สส.แก้ ม.112 อุบตอบ นั่งหน.พรรคส้ม คนต่อไป

'วีระยุทธ' รอดูสถานการณ์ หลังป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกา ดคี 44 สส.พรรคก้าวไกล แก้ม. 112 ก่อนนัดประชุมใหญ่สามัญ 'ปชน.' อุบตอบ นั่งหน.พรรค คนต่อไป

ปชน. ซัดนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทย เหมือนเด็กทำรายงานกลุ่ม ไม่มีทางออกจากวิกฤตน้ำมัน

"วีระยุทธ" ซัดรัฐบาลรับมือวิกฤตน้ำมันล่าช้า ไร้นโยบายเร่งด่วนชัดเจน ชี้เดินตามหลังประชาชน ไม่กล้าตัดสินใจรื้อโครงสร้างราคา พร้อมเตือนต้องมีทั้งมาตรการรับมือ-เชิงรุก สร้าง ความมั่นคงทางพลังงาน นำประเทศฝ่าวิกฤตอย่างเป็นระบบ

ไร้แผนรับมือให้ประชาชน! 'วีระยุทธ' โชว์กึ๋น 4 แผนสู้วิกฤตน้ำมัน เหน็บ 'นายกฯ' มีแต่คำขอโทษ

‘วีระยุทธ’ คิดมาให้แล้ว! 4 แนวทางสู้วิกฤตน้ำมัน หลัง 'นายกฯ' แถลง มีแต่คำขอโทษ-ไร้แผนรับมือให้ประชาชน