“มงคลกิตติ์” ร้องสอบขบวนการรีดหัวคิวแรงงานกัมพูชา-เมียนมา เก็บหัวละ 2,500 บาท เงินสะพัดหลายพันล้าน ชี้ชัดชื่อ “ป๋าเตี้ย-ป๋อง-นาย S” ตัวกลางส่งเงินถึงฝ่ายการเมือง
21 กรกฎาคม 2568 - ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น เดินทางเข้ายื่นหนังสือและพยานหลักฐานต่อ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ เพื่อให้สอบสวนขบวนการเรียกเก็บส่วยจากแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชา เมียนมา และลาว ซึ่งมีมูลค่ารวมระดับพันล้านบาท
นายมงคลกิตติ์เปิดเผยว่า กลุ่มนายจ้างสีขาวเคยร้องเรียนกรณี “ส่วย Name List” ของแรงงานกัมพูชา โดยมีการเก็บค่าหัวคิวคนละ 2,500 บาท คิดเฉพาะแรงงานกัมพูชากว่า 2.8 แสนคน เป็นเงินไม่ต่ำกว่า 718 ล้านบาท ซึ่งแบ่งจ่ายระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงของกัมพูชาและฝ่ายไทย โดยฝ่ายไทยมีตัวแทนเอกชนคือ “ป๋าเตี้ย” และ “นายป๋อง” เป็นผู้รับหน้าที่ส่งต่อส่วยขึ้นบนสู่ผู้มีอำนาจทางการเมือง อักษรย่อ “พี”
กรณีแรงงานเมียนมา เดิมทีมีแผนเรียกเก็บแบบเดียวกันกับกัมพูชา แต่เกิดความขัดแย้งภายในฝ่ายเมียนมา จึงยังไม่มีการจ่าย ส่วนแรงงานเมียนมาในระบบมีประมาณ 2 ล้านคน และนอกระบบอีกกว่า 1.2 ล้านคน ซึ่งจะต้องเข้าศูนย์พิสูจน์สัญชาติ (CI) ตั้งแต่ 1 สิงหาคมนี้ โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เรียกเก็บในระบบ ทั้ง “ค่า Calling กรม” หัวละ 500 บาท และค่าใช้บริการ CI อีกกว่า 1,200 บาทต่อคน หากนับรวมทั้งหมดจะมีเงินสะพัดเพิ่มถึง 5,000 ล้านบาท
นายมงคลกิตติ์ระบุว่า ขบวนการนี้มีการเชื่อมโยงถึงข้าราชการประจำ นักการเมือง และเอกชน โดยตัวละครหลักได้แก่ “นาย S”, “นาย W”, “ป๋าเตี้ย”, “นายป๋อง” และ “Mr.Beans” โดยบางคนรับบทเป็นมือประสาน บางคนเป็นผู้ควบคุมรหัสหลังบ้าน เช่น กรณีการลงทะเบียนย้อนหลัง 40,000–50,000 คน ในระบบเมียนมา มีการเรียกเก็บหัวละ 3,500 บาท คิดเป็นเงินรวม 175 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังเปิดเผยว่าบริษัทที่ดีเอสไอเคยบุกค้นก่อนหน้านี้ เป็นบริษัทในเครือของ “นาย S” ซึ่งมีความชำนาญเรื่องแรงงานกัมพูชา โดยเบื้องหลังการจัดเก็บเงินเหล่านี้มีการแบ่งเปอร์เซ็นต์ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐของไทยและประเทศต้นทาง โดยเฉพาะแรงงานเมียนมา ซึ่งกำลังเข้าสู่กระบวนการ CI ในหลายจังหวัด เช่น สมุทรสาคร สมุทรปราการ เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี
นายมงคลกิตติ์ย้ำว่า ข้อมูลที่ยื่นให้วันนี้ยังไม่รวมชื่อเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้ดีเอสไอสามารถตีวงสืบสวนได้เต็มที่ หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐหรือฝ่ายการเมืองเกี่ยวข้องจริง จะส่งชื่อให้ในลำดับถัดไปเพื่อเอาผิดอย่างถึงที่สุด.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดีเอสไอ' ลุยสอบเชิงลึก 34 บริษัท เกาะสมุย-พะงัน ส่อใช้คนไทยถือหุ้นบังหน้า
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชาญชัย ลิขิตคันทะสร ผอ.กองคดีความมั่นคง ได้หารือร่วมกับนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการตรวจสอบและปราบปรามการประกอบธุรกิจ
ดีเอสไอ สอบเพิ่มอีก 1 บริษัทเรือขนส่ง ปมน้ำมันล่องหนกลางทะเลสุราษฎร์ 60 ล้านลิตร
โฆษกดีเอสไอ เผยคืบหน้าคดีน้ำมันล่องหนกลางทะเลสุราษฎร์ 60 ล้านลิตร ล่าสุดเพิ่มเป็น 9 บริษัท จากเดิม 8 บริษัท เหตุ มีบริษัทเรือ 1 แห่งให้การว่าเป็นเพียงบริษัทให้เช่าเรือ (ลีสซิ่ง) แย้ม สอบปากคำในฐานะพยานไปแล้ว 7 บริษัท เร่งสอบ 2 บริษัทสุดท้ายภายในสิ้นเดือน เม.ย.69
ทีมสุดซอย นำหลักฐานยื่นดีเอสไอ พบพิรุธใบขนส่ง 166 ฉบับ คลังน้ำมัน 6 แห่งส่อกักตุน
"ฐิติภัสร์" พร้อมทีมกฎหมาย หอบหลักฐานเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือ กว่า 166 ฉบับ ของคลังน้ำมัน 6 แห่งในจังหวัดระยองและชลบุรี ร้อง “ดีเอสไอ" ดำเนินคดีเอาผิด เหตุ ส่อปิดบังรายละเอียดสำคัญช่วงวิกฤตน้ำมันขาดแคลน
6 แรงงานเมียนมา รุมกระทืบคนไทย แค่ต่อว่าเคาะห้องผิด
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ รับแจ้งว่ามีเหตุทำร้ายร่างกายกัน หอพักแห่งหนึ่งภายในซอยเทพารักษ์ 90 ตำบลเทพารักษ์
DSI ผนึกกำลังเครือข่าย จับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ ยึดยาบ้ากว่า 2.8 ล้านเม็ด
ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 4 ร่วมแถลงข่าวการจับกุมขบวนการลักลอบขนยาเสพติด (ยาบ้า) ที่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน ที่ 23 อ.เมือง จ.สกลนคร
ดีเอสไอ เผยเรือขนน้ำมัน อ้างปัญหาร่องน้ำ เครื่องจักรเสีย แจงขนส่งล่าช้าก็เสียผลประโยชน์
“ดีเอสไอ” เผย พนักงานสอบสวนสอบปากคำบริษัทเจ้าของเรือไปแล้วทั้งสิ้น 5 เจ้า จากทั้งหมด 8 เจ้า ช่วงบ่ายนัดสอบปากคำบริษัทเจ้าของเรือ 1 เจ้า และอีก 2 บริษัทเจ้าของเรือขอเลื่อนให้ปากคำในฐานะพยานไปเป็นสัปดาห์

