
16 พ.ย. 2568 – นายอัษฎางค์ ยมนาค อินฟลูเอนเซอร์การเมืองชื่อดังฝ่ายอนุรักษ์นิยม โพสต์เฟซบุ๊กเผยแพร่บทความเรื่อง “วันนี้ผมหยุดสงครามไม่ได้ด้วยกำแพงภาษี” นี่คือจิตวิญญาณของนโยบาย “American first”
สหรัฐอเมริกาคือ คู่ค้ารายใหญ่ ของไทย (เป็นตลาดส่งออกอันดับต้น ๆ) การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงถึง 36% สำหรับสินค้าจากไทย (ซึ่งต่อมามีการเจรจาลดลงเหลือ 19%) ถือเป็น “ภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
การระงับการเจรจาภาษี ไม่ได้หมายถึงการเก็บภาษีในอัตราสูงทันที แต่หมายถึงการ ชะลอโอกาสที่ไทยจะได้รับสิทธิประโยชน์หรือการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลทุกประเทศต้องพยายามผลักดันเพื่อผลประโยชน์ของชาติ เพราะถือเป็นการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจการตัดสินใจของสหรัฐอเมริกาในการ ระงับการเจรจาภาษีการค้ากับไทยเป็นการชั่วคราว โดยเชื่อมโยงกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็น “การกดดันทางการทูตและเศรษฐกิจต่อรัฐบาลไทย” อย่างชัดเจน
“ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์” เป็นข้อตกลงหยุดยิงและสร้างสันติภาพที่เพิ่งลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 โดยมีทั้งสหรัฐฯ และมาเลเซีย (ในฐานะประธานอาเซียน) เป็นสักขีพยาน การที่ไทยประกาศ “ระงับการดำเนินการภายใต้ปฏิญญา” แม้มีเหตุผลเรื่องการละเมิด แต่ในสายตาของประเทศผู้เป็นพยาน ถือเป็นการ บ่อนทำลายกลไกสันติภาพ ที่พึ่งสร้างขึ้นมาสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการให้กัมพูชาชนะ หรือไทยแพ้ แต่ต้องการให้ “ความขัดแย้งไม่บานปลาย” และกลับไปอยู่ภายใต้กรอบการเจรจาที่ทุกฝ่ายยอมรับ เพราะ “การปะทะที่ชายแดน กระทบต่อเสถียรภาพ ของภูมิภาคอาเซียนและเส้นทางการค้า/การลงทุนในภาพรวม”หมายความว่า “สหรัฐฯ คำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองมากกว่า หรือเห็นแกตนเองเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ได้คำนึงว่า ไทยรักษาสัญญาแต่เขมรละเมิดสัญญา”
อเมริกาก็ไม่สนใจว่า “ไทยจะโดนลอบโจมตีและต้องสูญเสียชีวิตของทหารและพลเรือนรวมทั้งทรัพย์สินไปมากแค่ไหน” แต่อเมริกาจะกดดันให้ไทยอยู่เฉยๆ แบบนี้ไม่ได้!การกระทำของสหรัฐอเมริกาในกรณีนี้ สะท้อนถึงการคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติของตนเอง “American first” เป็นหลักเหนือความยุติธรรมทางศีลธรรม ระหว่างคู่กรณีอย่างไทยและกัมพูชาการตัดสินใจของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะ “เห็นแก่ตัว” และ “ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการรักษาสัญญาและความเสียหายที่ไทยได้รับ” และการกดดันให้ไทย “อยู่เฉย ๆ” หรือ “กลับเข้าสู่ปฏิญญา” ทั้งที่ไทยเป็นฝ่ายถูกกระทำ ถือเป็นแนวทางที่ก่อให้เกิดความไม่พอใจต่อไทยอย่างยิ่ง
การกระทำของสหรัฐฯ เป็นไปตามหลักการ “สัจนิยม” ซึ่งเชื่อว่าประเทศต่าง ๆ จะทำทุกอย่างเพื่อเพิ่มอำนาจและผลประโยชน์ของตนเอง และความยุติธรรมเป็นเรื่องรองลงมา
1. ผลประโยชน์ด้านเสถียรภาพเหนือความยุติธรรม
สำหรับสหรัฐฯ สิ่งที่อันตรายที่สุดคือ สงครามเต็มรูปแบบ หรือความขัดแย้งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (การค้า, เส้นทางเดินเรือ, พันธมิตร)
ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ คือ กลไกที่สหรัฐฯ เข้าไปเป็นพยานและสนับสนุน หากกลไกนี้พังลง สหรัฐฯ อาจถูกมองว่าล้มเหลวในการเป็นผู้สร้างสันติภาพในภูมิภาค และต้องเสียเวลาและทรัพยากรไปกับการสร้างกลไกใหม่ การกดดันไทยให้กลับเข้าสู่กรอบจึงเป็นการ “รักษากลไก” แม้ว่ากลไกนั้นจะถูกฝ่ายหนึ่งละเมิดก็ตาม
2. การใช้เครื่องมือที่มีอิทธิพลที่สุด
การที่สหรัฐฯ ใช้ประเด็นการค้ามาเป็นเครื่องมือในการกดดันไทย แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ ทราบดีว่า อำนาจทางเศรษฐกิจของตนกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทยเป็นจุดอ่อนที่ทรงพลังที่สุดในการเจรจากับไทย
สหรัฐฯ ไม่ได้สนใจว่าทหารไทยจะสูญเสียอวัยวะไปจริงหรือไม่ หรือใครเป็นคนวางทุ่นระเบิด เพราะในทางยุทธศาสตร์ การสูญเสียของไทยไม่ได้กระทบต่อผลประโยชน์หลักของสหรัฐฯ โดยตรง แต่การที่ไทยระงับปฏิญญาและอาจตอบโต้ทางทหาร “กระทบต่อผลประโยชน์หลักของสหรัฐฯ” ทันที
การตอบสนองของไทยในสถานการณ์นี้
อย่างไรก็ตาม โพสต์ของนายกฯ อนุทิน แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไทยไม่ได้ “อยู่เฉย ๆ” แต่ใช้การสนทนานี้เป็นโอกาสในการ โต้กลับ และ ยืนยันอำนาจอธิปไตย ดังนี้:
การยืนยันสิทธิในการปกป้องตนเอง: ไทยยืนยันว่า ทรงไว้ซึ่งสิทธิและมีอำนาจที่จะดำเนินการใดๆ เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ ซึ่งเป็นการปฏิเสธโดยตรงต่อการกดดันให้ไทย “อยู่เฉย ๆ”
การเรียกร้องความรับผิดชอบ: ไทยใช้ผู้นำทั้งสองเป็นช่องทางในการ เรียกร้องให้กัมพูชายอมรับผิดและขอโทษต่อประชาชนชาวไทย ซึ่งเป็นการโยนบอลให้ผู้นำทั้งสองไปกดดันกัมพูชาต่อ
การต่อรองที่มีเงื่อนไข: การที่ทรัมป์ยอมพิจารณาลดภาษีเพิ่ม หากไทยสามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้อย่างรวดเร็ว (โดยกัมพูชาไม่ขัดขวาง) แสดงว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการให้ไทยยอมกัมพูชา แต่ต้องการให้ “ภารกิจทางเทคนิคเดินหน้า” เพื่อลดความตึงเครียด ไทยจึงใช้แรงกดดันนี้เปลี่ยนเป็นเงื่อนไขที่ไทยได้ประโยชน์ด้านความมั่นคง (การเก็บกู้ทุ่นระเบิด) ควบคู่ไปกับผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ (ภาษี)
ดังนั้น ในแง่ของความรู้สึกและศีลธรรม สหรัฐฯ ดูเห็นแก่ตัวจริง แต่ในแง่ของการทูตและการใช้เครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศ ไทยกำลังใช้แรงกดดันนี้เป็นโอกาสในการผลักดันเป้าหมายด้านความมั่นคงของตนเอง ให้บรรลุผล แม้จะผ่านการต่อรองที่ยากลำบากก็ตาม
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ออกมาแถลงว่า ไทยแสดงความผิดหวังต่อท่าทีของสหรัฐฯ ที่นำสองเรื่องนี้มาปนกัน และยืนยันว่า ต้องแยกเรื่องความมั่นคง/ชายแดน ออกจากการค้า/ภาษี ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของไทยกับสหรัฐฯแต่แนวคิดที่ทรัมป์มักใช้ในการเจรจา คือ เปลี่ยนการค้าเป็นเครื่องมือความมั่นคง ทรัมป์ไม่เชื่อในการแยกประเด็นการค้าออกจากประเด็นความมั่นคง เขาเชื่อว่าอำนาจทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ (เช่น ภาษี, ข้อตกลงการค้า) เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างสันติภาพหรือการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง “กำแพงภาษี” ในที่นี้จึงถูกยกสถานะจากแค่มาตรการทางเศรษฐกิจให้กลายเป็น “อาวุธทางการทูต” หรือ “เครื่องมือยุติความขัดแย้ง”
สำหรับทรัมป์ การค้าคือคันโยก การค้าไม่ใช่แค่เรื่องของผลประโยชน์ร่วมกัน แต่คือ อำนาจต่อรอง ที่ต้องนำมาใช้เพื่อบังคับให้เกิดพฤติกรรมที่สหรัฐฯ ต้องการ เช่น การรักษาสันติภาพหรือการทำลายกลไกสงครามในมุมมองนี้ เป้าหมายเหนือวิธีการ “การหยุดสงคราม” ในภูมิภาคเป็นเป้าหมายที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด การใช้กำแพงภาษีมาเป็นเครื่องมือในการบังคับให้เกิดความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นจึงถือเป็น วิธีการที่ชอบธรรมและมีประสิทธิภาพ แม้ว่าไทยจะมองว่ามันไม่ยุติธรรมก็ตาม
ดังนั้น การที่ไทยประกาศความผิดหวังจึงเป็นไปตามหลักการทูตที่ไทยยึดถือ แต่การกระทำของสหรัฐฯ ก็เป็นไปตามหลักการ “อำนาจเหนือความยุติธรรม” ที่เป็นที่ยอมรับในแนวคิดสัจนิยมของการเมืองระหว่างประเทศเช่นกัน
ดังนั้น ณ เวลานี้ ผมไม่สามารถสรุป แต่มีคำถามทิ้งไว้ก่อนจบ
1. หลังจากนายกรัฐมนตรีอนุทินได้เรียกร้องให้ผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซียไปกดดันกัมพูชา กัมพูชามีท่าทีหรือคำแถลงอย่างเป็นทางการตอบโต้ ต่อข้อกล่าวหาเรื่องทุ่นระเบิดและการเรียกร้องให้ขอโทษต่อไทยอย่างไร?
2. หากรัฐบาลไทยยังคงยืนยันที่จะ “ระงับการดำเนินการภายใต้ปฏิญญา” จนกว่ากัมพูชาจะขอโทษ จะมีผลกระทบหรือความเสี่ยงทางการทูตและความมั่นคงใดที่ไทยอาจต้องเผชิญในระยะยาวนอกเหนือจากการถูกระงับเจรจาภาษีจากสหรัฐฯ?
“มูลค่าความเสียหาย” ทางเศรษฐกิจที่ไทยอาจสูญเสียไปจากการถูกระงับการเจรจาภาษี หรือการที่สหรัฐฯ อาจเรียกเก็บภาษีในอัตราเดิม (19%) นั้น มีมูลค่าประมาณเท่าใด และส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมใดของไทยมากที่สุด?
3. นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย (อันวาร์ อิบราฮิม) ในฐานะประธานอาเซียน ได้มีการ “เร่งทำเอกสารในนามประธาน ASEAN” เพื่อย้ำความเข้าใจและให้ทั้งสองประเทศดำเนินการตามเงื่อนไขในปฏิญญาหรือไม่ และ เนื้อหาของเอกสารนั้นเป็นอย่างไร (เช่น เป็นกลาง หรือมีการระบุถึงการละเมิดของกัมพูชาด้วย)?
4. ในเมื่อความขัดแย้งนี้เกี่ยวข้องกับการละเมิดข้อตกลงโดยสมาชิกอาเซียนด้วยกัน กลไกของอาเซียน มีขีดจำกัดในการ ลงโทษหรือกดดัน กัมพูชาให้ปฏิบัติตามปฏิญญาอย่างไรบ้าง?
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทร. ลุยเก็บกู้ทุ่นระเบิดชายแดนตราด ปลอดภัยแล้ว 2.9 หมื่น ตร.ม.
ทร. เก็บกู้วัตถุระเบิดพื้นที่ชำราก–หนองรี จ.ตราด เพิ่มความปลอดภัยประชาชน ครอบคลุมแล้ว 29,242 ตารางเมตร หลังข้อตกลงหยุดยิง
'อัษฎางค์' ชี้ 'ศุภจี' เพชรเม็ดงามที่ 'อนุทิน' คว้ามาถูกที่ถูกเวลาที่สุด!
อัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ
'เอ็ดดี้' วิเคราะห์ทำไม 'อภิสิทธิ์' ไม่ประกาศชัด ไม่เอาส้ม-แดง เหมือนที่ประกาศไม่เอาเทา
บทวิเคราะห์ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ทำไม ’อภิสิทธิ์‘ ไม่ประกาศชัดๆ ว่าไม่เอาส้ม/แดง เหมือนที่ประกาศไม่เอาเทา
กองทัพ โต้ กัมพูชา ย้ำ จุดยืนไทย 4 ข้อ ยึดมั่นสันติภาพ เคารพข้อตกลงหยุดยิง
กองทัพ โต้ กัมพูชา ย้ำ จุดยืนไทย 4 ข้อ ยึดมั่นสันติภาพ เคารพข้อตกลงหยุดยิง และกฎหมายระหว่างประเทศ การสื่อสารข้อเท็จจริง
'อ.บุญส่ง' แพร่บทความ ประชาชนกัมพูชาในหมู่บ้านชายแดน : อธิปไตย และมนุษยธรรม
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง ประชาชนกัมพูชาในหมู่บ้านชายแดน: อธิปไตย และมนุษยธรรม มีเนื้อหาดังนี้

