'สโลแกนและผลงาน' ส่งผลภาพจำ 'พรรคการเมือง'

โพลเปิดผลสำรวจ จุดเด่นพรรคการเมือง ชี้ ภาพจำ สโลแกนเชิงนโยบาย กำหนดความเชื่อมั่นและการจดจำของประชาชนต่อพรรคการเมือง

23 พ.ย.2568 – สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลการสำรวจ เรื่อง จุดเด่นพรรคการเมือง จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,108 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 15 – 22 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

ผลการสำรวจครั้งนี้โดยภาพรวมสะท้อนให้เห็นว่า การรับรู้-ภาพจำ-และสโลแกนเชิงนโยบาย กลายเป็น “ตัวแปรหลัก” ที่กำหนดความเชื่อมั่นและการจดจำของประชาชนต่อพรรคการเมืองทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กในปี 2568 โดยมีความเปลี่ยนแปลงสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ พรรคใหญ่ยังคงครองระดับการรับรู้สูงเกิน 80-96% สะท้อนโครงสร้างฐานเสียงที่มั่นคง พรรคเปิดใหม่บางพรรคแสดงอัตราการเติบโตด้านการรับรู้ที่ทะยานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายในเวลาเพียง 1 เดือน สโลแกนและผลงานเป็นสิ่งที่ “ชี้นำการจดจำ” มากกว่าชื่อพรรคเพียงอย่างเดียว

ข้อมูลที่ได้จากโพลครั้งนี้จะช่วยให้ทุกพรรคทั้งใหญ่และใหม่รู้ว่า ประชาชนให้คุณค่ากับอะไรจริง ๆเช่น พรรคการเมืองผู้นำแบบใดที่คนไทยเชื่อมั่น นโยบายแบบไหนที่ประชาชนต้องการ ภาพจำอะไรที่ทำให้คนเลือกหรือไม่เลือกพรรค เมื่อพรรคการเมืองรับฟังเสียงประชาชนมากขึ้น  การออกแบบนโยบายก็จะแม่นยำขึ้น และประเทศก็จะมีอนาคตที่ดีขึ้น โดยคณะวิจัยหวังว่าจะมีพรรคการเมืองใหม่ ๆ เกิดขึ้นเป็นทางเลือกให้ประชาชนมากยิ่งขึ้นไปอีก

การรับรู้พรรคการเมืองขนาดใหญ่: ระดับสูงและเสถียร

เมื่อสอบถามถึงการรับรู้ต่อพรรคการเมืองขนาดใหญ่ทั้ง 5 พรรคมีระดับการรับรู้สูงมาก โดยเฉพาะ 3 พรรคแรก ได้แก่ พรรคประชาชน (96.8%) พรรคภูมิใจไทย (96.5%) และ พรรคเพื่อไทย (96.1%) ตัวเลขระดับใกล้เคียงกันแสดงให้เห็นว่า ทั้งสามพรรคยัง “ครองตำแหน่งพรรคหลักของประเทศ” ในมิติการรับรู้สาธารณะอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน พรรคพลังประชารัฐ (85.3%) และรวมไทยสร้างชาติ (81.4%) ยังคงอยู่ในระดับการรับรู้ที่สูง แม้ว่าจะเป็นช่วงที่บทบาทลดลงในบางมิติ ลักษณะดังกล่าวสะท้อนว่า พรรคใหญ่มีแบรนด์ทางการเมืองที่ฝังลึกในสังคมไทย แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างรวดเร็วในช่วงปีที่ผ่านมา

ภาพจำผลงานของพรรคใหญ่: ผลงานจริงนำมาซึ่งความเชื่อมั่น

เมื่อสอบถามถึง ภาพจำจากผลงานของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ สิ่งที่ค้นพบคือ “ภาพจำจากผลงาน” คือปัจจัยกำหนดความนิยมมากกว่า “ชื่อพรรค” โดยพบว่า พรรคภูมิใจไทย ได้รับการจดจำมากที่สุด (71.3%) จากภาพจำ “พูดแล้วทำ” และผลงานเชิงจริง เช่น คนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ ขายข้าวให้จีนหลายแสนตัน เกษตรกรยิ้มได้ และปราบสแกมเมอร์ เป็นต้น รองลงมาคือ พรรคประชาชน (64.7%) ถูกมองว่า “เพื่อประชาชน” ผ่านบทบาทตรวจสอบรัฐบาล แก้ทุจริต และการเมืองเชิงคุณธรรม และ พรรคเพื่อไทย (52.1%) มีภาพจำ “โอกาสไทยทำได้จริง” ผ่าน การต่อรองภาษีทรัมป์ ซอฟต์พาวเวอร์และความสามารถในการต่อรองเศรษฐกิจระยะสากล

ผลโพลดังกล่าวนี้ชี้ว่า ประชาชนให้คะแนน “ผลงานที่สะท้อนในชีวิตจริง” มากกว่าการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์เพียงอย่างเดียว

พรรคใหม่ที่เติบโตเร็ว: การเปลี่ยนผ่านของกระแสสังคม

จุดที่น่าสนใจที่สุดจากผลสำรวจคือการเติบโตของพรรคเปิดใหม่ 3 พรรคแรก ตามตารางที่ 3 ได้แก่ พรรคปวงชนไทย เพิ่มขึ้น +22.7 จุด (จาก 5.4 เป็น 28.1%) พรรคเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้น +17.1 จุด (จาก 47.8 เป็น 64.9%) พรรคไทยก้าวใหม่ เพิ่มขึ้น +15.1 จุด (จาก 33.8 เป็น 48.9%) การเพิ่มขึ้นของพรรคปวงชนไทยกว่า 4 เท่า ภายใน 1 เดือนสะท้อน “แรงส่งทางการเมืองอย่างชัดเจน” โดยเฉพาะในพื้นที่ออนไลน์-ชนชั้นแรงงาน-ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ในขณะที่ “พรรคเศรษฐกิจ” เติบโตบนฐานที่สูงเดิม ซึ่งเป็นสัญญาณของ “การขยายตัวในระดับประเทศ” ที่โดดเด่นในประเด็นความมั่นคงชายแดน ส่วนพรรคไทยก้าวใหม่ค่อย ๆ เติบโตในฐานคนรุ่นใหม่-ชนชั้นกลางเมือง ซึ่งสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของผู้นำพรรค

อย่างไรก็ตาม 3 สโลแกนที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มพรรคเปิดตัวใหม่คือ สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ – พรรคปวงชนไทย (48.5%) เมกะโปรเจกต์ นิคมการเกษตร พลิกเศรษฐกิจ – พรรคเศรษฐกิจ (47.3%) ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง – พรรคไทยก้าวใหม่ (39.6%) ข้อมูลนี้ชี้ว่า ประชาชน ต้องการสโลแกนที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น อาชีพ รายได้ ความมั่นคงอาหาร และการพัฒนาคน ไม่ใช่สโลแกนเชิงการเมืองแบบเดิม ๆ

กล่าวโดยสรุป ผลสำรวจนี้สะท้อนว่า โครงสร้างการเมืองไทยกำลังเคลื่อนไปสู่ความหลากหลายของนโยบาย ประชาชนไม่ได้เลือกจาก “พรรคใหญ่-พรรคเล็ก” แต่เลือกจากผลงานจริง ความโปร่งใส สโลแกนที่แก้ปัญหาตรงจุด ผู้นำที่น่าเชื่อถือ และความหวังใหม่ที่เป็นไปได้จริง พรรคใดสามารถเชื่อมโยง ความต้องการของประชาชน กับ การลงมือทำจริง ได้มากที่สุด พรรคนั้นจะเป็นผู้ได้เปรียบในสภาวะการแข่งขันทางการเมืองปี 2569 ที่กำลังมาถึง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กกต. แจงไม่มีอำนาจยกเลิกนโยบายประชานิยม ทำได้เพียงชี้ข้อสังเกตให้ประชาชนรับรู้

เลขาฯกกต. ย้ำพรรคการเมืองชงนโยบายหาเสียงต้องแจงที่มาของเงินให้ชัด พร้อมคอนเฟิร์มทันเวลาให้ปชช.อ่านก่อนเลือกตั้ง พร้อมระบุ กกต.แค่ตั้งข้อสังเกตได้แต่ยกเลิกนโยบายไม่ได้เอง

กกต.เผย 18 พรรคหนุน 14 พรรคต้านแก้รัฐธรรมนูญ!

กกต.เผย 35 พรรคแห่ร่วมแสดงความเห็นประชามติ แบ่งเป็น 18 พรรคหนุน 14 พรรคต้าน 3 พรรคจุดยืนพิเศษ เตรียมคัดเลือกตัวแทนผ่าน Zoom 23 ม.ค. หากตกลงไม่ได้จับสลาก ก่อนดีเบตทางการ 27 ม.ค.นี้

ทีมกฎหมายภูมิใจไทย แจ้งเอาผิด 'สื่อใหญ่' แพร่ข่าวเท็จจับหัวคะแนนโยงพรรคใหญ่ซื้อเสียงที่พิจิตร

นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีมีการนำเสนอข่าวว่า กกต.จับหัวคะแนนพรรคการเมืองใหญ่ซื้อเสียงว่า ช่วงการเลือกตั้งสื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์

กกต. ชี้ซื้อเสียง 7.5 พัน แค่ประเมิน ส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็วสกัดโซนแดง

'แสวง' ชี้ผลสำรวจซื้อเสียง 7,500 บาท อาจเพียงแค่ประเมิน ย้ำหน้าที่ กกต. ต้องทำให้เงินไม่มีความหมายต่อผลเลือกตั้ง ระดมหน่วยเคลื่อนที่เร็วสกัดพื้นที่สีแดงทุกภาค เตือนทุกฝ่ายผิดได้หมดแม้แต่เจ้าหน้าที่เอง

กลัวเสียงแตก! อดีตบิ๊กข่าวกรอง ตัดสินใจเลือกตั้งแบบทั้งเขตทั้งพรรค ไปสู้พรรคมาร

นันทิวัฒน์ บอกเลือก​ ​สส.เขตกับบัญชีรายชื่อ เดิมตั้งใจจะเลือกบัญชีรายชื่อหนึ่ง เพราะขื่นชมการทำงานของท่าน แต่ยอมรับตามตรงครับกลัวเสียงแตก​