
2ม.ค.2569-รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง ประชาชนกัมพูชาในหมู่บ้านชายแดน: อธิปไตย และมนุษยธรรม มีเนื้อหาดังนี้
การลงนาม “หยุดยิง” 72 ชั่วโมง ตั้งแต่เที่ยงวันของวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ระหว่างไทยกับกัมพูชา เพื่อลดระดับความตึงเครียดอันจะนำไปสู่การยุติการปะทะอย่างถาวร ถ้าไม่มีใครละเมิดการหยุดยิงนี้ก่อน โดยยึดหลัก “ตำแหน่งปัจจุบัน” ว่า “กำลังทหารของใครอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น ไม่เสริมกำลัง ไม่รุกคืบหน้า” เพื่อรักษาชีวิตประชาชน คงความชอบธรรมสากล และเปิดพื้นที่ให้การทูตทำงาน โดยความพร้อมทางทหารยังคงอยู่
อย่างไรก็ตาม การหยุดยิงครั้งนี้มิได้หมายถึงการได้มาซึ่ง “สันติภาพ” อย่างถาวร และมิใช่การยุติความซับซ้อนทั้งหมดของปัญหา โดยเฉพาะเมื่อความขัดแย้งทางทหารยังซ้อนทับอยู่กับปัญหาพลเรือนที่ฝังรากลึกมานานหลายทศวรรษ
หนึ่งในประเด็นที่อ่อนไหวที่สุด คือกรณีหมู่บ้านหลายแห่งซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยของไทย แต่มีประชาชนกัมพูชาหนีภัยจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเขมรแดงนับแสนคนเข้ามาอยู่อาศัย ซึ่งไทยก็ยินดีช่วยเหลือ ให้ความคุ้มครอง ให้ข้าวให้น้ำและที่พัก แต่เมื่อสงครามยุติลง ชาวกัมพูชาจำนวนมากกลับไม่ยินดีย้ายกลับ ยังคงอยู่ต่อ พร้อมก่อตั้งชุมชน หักล้างถางพงเป็นหมู่บ้าน มีวัด มีศาสนสถานอย่างถาวร ทำถนน มีทหารเข้ามาซ่องสุมกำลัง ออกลูกออกหลานต่อเนื่องกันมาร่วม 50 ปี แล้วทึกทักเอาว่าแผ่นดินบริเวณนั้นเป็นของตน กระทั่งจับกุมคนไทยที่เข้าไป อ้างว่ารุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาแล้วส่งตัวคุมขังในคุกเขมรก็มี
จนเมื่อความขัดแย้งของตระกูลผู้นำไทย กับ ฮุน เซ็น ระเบิดขึ้น ความเน่าเฟะของปัญหาอธิปไตยที่หมักหมมมานานก็กลายเป็นการสู้รบ กองทัพไทยถูกบีบบังคับให้ต้อง “พักรบ” เพื่อให้ฝ่ายกัมพูชาได้ฟื้นตัว ระดมกำลังทหารใหม่ และจัดหาอาวุธได้มากขึ้นเพื่อการรบในสงครามรอบใหม่ในคราวนี้ ที่ระหว่างการรบ ประชาชนกัมพูชาได้อพยพหลบหนีออกจากหมู่บ้านที่รุกล้ำเข้ามาจัดตั้งจนหมดสิ้น แต่เมื่อมีการตกลง “หยุดยิง” คนเหล่านี้ก็ร้องขอกลับเข้ามาอยู่อาศัยในหมู่บ้านเดิมอีก โดยอ้างว่าเป็นบ้านและที่ดินที่พวกเขาอยู่กันมาแล้วถึงครึ่งศตวรรษ แต่คราวนี้ฝ่ายไทย “ปฏิเสธ” โดยอ้างอธิปไตยและความมั่นคงของรัฐ
คำถามสำคัญคือ การปฏิเสธดังกล่าวเป็นการกระทำที่ชอบธรรมไหม และประชาชนกัมพูชากลุ่มนี้ควรได้รับอนุญาตให้กลับเข้ามาอีกหรือไม่
การทำความเข้าใจประเด็นนี้จำเป็นต้องแยกออกเป็นหลายชั้น มิฉะนั้นการถกเถียงจะสับสนระหว่างอารมณ์ ความเห็นใจ และหลักการของรัฐ
ประการแรก คือเรื่องสถานะของดินแดน หากพิสูจน์ได้ว่าหมู่บ้านดังกล่าวตั้งอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทยตามหลักเขตแดนระหว่างประเทศ หลักกฎหมายระหว่างประเทศให้สิทธิแก่รัฐเจ้าของดินแดนในการใช้อำนาจสูงสุดเหนือผืนดินนั้นอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุม การจัดการ หรือการกำหนดเงื่อนไขการเข้าออกของบุคคลต่างชาติ การหยุดยิงทางทหารไม่ได้หมายความถึงการเปลี่ยนแปลงอธิปไตย หรือสร้างสิทธิถาวรให้แก่พลเรือนของอีกฝ่ายหนึ่ง
ประการที่สอง คือสถานะของประชาชนกัมพูชาที่เข้ามาอยู่อาศัยแต่เดิม คนกลุ่มนี้มีสถานะเฉพาะ คือ เข้ามาในฐานะผู้ลี้ภัย การที่รัฐไทยเปิดพื้นที่ให้พักพิงในขณะนั้นเป็นการกระทำเชิงมนุษยธรรม ไม่ใช่การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือการมอบสิทธิทางอธิปไตย การได้อยู่อาศัยมาอย่างยาวนาน ไม่ก่อให้เกิดสิทธิครอบครองดินแดนในทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่อาจแปรสภาพเป็นสิทธิถาวรได้โดยอัตโนมัติ แม้ว่าส่วนหนึ่งเป็นความผิดของรัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ที่ปล่อยปละละเลย ย่อหย่อน หรือรับสินบนจนปราศจากความรับผิดชอบในหน้าที่ก็ตาม
ประการที่สาม คือบริบทของการหยุดยิง ข้อตกลง “ใครอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น” ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมกำลังทหาร ไม่ใช่เพื่อจัดสรรสถานะของพลเรือน การตีความข้อตกลงหยุดยิงให้ครอบคลุมถึงการกลับเข้ามาตั้งถิ่นฐานถาวรของประชาชนต่างชาติในพื้นที่พิพาท จึงเป็นการอ้างอย่างไร้สาระ เป็นการขยายความเกินกว่าขอบเขตของข้อตกลง และถ้ารัฐไทยยินยอม ก็อาจกลายเป็นปัญหาทางความมั่นคงในระยะยาวขึ้นมาได้
เมื่อพิจารณาตามหลักการดังกล่าว การที่ฝ่ายไทยไม่อนุญาตให้ประชาชนกัมพูชากลับเข้ามาอยู่อาศัยในหมู่บ้านเดิม จึงเป็นการกระทำที่ถูกต้องทั้งในเชิงอธิปไตยและความมั่นคงของรัฐ ไม่มีหลักกฎหมายระหว่างประเทศใดบังคับให้รัฐเจ้าของดินแดนต้องเปิดพื้นที่ให้พลเรือนของรัฐอื่นกลับมาตั้งถิ่นฐานถาวร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวด้านความมั่นคง
อย่างไรก็ตาม ความถูกต้องทางหลักการ ไม่ได้หมายความว่าการตัดสินใจดังกล่าวจะปราศจากต้นทุนทางการเมืองและมนุษยธรรม เด็กกัมพูชาที่เกิดและเติบโตในพื้นที่นั้น คนชราที่อยู่อาศัยมาจนชั่วชีวิต อาจกลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในเวทีระหว่างประเทศได้ แม้ข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางกฎหมาย แต่ก็มีพลังในเชิงวาทกรรมและภาพลักษณ์
ทางออกที่เหมาะสมที่สุดจึงไม่ใช่การเลือกข้างระหว่าง “ให้กลับทั้งหมด” หรือ “ห้ามทั้งหมด” หากแต่ควรเป็นการบริหารจัดการเชิงนโยบายที่แยกอธิปไตยออกจากมนุษยธรรม ไทยสามารถยืนยันสิทธิอธิปไตยเหนือดินแดนได้อย่างไม่คลุมเครือ ขณะเดียวกันก็ควรร่วมมือกับกัมพูชา อาเซียนและองค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ ในการจัดการด้านมนุษยธรรม การช่วยเหลือ การสนับสนุนการตั้งถิ่นฐานใหม่ในฝั่งกัมพูชา หรือการอนุญาตให้เข้าออกได้เป็นการชั่วคราวภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด โดยไม่เปิดช่องให้เกิดการตั้งถิ่นฐานถาวรในพื้นที่พิพาท
ประเด็นชายแดนหลังการหยุดยิงจึงไม่ใช่เป็นเพียงบททดสอบกำลังทหาร หากแต่เป็นบททดสอบวุฒิภาวะของรัฐ การยืนหยัดในหลักอธิปไตยควบคู่ไปกับความรับผิดชอบด้านมนุษยธรรม นี่คือเส้นบาง ๆ ที่รัฐจำต้องเดินอย่างระมัดระวัง และเป็นบทเรียนสำคัญว่าความสงบที่แท้จริง มิได้เกิดจากการหยุดยิงเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยการจัดการทางการเมืองและนโยบายที่รอบคอบในระยะยาวด้วย
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร
สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เมื่อวาทกรรมก้าวข้ามความเป็นจริง สู่การซ้ำเติมความแตกแยก
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง เมื่อวาทกรรมก้าวข้ามความเป็นจริง สู่การซ้ำเติมความแตกแยก มีเนื้อหาดังนี้
'บุญส่ง ชเลธร' แพร่บทความ เมื่อประเทศถูกทำให้เชื่อว่า 'มีบางคนขาดไม่ได้'
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง เมื่อประเทศถูกทำให้เชื่อว่า “มีบางคนขาดไม่ได้” มีเนื้อหาดังนี้
การตั้งคำถามต่อการใช้กำลังของรัฐ : เหตุผล ความรับผิดชอบ และอคติทางการเมือง
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง การตั้งคำถามต่อการใช้กำลังของรัฐ : เหตุผล ความรับผิดชอบ และอคติทางการเมือง มีเนื้อหาดังนี้
เลือกตั้งระหว่างสงคราม : ผลักประเทศเข้าสู่จุดเปราะบางที่สุด
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทตวมม เรื่อง เลือกตั้งระหว่างสงคราม: ผลักประเทศเข้าสู่จุดเปราะบางที่สุด มีเนื้อหาดังนี้
อย่ารีบ เจรจาหยุดยิง หากยังไม่สร้าง สันติภาพที่ยั่งยืน
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง อย่ารีบเจรจาหยุดยิง หากยังไม่สร้างสันติภาพที่ยั่งยืน มีเนื้อหาดังนี้
ไทยไม่พร้อมเจรจา! 'รมว.ต่างประเทศ' ย้ำไม่ต้องให้ประเทศที่สามเป็นตัวกลางประสานกัมพูชา
"สีหศักดิ์" ย้ำชัดไทยยังไม่พร้อมให้ประเทศที่สามช่วยประสานเจรจากับกัมพูชาขณะนี้

