'นักวิชาการ' ชี้วิกฤตความชอบธรรมของการเลือกตั้งไทย แนะใช้โอกาสนี้ปฏิรูป กกต.

13 ก.พ. 2569- รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง กกต.กับวิกฤติความชอบธรรมของการเลือกตั้งไทย มีเนื้อหาดังนี้

กระบวนการจัดการลงประชามติและการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ตลอดจนปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สังคมไทยไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป ความผิดพลาดเชิงการบริหารจัดการ การสื่อสารข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ขาดเอกภาพ และมาตรฐานการปฏิบัติงานที่แตกต่างกันในระดับหน่วยเลือกตั้ง มิได้เป็นเพียงข้อบกพร่องทางเทคนิคเฉพาะจุด หากแต่สะท้อนถึง “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ขององค์กรที่มีหน้าที่โดยตรงในการค้ำประกันความสุจริตและเที่ยงธรรมของกระบวนการประชาธิปไตย นั่นคือ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.)

ในทางหลักการ กกต.ถูกจัดตั้งขึ้นในฐานะองค์กรอิสระเพื่อทำหน้าที่เป็น “ผู้พิทักษ์กติกา” ของการแข่งขันทางการเมือง องค์กรอิสระในความหมายนี้ มิได้หมายถึงองค์กรที่ปลอดจากการตรวจสอบ หากแต่ต้องเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมือง ไม่เพียงแต่เป็นกลาง แต่ต้อง “ปรากฎความเป็นกลาง” เชิงประจักษ์ด้วย ขณะเดียวกันต้องยึดโยงกับความรับผิดชอบต่อสาธารณะอย่างเคร่งครัด เมื่อการจัดการเลือกตั้งก่อให้เกิด “ข้อกังขา” อย่างกว้างขวาง แต่กลับไม่ปรากฏความชัดเจนว่าใครคือผู้รับผิดชอบ และจะมีมาตรการใดในการแก้ไขปัญหาเพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา ภาวะเช่นนี้ย่อมทำให้สถานะของ กกต. เปลี่ยนจาก “องค์กรค้ำประกันประชาธิปไตย” ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของ “ปัญหาประชาธิปไตย” โดยปริยาย

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา คือ ความบกพร่องของ กกต. ไม่ควรถูกอธิบายเพียงในระดับคุณลักษณะของตัวบุคคล หรือสภาวะการขาดปฏิสัมพันธ์กับสาธารณะ แต่ต้องมองลึกไปถึงระดับโครงสร้างการบริหารจัดการ หากองค์กรขาดระบบกำกับติดตามภายในที่เข้มแข็ง “ไม่มีวัฒนธรรมความรับผิด” (Accountability Culture) และไม่มีมาตรฐานวิชาชีพที่ชัดเจน ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จัดการเลือกตั้ง “เละ” ในวันนี้ วันหน้าก็ “เละ” อีก

อีกมิติหนึ่งที่ไม่อาจละเลย การเลือกตั้งมิใช่เพียงขั้นตอนทางเทคนิคตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่เป็นรากฐานของความยินยอมพร้อมใจของประชาชนต่ออำนาจรัฐ เมื่อประชาชนเริ่มตั้งคำถามต่อความสุจริตและความเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง ความชอบธรรมของรัฐบาลและสภานิติบัญญัติย่อมถูกสั่นคลอนตามไปด้วย ในระยะยาวสภาวะเช่นนี้จะบ่อนทำลายศรัทธาต่อระบบรัฐสภา และอาจกลายเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับแนวคิด “อำนาจนิยม” ที่ใช้การปฏิวัติรัฐประหารเป็นเครื่องมือ ที่อ้างความมีประสิทธิภาพเข้ามาแทนที่

การวิพากษ์วิจารณ์ กกต. จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การตำหนิความบกพร่องเฉพาะหน้า หากแต่ต้องชี้ให้เห็นความจำเป็นของการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ตั้งแต่กระบวนการสรรหาที่ต้องโปร่งใส เปิดกว้าง และยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น การสร้างกลไกตรวจสอบจากภาคประชาชนที่มีความเป็นอิสระ ไปจนถึงการ “ต้อง” ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลการบริหารจัดการให้สาธารณะสามารถตรวจสอบได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ขมุกขมัวเป็น “ถ้ำมืด” เหมือนในปัจจุบัน

สาระสำคัญของการวิพากษ์มิใช่เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ หากแต่เป็นการเรียกร้องให้ กกต.กลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามอุดมคติที่ควรจะเป็น กล่าวคือ เป็นสถาบันที่ประชาชนสามารถเชื่อมั่นได้ว่าจะยืนอยู่บนหลักการ กติกา มากกว่าการใช้การตีความทางกฎหมายเพื่อความอยู่รอด วิกฤติศรัทธาต่อ กกต. คือบททดสอบสำคัญว่า สังคมไทยจะเลือกปล่อยให้ความบกพร่องเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติ หรือ จะใช้โอกาสนี้ผลักดันการปฏิรูปเชิงสถาบันอย่างจริงจัง เพื่อทำให้การเลือกตั้งกลับมาเป็น “กลไกแห่งความหวัง” ที่สะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนอีกครั้ง

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'กกต.' ระทึก! ศาลฎีกาชี้ชะตาชดใช้ 70 ล้าน คดีใบส้ม

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ปูพื้นคดีใบส้ม 70 ล้าน ก่อนถึงวันอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาวันพรุ่งนี้

'เลขาสภา' แจงไทม์ไลน์เปิดประชุมรัฐสภาเลือก 'ประธานสภา-นายกฯ'

'เลขาสภา' แจงไทม์ไลน์เปิดประชุมรัฐสภา รอจำนวน สส.ที่เหมาะสมก่อน ยอมรับ เป็นไปได้เลือกประธานสภา มี.ค.นี้ ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองอันดับหนึ่ง ระบุรายงานตัวช้าไม่เป็นปัจจัย