ทบ. โต้กัมพูชา บิดเบือนข้อมูลในเวที UN ย้ำไทยยึดหลักกฎหมายสากล-ข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด
26 กุมภาพันธ์ 2569 - พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากกรณีที่นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 61 (United Nations Human Rights Council) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวานนี้ (24 ก.พ.69) เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกองทัพบก ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง และขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงในถ้อยแถลงร่วม (Joint statement) เมื่อ 27 ธ.ค.68 ดังนี้
1. กรณีที่ นายปรักกล่าวว่า “ข้อตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 ที่บรรลุเมื่อปลายปี 2025 นั้นมีความเปราะบาง และเรียกร้องให้ไทยมีการเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงทั้งหมดอย่างเคร่งครัด”
โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า ข้อตกลงหยุดยิงตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) มิได้มีความเปราะบางดังที่รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าวอ้าง หากแต่เป็นกรอบแนวทางปฏิบัติที่ได้ตกลงร่วมกัน มีความเข้มแข็ง ซึ่งสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีได้ หากทุกฝ่ายยึดถือและปฏิบัติตามอย่างจริงใจ ทั้งนี้ ไทยและกัมพูชาได้เห็นชอบยอมรับร่วมกัน ซึ่งได้มีการลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68
โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กองทัพไทยได้ให้ความสำคัญและยึดถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่กลับเป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่มีพฤติการณ์ที่ไม่สอดคล้องกับข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนต่อเวทีนานาชาติ, การแสดงพฤติกรรมยั่วยุของกำลังพลในพื้นที่แนวหน้า ตลอดจนการไม่แสดงเจตนารมณ์อย่างจริงใจในการร่วมดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน
นอกจากนี้ การที่รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาออกมากล่าวถ้อยแถลงในลักษณะดังกล่าว ยังสะท้อนถึงการไม่ให้ความสำคัญต่อข้อตกลงที่ได้ร่วมกันกำหนดไว้ และไม่เอื้อต่อกระบวนการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีอย่างแท้จริง
2. กรณีที่ระบุว่า “การปฏิบัติงานของทหารไทยได้ขยายไปยังเขตชายแดนหลายแห่ง ส่งผลให้พลเรือนกว่า 650,000 คนต้องพลัดถิ่น และมากกว่า 80,000 คนไม่สามารถกลับบ้านได้ บ้านเรือนถูกทำลาย มีการตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และปิดกั้นทางเข้าออกด้วยลวดหนาม”
โฆษกกองทัพบกยืนยันว่า หลายแห่งอยู่ในเขตอธิปไตยไทย แต่ฝ่ายกัมพูชาได้ทำการรุกล้ำมายาวนาน ซึ่งฝ่ายไทยปฏิเสธและไม่ยอมรับมาโดยตลอด
สำหรับในบางพื้นที่ ในช่วงที่มีสถานการณ์การสู้รบที่ผ่านมา ได้ถูกใช้เป็นพื้นที่ ที่กัมพูชาใช้โจมตีทำร้ายทหารและพลเรือนฝ่ายไทย จึงถือเป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่มีความสำคัญและเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนชาวไทย ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องเข้าควบคุมเฝ้าระวังพื้นที่ดังกล่าว เพื่อยับยั้งการถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการโจมตีจากฝ่ายไทย
ซึ่งต่อมาภายหลังที่ทั้งสองประเทศได้มีข้อตกลงหยุดยิงกัน เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68 ทำให้มีการคงกำลังไว้เพื่อเฝ้าระวังในบางพื้นที่ดังกล่าว โดยเป็นไปตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในถ้อยแถลงร่วม ข้อที่ 2 ซึ่งระบุว่า “ให้แต่ละฝ่ายคงการวางกำลังในพื้นที่เดิมภายหลังการหยุดยิง”
ส่วนการวางเครื่องกีดขวางด้วยตู้คอนเทนเนอร์ และรั้วลวดหนามนั้น ก็เป็นเพียงมาตรการรักษาความปลอดภัยชั่วคราว เพื่อป้องกันการเผชิญหน้า ที่อาจนำไปสู่การกระทบกระทั่งกันในพื้นที่
สำหรับกรณีที่อ้างว่ามีพลเรือนกัมพูชาต้องเป็นผู้พลัดถิ่น 650,000 นั้น เป็นตัวเลขที่ดูเกินเลยความเป็นจริงไปมาก เพราะในช่วงที่ทั้งไทยและกัมพูชา มีการใช้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้กัน ฝ่ายไทยได้พยายามจำกัดวงการใช้อาวุธให้อยู่ในขอบเขตเฉพาะเป้าหมายทางทหาร ที่มีผลต่อการคุกคามฝ่ายไทยเท่านั้น การใช้อาวุธจะมีเป้าหมายอยู่ภายในขอบเขตพื้นที่บริเวณแนวชายแดนเป็นหลักเท่านั้น ซึ่งจะไม่ส่งกระทบต่อประชาชนกัมพูชาในพื้นที่อื่นๆ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล
สำหรับกรณีที่อ้างว่ามีประชาชนกัมพูชาบางส่วนไม่สามารถกลับบ้านได้มีจำนวนสูงถึง 80,000 คนนั้น เป็นเรื่องเท็จ โดยเป็นเรื่องที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือน ซึ่งในข้อเท็จจริง ในพื้นที่ 3 หมู่บ้านหลักในจังหวัดสระแก้ว จะมีเพียงไม่เกิน 1,000 ครัวเรือน หรือหากคิดเป็นจำนวนบุคคล จะมีเพียงหลักพันคนเท่านั้น
ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นประชาชนกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาอยู่อาศัยในเขตพื้นที่อธิปไตยของประเทศไทย จากการที่ไทยเคยได้ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาในอดีต ในสมัยที่กัมพูชามีปัญหาสงครามภายในประเทศ โดยในแต่ละปีที่ผ่านมาได้มีการขยายชุมชนเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าฝ่ายไทยจะได้มีการทักท้วงมาตลอด โดยพยายามเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาแก้ไขปัญหา แต่กัมพูชากลับเพิกเฉย ไม่ให้ความร่วมมือ ดังนั้นกลุ่มบุคคลดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นผู้พลัดถิ่น แต่เป็นผู้ที่บุกรุก หรือผู้รุกล้ำอธิปไตยประเทศไทย
ดังนั้น แทนที่ฝ่ายกัมพูชาจะออกมากล่าวให้ร้ายฝ่ายไทยต่อเวทีนานาชาติต่อกรณีดังกล่าว กัมพูชาควรหันกลับไปดำเนินการบริหารจัดการ เพื่อดูแลประชาชนกัมพูชาของตนจะดูเหมาะสมกว่าเพื่อให้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล ให้เหมือนที่ประเทศไทยเคยดูแลพี่น้องผู้อพยพชาวกัมพูชาเมื่อครั้งในอดีต
สุดท้ายนี้ โฆษกกองทัพบกกล่าวเพิ่มเติมว่า จากเหตุการณ์ทั้งในครั้งนี้และที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าแม้กัมพูชาทราบข้อเท็จจริงของสถานการณ์ดีอยู่แล้ว แต่ยังคงนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนต่อเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อพยายามลดความน่าเชื่อถือของไทย หรือนำข้อมูลเพื่อรับการสนับสนุนด้านมนุษยธรรมจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงที่ได้ให้ร่วมกันไว้ จึงขอเรียกร้องให้กัมพูชายุติการให้ข้อมูลซ้ำเดิมที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ของทั้งสองประเทศ ทวีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น จึงควรหันมาร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และจริงใจภายใต้กลไกทวิภาคีอย่างสร้างสรรค์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ดิ้นไม่หลุด! ภาพมุมสูงมัดกัมพูชาตั้งฐานทหาร-อาวุธรอบปราสาทพระวิหาร หลังปฏิเสธมาตลอด
กองทัพเปิดเผยภาพมุมสูงบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร แสดงให้เห็นสภาพพื้นที่และจุดจัดตั้งตำแหน่งทางทหารของฝ่ายทหารกัมพูชา โดยภายในพื้นที่ดังกล่าวพบการนำอาวุธ
ตบหน้าเขมร! วธ. โชว์ภาพต้นฉบับ 'ชุดไทย' 120 ปี ประท้วงเวที MU Cambodia
วธ. ร่อนหนังสือประท้วงเวที Miss Universe Cambodia ละเมิดใช้ภาพ 'ชุดไทย' ฟิลม์กระจกมรดกความทรงจำโลก แฉเขมรลบลายน้ำกรมศิลป์
ทร.ชี้ไทย-เขมรส่อรอบ3
วุฒิสภาจัดเสวนา เกาะกูดสู่ความมั่นคงชายแดน ทหารดีใจ สว.ประสานอนุมัติงบสร้างถนนบนเกาะกูด ใช้ขนปืนใหญ่ข่มกัมพูชา "บิ๊ก ทร." ชี้ในฐานะมุมมองนักการทหารเชื่อว่ามีโอกาสปะทะแนวชายแดนรอบใหม่ เพราะเขมรค่อนข้างสูญเสียเยอะ มีการเสริมเขี้ยวเล็บวันใดวันหนึ่งอาจจะฮึดขึ้นมาอีกรอบ
'บิ๊กปู' เซ็นแบ่งงาน 3 เสือ ทบ.-รอง เสธ.ทบ.
พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ลงนามในคำสั่งกองทัพบก1508/69 เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผช.ผบ.ทบ.)เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) และรองเสนาธิการทหารบก (รองเสธ.ทบ.)
ทหารเรือจับตาชายแดนตราด ชี้มีโอกาสปะทุอีกรอบ ลั่นพร้อมโต้กลับ
“ผบ.กก.รฝ.1” เผยสถานการณ์ชายแดนยังต้องเฝ้าระวัง ประเมินฝ่ายตรงข้ามอยู่ระหว่างเสริมขีดความสามารถ และมีโอกาสที่สถานการณ์จะปะทุขึ้นอีก ย้ำกองทัพเรื
แห่สมัคร 'พลทหารอาสา' เกือบ 8 พันนาย คัดเลือกครั้งแรก 28 พ.ย.
ยอดสมัคร 'พลทหารอาสา' 8 วัน ทุกเหล่าทัพ รวม 7,898 นาย คิดเป็น 31.59% จากยอดเปิดรับทั้งหมด 25,000 นาย กำหนดคัดเลือกครั้งที่ 1 วันที่ 28 พ.ย.

