'นักวิชาการ' ชำแหละ 'ลอตเตอรี่ใบเสร็จ' บิดหลักการเก็บภาษีกลายเป็น 'การพนัน' แก้ปัญหาผิดจุด

28 ม.ค. 2569- รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธรสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง ลอตเตอรี่ใบเสร็จ : เมื่อภาษีกลายเป็นการพนัน

มีการอ้างว่า “ไต้หวัน” ทำโครงการ “ลอตเตอรี่ใบเสร็จ” อย่างที่พรรคเพื่อไทยนำมาเป็นแบบอย่างในการเสนอนโยบาย “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ว่าประสบความสำเร็จด้วยดี จนพูดกันว่าเป็นนวัตกรรมทางนโยบายที่ช่วยเพิ่มการปฏิบัติตามกฎหมายภาษี ถือเป็นตัวอย่างเชิงบวกให้ประเทศไทยได้

อย่างไรก็ดี การพิจารณา “นโยบายสาธารณะ” โดยยึดความสำเร็จของประเทศหนึ่ง โดยไม่วิเคราะห์ความเหมาะสมเชิงโครงสร้างของสังคมตนเอง ย่อมมีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่หลงทิศผิดทาง และอาจสร้างปัญหาใหม่ที่ร้ายแรงกว่าเดิม อย่าลืมว่า กลไกที่ใช้ได้ผลในสังคมหนึ่ง มิได้หมายความว่าจะต้องใช้ได้กับอีกสังคมหนึ่งโดยอัตโนมัติ

ในเชิงหลักการ นโยบาย “ลอตเตอรี่ใบเสร็จ” ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า การกระตุ้นด้วยเงิน จะทำให้ประชาชน “อยากได้ใบเสร็จ” มากขึ้น อันเป็นการช่วยลดการเลี่ยงภาษีของผู้ประกอบการและเพิ่มรายได้รัฐ

ตรรกะเช่นนี้สะท้อนความ “เปราะบาง” ของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพลเมืองมากกว่าความเข้มแข็งของระบบภาษีสมัยใหม่ เพราะรัฐสมัยใหม่ควรตั้งอยู่บนฐานของ “ความชอบธรรม” “ความไว้วางใจ” และ “จริยธรรม” ของการเสียภาษีในฐานะหน้าที่พลเมือง มิใช่บนฐานของการจูงใจให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมายผ่านการเล่น “หวย” หากรัฐจำเป็นต้อง “ให้รางวัล” เพื่อให้ประชาชนยอมทำสิ่งที่เป็น “หน้าที่พื้นฐาน” อยู่แล้ว ย่อมสะท้อนว่ารัฐ “ล้มเหลว” ในการสร้างวัฒนธรรมภาษีและความศรัทธาต่อระบบการคลัง

สำหรับสังคมไทย นโยบายเช่นนี้ยิ่งควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง เพราะสังคมมีปัญหาเชิงโครงสร้างด้าน “การพนัน” อย่างรุนแรงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสลากกินแบ่งรัฐบาล หวยใต้ดิน หรือการพนันออนไลน์ การที่รัฐจะเพิ่ม “การพนันเชิงนโยบาย” เข้าไปอีกหนึ่งรูปแบบ ภายใต้ข้ออ้างว่าเป็นการปฏิรูปภาษี คือการตอกย้ำค่านิยมว่าการที่ประชาชนรอคอยและตั้งความหวังอยู่กับ “โชคลาภ” เป็นสิ่งที่รัฐยอมรับและสนับสนุน แทนที่รัฐจะทำหน้าที่ “ลดบทบาท” ของการพนันในสังคม กลับกลายเป็นว่ารัฐสนับสนุน “การพนัน” แถมใช้เป็น “เครื่องมือ” ทางการคลังเสียเอง ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับนโยบายสาธารณะที่มุ่งลดพฤติกรรมเสี่ยงและสร้างวินัยทางสังคม

นโยบายลักษณะนี้ยังมี “ต้นทุนแฝง” ที่ไม่อาจมองข้าม แม้จะมีข้ออ้างว่าเงินรางวัล 9 ล้านต่อวัน มาจากรายได้ภาษีที่จะได้เพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริง รัฐต้องแบกรับต้นทุนอื่น ๆ อีกจำนวนมาก ทั้งในด้านการบริหารจัดการ การประชาสัมพันธ์ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การตรวจสอบความโปร่งใส และการป้องกันการทุจริต เมื่อรวมต้นทุนทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้ว ย่อมเกิดคำถามว่า ทรัพยากรเหล่านี้จะคุ้มค่ากว่าหรือไม่ หากนำไปลงทุนกับการเพิ่มขีดความสามารถของกรมสรรพากรโดยตรง เช่น การพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูล การเชื่อมฐานข้อมูลรายได้ หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบเชิงระบบ แทนที่จะใช้กลไกเชิงพฤติกรรมที่อ้อมค้อมและสิ้นเปลืองในระยะยาว

ยิ่งไปกว่านั้น นโยบาย “ลอตเตอรี่ใบเสร็จ” ยังมีปัญหาเชิงความเป็นธรรมทางสังคมและภาษี เพราะโดยธรรมชาติแล้ว กลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือผู้ที่มีการบริโภคสูง กล่าวคือยิ่งใช้จ่ายมาก ยิ่งมีโอกาสลุ้นรางวัลมาก ขณะที่ประชาชนรายได้น้อยซึ่งมีการใช้จ่ายจำกัด แทบไม่ได้ประโยชน์ใดจากนโยบายนี้เลย ในสังคมไทยซึ่งมีความเหลื่อมล้ำมากอยู่แล้ว การออกแบบนโยบายที่เอื้อประโยชน์เชิงโอกาสให้แก่ผู้บริโภคระดับบนมากกว่าผู้มีรายได้น้อย ย่อมขัดกับหลักความเป็นธรรมทางภาษี และไม่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างแต่อย่างใด

ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ นโยบายลักษณะนี้มีแนวโน้มเบี่ยงเบนความสนใจของสังคมออกจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริงของระบบภาษีไทย ซึ่งไม่ได้อยู่เพียงที่การไม่ขอใบเสร็จของผู้บริโภคหรือการไม่ออกใบเสร็จของร้านค้ารายย่อยเท่านั้น หากอยู่ที่การยกเว้นภาษีจำนวนมาก การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียม การเลี่ยงภาษีของทุนขนาดใหญ่ ระบบภาษีก้าวหน้าที่อ่อนแอ และความไม่กล้าแตะต้องผลประโยชน์ของชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ การนำ “ลอตเตอรี่ใบเสร็จ” มาใช้ เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และเปิดทางให้รัฐหลีกเลี่ยงการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ยากกว่า แต่จำเป็นกว่าอย่างแท้จริง

ในสังคมที่ประชาชนยังตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของรัฐ การที่รัฐจะเข้าไปเป็น “ผู้จัดลอตเตอรี่” จะยิ่งเสี่ยงต่อการบั่นทอนความเชื่อมั่นของสาธารณะ หากเกิดข้อสงสัยแม้เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับความโปร่งใสของการจับรางวัลหรือการบริหารระบบ ความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของรัฐอาจสูงกว่าผลประโยชน์ทางรายได้จากภาษีที่ได้รับ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้ามได้ในบริบทการเมืองและการบริหารของไทย

กล่าวโดยสรุป แม้ “ลอตเตอรี่ใบเสร็จ” ของ “ไต้หวัน” อาจจะประสบความสำเร็จในบริบทเฉพาะของตน แต่ในสังคมไทย นโยบายลักษณะนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะ “บิด” หลักการจัดเก็บภาษีของรัฐ แถมตอกย้ำวัฒนธรรมการพนัน แก้ปัญหาผิดจุด และเบี่ยงเบนความสนใจจากการปฏิรูปโครงสร้างที่จำเป็นกว่า นโยบายนี้จึงไม่ควรถูกยกมาเป็นต้นแบบเชิงนโยบายโดยปราศจากการวิพากษ์อย่างรอบด้านและจริงจัง

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิชาการ ชำแหละประชานิยมแบบสิ้นคิด สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน!

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเห็นเรื่อง “ประชานิยมแบบสิ้นคิด สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้

นโยบาย 'เพี้ยน' ขัดรัฐธรรมนูญ ขัดกฎหมายระหว่างประเทศ กับความเงียบงันของ กกต.

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง นโยบาย “เพี้ยน” กับความเงียบงันของ กกต. มีเนื้อหาดังนี้

'กัมพูชา' กับการ ล้ำเส้นอธิปไตยไทย สวนทางกับจิตวิญญาณของ 'อาเซียน'

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง กัมพูชากับการล้ำเส้นอธิปไตยไทย มีเนื้อหาดังนี้

รัฐมนตรีคนนอก : ประชาธิปไตยที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนอย่างถูกกฎหมาย

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง รัฐมนตรีคนนอก : ประชาธิปไตยที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนอย่างถูกกฎหมาย มีเนื้อหาดังนี้