
14 ม.ค. 2569- รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง กัมพูชากับการล้ำเส้นอธิปไตยไทย มีเนื้อหาดังนี้
ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทย หลังจากความขัดแย้งรุนแรงทางทหารกับกัมพูชาถึงสองครั้ง ความรู้สึกไม่ไว้วางใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศยังคุกรุ่น ดังนั้น การที่รัฐมนตรีอาวุโส นายแก้ว เรมี ของกัมพูชา ออกมาแสดงความเห็นเชิงเรียกร้องให้ประชาชนไทยเลือกพรรคการเมืองบางพรรค และปฏิเสธพรรคการเมืองบางพรรค โดยอ้างว่าสงครามอีกครั้งจะ “เกิด” หรือ “ไม่เกิด” ขึ้นอยู่กับการเลือกของประชาชนในครั้งนี้ ซึ่งการผูกผลของการเลือกตั้งเข้ากับสงคราม ถือเป็นประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามได้ ทั้งในเชิงหลักการทางกฎหมายระหว่างประเทศ และในเชิงจริยธรรมทางการเมือง
หลักพื้นฐานของระบบรัฐสมัยใหม่ การเลือกตั้งเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยโดยตรงของประชาชน และเป็นกิจการภายในของรัฐ หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน (non-interference) จึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำสวยหรูในเอกสารทางการทูต แต่เป็นกลไกค้ำยันเสถียรภาพของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีประวัติความขัดแย้งต่อกันในหลาย ๆ พื้นที่มาอย่างยาวนาน
ถ้อยแถลงที่ระบุชื่อพรรคการเมืองของรัฐมนตรีกัมพูชาอย่างเจาะจง และเชื่อมโยง “ชัยชนะ” หรือ “พ่ายแพ้” ของพรรคเหล่านั้นเข้ากับภัยสงคราม แม้จะอ้างว่าเขียนเป็นการส่วนตัวใน Fb ของตน แต่ในความเป็นจริง “สถานะทางการ” ของรัฐมนตรีอาวุโสย่อมผูกติดกับตัวบุคคล จนไม่อาจแยกขาดจากกันได้ในสายตาของนานาชาติ การใช้พื้นที่ส่วนตัวสื่อสารเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นเพียงคำแก้ตัวทางเทคนิกที่ไร้น้ำหนัก ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมนี้ยังเข้าข่ายการทำ “สงครามข้อมูลข่าวสาร” (Information Warfare) โดยใช้วาทกรรมเรื่องสงครามมาเป็นยุทธวิธีสร้างความหวาดกลัว เพื่อกดดันให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัดสินใจภายใต้ภาวะไม่ปกติ ซึ่งถือเป็นการบิดเบือนเจตจำนงเสรีของประชาชนไทยอย่างรุนแรง
การกระทำดังกล่าวมิได้เป็นเพียงความเห็นที่ไร้มารยาทเท่านั้น แต่เป็นการข้ามเส้นเขตแดนทางอธิปไตยอย่างเป็นระบบ การนำ “สันติภาพ” มาเป็นเครื่องมือต่อรองหรือข่มขู่ในระนาบการเมืองเช่นนี้ เป็นการส่งสัญญาณที่อันตรายว่าความมั่นคงของไทยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจทางการเมืองของประชาชนที่จะลงคะแนนเสียง เป็นการผลิต “ศัตรูทางการเมืองข้ามชาติ” ซึ่งในระยะยาวจะยิ่งทำให้การสร้าง “สันติภาพ” ยากมากขึ้น ไม่ใช่ง่ายขึ้น หากพิจารณาจากบทเรียนทางประวัติศาสตร์ เช่น กรณีความขัดแย้งปราสาทพระวิหาร จะเห็นได้ว่าการนำประเด็นความมั่นคงทางทหารมาปลุกปั่นเพื่อหวังผลทางการเมืองนั้น มักนำไปสู่บาดแผลที่ลึกและเยียวยาได้ยากเพียงใด การนำเรื่องสงครามกลับมาขู่ประชาชนไทยในวันนี้จึงเป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างยิ่ง
ในบริบทของอาเซียน การกระทำเช่นนี้ยังสวนทางกับจิตวิญญาณของภูมิภาคที่ยึดถือการไม่แทรกแซงเรื่องภายในของกันและกัน ให้ความเคารพ และการแก้ไขปัญหาที่มีด้วยสันติวิธี หากถ้อยแถลงลักษณะนี้ถูกปล่อยผ่านไปโดยปราศจากการทักท้วง ก็ย่อมกลายเป็นบรรทัดฐานอันตราย ที่เปิดช่องให้รัฐใดรัฐหนึ่งใช้การเมืองภายในของประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ ซึ่งจะทำให้อาเซียนสูญเสียความเชื่อมั่นในฐานะภูมิภาคที่มีเสถียรภาพ
ที่สำคัญที่สุด การแสดงความเห็นเช่นนี้ คือการลดทอนศักดิ์ศรีของประชาชนไทยในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย เพราะมองการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ใช่ในฐานะการกำหนดอนาคตของตนเอง แต่เป็น “ตัวแปร” ในสมการความมั่นคงของรัฐ ซึ่งไทยต้องคัดค้านและประนามต่อถ้อยแถลงของนายแก้ว เรมี อย่างจริงจัง เราต้องไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาดต่อการล่วงล้ำอำนาจอธิปไตยไทยของกัมพูชา
การวิพากษ์และประณามการแสดงความเห็นข้ามพรมแดนเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะถูกตีความว่าเป็นชาตินิยมสุดโต่ง หรือเป็นการยั่วยุความขัดแย้ง หากแต่เป็นการยืนยันหลักการพื้นฐานว่า สันติภาพไม่ควรถูกใช้เป็น “เครื่องมือ” ทางการเมือง และการเลือกตั้งไม่ใช่พื้นที่ต่อรองของใคร นอกจากประชาชนคนไทยเท่านั้น
สิ่งเหล่านี้ไม่ควรที่ชนชั้นปกครองของกัมพูชาจะไม่เข้าใจ หรือ แกล้งไม่เข้าใจ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เมื่อรัฐ 'บังคับ' ให้พ่อแม่ต้องบอกว่า 'ลูกไม่ได้เลี้ยงดู' เลิกมองความยากจนแบบ 'ขาว-ดำ'
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง เมื่อรัฐ “บังคับ” ให้พ่อแม่ต้องบอกว่า “ลูกไม่ได้เลี้ยงดู” มี่เนื้อหาดังนี้
'อนุทิน' โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forum ผนึกกำลังสมาชิก วางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคง ดันแลนด์บริดจ์
เวลา 08.30 น. ณ โรงแรม Melia Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าก
ตบหน้าส้ม! 'ยุบองคมนตรี' ความเข้าใจประชาธิปไตยที่คับแคบ
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง "องคมนตรี กับความเข้าใจที่คับแคบต่อประชาธิปไตย"
นักวิชาการ สั่งสอนพรรคส้ม สร้างวาทกรรมผูกขาดประชาธิปไตย
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เขียนบทความเรื่อง วาทกรรม“ประชาชน”: เมื่อการอ้างประชาธิปไตย คือการผูกขาด
'อดีตบิ๊กทอ.' สรุป 11 ข้อ ถ้ากัมพูชามีกองทัพอากาศ ใช้เวลากี่ปีจึงมีประสบการณ์ทัดเทียมทอ.ได้
พลอากาศโทวัชระ ฤทธาคนี หรือ เสธ.นิด อดีตนายทหารนักบินกองทัพอากาศ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ว่า

