'อ.บุญส่ง' เปรียบความแตกต่าง 'นโยบายเพื่อประชาชน' กับ 'การซื้อเสียงเชิงนโยบาย'

30 ม.ค. 2569 - รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง “นโยบายเพื่อประชาชน” กับ “การซื้อเสียงเชิงนโยบาย” มีเนื้อหาดังนี้

ทุกครั้งที่ประเทศเดินเข้าใกล้วันเลือกตั้ง การเมืองไทยมักเจอการแสดงในบทเดิม ๆ แม้จะเห็นว่ามีพรรคการเมืองหลายพรรคพยายามอธิบายอนาคตของประเทศ แต่สิ่งที่พรรคส่วนข้างมากทำมากกว่าคือการแย่งกันยก “ตัวเลข” ขึ้นมาอวดอ้าง ว่าใครให้มากกว่า ใครแจกกว้างกว่า หรือใครหว่านทั่วถึงกว่า สภาวะพวกนี้มิใช่ตลาดทางปัญญา แต่คือความล้มเหลวทางการเมืองที่แปรสภาพไปสู่ “ตลาดการประมูล” ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้ถูกกระตุ้นให้คิด แต่ถูกเชิญให้เลือกจากข้อเสนอที่ “หวือหวา” ที่สุด ประชาธิปไตยในสภาพนี้ไม่ได้ทำหน้าที่สร้างพลเมืองให้มี “จิตสำนึก” และ “ความรับผิดชอบ” ต่อสังคม หากแต่กำลังฝึกให้ประชาชน “คุ้นชิน” กับการ “แบมือ” รอรับของแจกจนเป็นนิสัย

คำว่า “นโยบายเพื่อประชาชน” ถูกเลือกใช้เป็น “ฉลาก” สวยงาม ติดไว้บนทุกคำสัญญา ขณะที่ความเป็นจริงของสิ่งซึ่งควรถูกเรียกตรง ๆ ว่า “การซื้อเสียงเชิงนโยบาย” กลับได้รับการปกป้องในนามของการเข้าใจต่อความต้องการของประชาชน ทั้งที่ความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนี้ชัดเจนอย่างยิ่งในเชิงวิชาการ นโยบายสาธารณะที่แท้จริงต้องเป็น “สัญญาที่สมบูรณ์” (Complete Contracts) ที่อธิบายได้ ตอบคำถามได้ และกล้ายอมรับได้ด้วยว่า การช่วยเหลือวันนี้ย่อมมี “ต้นทุน” ที่ต้องจ่ายในวันหน้า ส่วน “การซื้อเสียงเชิงนโยบาย” คือ นโยบายที่ออกแบบเพื่อให้ได้คะแนนเสียงในระยะสั้น โดยไม่เปิดเผยต้นทุนทางการคลัง ผลกระทบเชิงโครงสร้าง และภาระระยะยาวอย่างโปร่งใส ลักษณะเช่นนี้ จึงไม่อาจมีคำชี้แจงใด ๆ นอกจากความเงียบ ความตื่นเต้น และการหลีกเลี่ยงคำถามที่อาจทำให้ “คำสัญญา” ดูเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือและไร้สาระได้

การที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือในสังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่การเมืองทำให้การตั้งคำถามกลายเป็นเรื่องน่ารำคาญ ใครก็ตามที่ถามว่าจะเอา “เงินมาจากไหน” หรือ “จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป” มักถูกมองว่าไม่เข้าใจความเดือดร้อนของคนยากคนจน ทั้งที่ในความเป็นจริง คำถามเหล่านี้คือความรับผิดชอบ “ขั้นต่ำ” ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หากสังคมยอมรับนโยบายที่ไม่กล้าตอบคำถาม ก็เท่ากับยอมรับว่าการเมืองไม่ต้องมีความรับผิดชอบ

การที่ “สื่อ” จำนวนไม่น้อยเลือกเล่นบทผู้ถ่ายทอด “คำสัญญา” หรือ “คำหาเสียง” ที่ไร้สาระ แม้กระทั่งการปล่อยให้ “ความเท็จ” พรั่งพรูออกมาได้อย่างสะดวกสบาย แทนที่จะเป็นผู้ตั้งคำถามเพื่อหาความจริง ยิ่งตอกย้ำวัฒนธรรมการเมืองแบบสิ้นคิด เมื่อคำถามสำคัญถูกแทนที่ด้วยการเปรียบเทียบตัวเลข และประชาชนถูกทิ้งให้อยู่กับภาพลวงตาว่า “ได้มาก คือ ดีกว่า” โดยไม่ต้องคำนึงถึง “ต้นทุน” ที่แฝงอยู่

ความจริงที่เจ็บปวดคือ รัฐไม่มี “เงินฟรี” ทุกบาทที่แจกจ่ายออกไปคือภาระของใครบางคนในระบบ และบ่อยครั้งคือภาระของ “คนรุ่นถัดไป” ที่ยังไม่มีสิทธิออกเสียงในวันนี้ การเลือกนโยบายโดยไม่ถามถึงผลลัพธ์ในระยะยาว จึงไม่ใช่เพียงความไร้เดียงสาทางการเมือง แต่คือการละเมิดหลัก “ความยุติธรรมระหว่างรุ่น” อย่างร้ายแรง ด้วยการผลักความรับผิดชอบออกจากตัวเองอย่างเงียบ ๆ และปล่อยให้คนในอนาคตรับกรรมแทน

“การซื้อเสียงเชิงนโยบาย” จะไม่มีวันหายไป หากประชาชนที่ถูกระบบการเมืองสร้างแรงจูงใจให้เลือกแบบนี้ ยังยอมให้มันได้ผล ตราบใดที่ “คำสัญญา” ที่ปราศจากคำอธิบายยังชนะการเลือกตั้ง ตราบนั้นนักการเมืองก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องพูดความจริง ประชาธิปไตยไม่ได้ถูกบ่อนทำลายด้วยเงินที่แจก แต่ถูกกัดกร่อนด้วยความเงียบของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เลือก “ไม่ถาม” “ไม่ท้วง” และ “ไม่ลงโทษ”

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า พรรคการเมือง นักการเมือง จะหยุดใช้ “การซื้อเสียงเชิงนโยบาย” เมื่อไหร่ แต่คือประชาชนจะหยุดยอมรับ “การถูกซื้อด้วยตัวเลข” หรือยัง หากวันหนึ่งเรายังเลือก “คน” จากมูลค่าการแจกโดยไม่สนใจเหตุผล ไม่สนใจต้นทุน และไม่สนใจอนาคต เราก็คงต้องยอมรับความจริงให้ได้ว่า สิ่งที่ “ขายไป” ในคูหาเลือกตั้ง คือ “การจำนำอนาคต” ที่ไม่อาจให้ความหวังแก่ประเทศและลูกหลานในอนาคตได้ แต่คือ “หนี้สิน” ทางการเมืองที่เราทุกคนร่วมกันลงชื่อรับไว้ให้ลูกหลานแล้วอย่างถาวร

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'นักวิชาการ' ชี้วิกฤตความชอบธรรมของการเลือกตั้งไทย แนะใช้โอกาสนี้ปฏิรูป กกต.

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง กกต.กับวิกฤติความชอบธรรมของการเลือกตั้งไทย มีเนื้อหาดังนี้

'นักวิชาการทีดีอาร์ไอ' วิเคราะห์นโยบายและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ภายใต้รัฐบาลใหม่

ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) หัวข้อ นโยบายและการขยายตัวทางเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลใหม่ มีเนื้อหาดังนี้

'รังษี' ปราศรัยเดือด! กลางหาดใหญ่ ไทยใกล้ล่มสลายทางศก.ชูธงสร้างเครื่องยนต์ศก.ใหม่ ฟื้นด้ามขวาน

'พลเอกรังษี' ปราศรัยเดือด!กลางหาดใหญ่ 'ไทยล้มละลายทางบัญชีแล้ว' เตือนหากไม่รีบผ่าตัด ปี 69 จะเกิด'ลียุค' ล่มสลายทางเศรษฐกิจ เหตุหนี้รวม 55 ล้านล้านบาท ชาวหน้าแบกหนี้หลังอานไม่มีกำลังซื้อ ตลาดเงียบเหงา ชูธงเลิกประชานิยม-ยาพิษ ยันไม่แจกเงินแต่สร้าง 'เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่' ด้วยเมกะโปรเจกต์ 'Ocean Link-ไฮสปีดเทรน' พลิกฟื้นด้ามขวาน พร้อมงัดไม้ตายปราบโกง 'ประหารชีวิต' อ้อนชาวใต้ขอโอกาสสุดท้ายเลือก 'พรรคเศรษฐกิจ'แบบแลนด์สไลด์

มาแล้ว! กกต. แพร่ความเห็น เจาะลึกนโยบาย 'ประชานิยม' ที่มางบไม่ชัดเจน หนี้สาธารณะพุ่ง

กกต.เผยแพร่ความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงิน 51 พรรคการเมือง 4 หน้า พบ นโยบายหลายพรรคหาเสียงไม่ตรงปก ที่มางบประมาณคลุมเครือไม่ชัดเจน เสี่ยงกระทบวินัยการเงินการคลังประเทศ หนี้สาธารณะพุ่ง

จี้ กกต. สั่งพรรคการเมืองแก้ไขนโยบายประชานิยม ไม่ให้กระทบวินัยการคลังประเทศ

ชาญชัย-สมชาย-คมสัน-ทนายนกเขา จี้กกต.สั่งให้พรรคการเมืองแก้ไขนโยบายประชานิยม ไม่ให้กระทบวินัยการคลังประเทศ ขู่ให้เวลา 3 วัน ไม่เช่นนั้นจะฟ้องเอาผิดแพ่งและอาญากกต.