'KPI Poll' ชี้ปชช. ขอรัฐบาลใหม่ทำทันที 'แก้ปากท้อง-ปราบโกง'

‘สถาบันพระปกเกล้า’ เผยผลสำรวจเรื่องเร่งด่วนที่อยากให้รัฐบาลใหม่ทำหลังเลือกตั้ง ‘แก้ปากท้อง-ปราบคอร์รัปชัน’

13 ก.พ. 2569 – สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสํารวจ เรื่อง “ประเด็นเร่งด่วนที่อยากให้รัฐบาลใหม่ทําหลังเลือกตั้ง” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อํานวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสําคัญในการทํา KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยํา ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นําการเมือง แต่จัดทําเพื่อ “ฟัง”การเมืองจากเสียงของประชาชน โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สําคัญสําหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทําหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง

การแถลงผลการสํารวจ KPI Poll ครั้งที่ 08 ที่ศูนย์ฯ ได้ทําการสํารวจ ระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 2 ก.พ. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จํานวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสําคัญจากผลสํารวจ ดังนี้

1.ความคาดหวังหลังเลือกตั้ง แก้เศรษฐกิจนํา ตามด้วยแก้ปัญหาสังคมและการเมือง

สิ่งแรกที่อยากให้รัฐบาลใหม่ทําหลังเลือกตั้ง (สํารวจโดย ) พบว่า ภาพรวมต้องการให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจมากที่สุด (38.0%) รองลงมา คือ แก้ปัญหาสังคม (32.3%) และปัญหาการเมือง (29.7%) ตามลําดับ

ภาพรวมประชาชนอยากเห็นรัฐบาลใหม่เริ่มงานทันทีในเรื่องที่กระทบชีวิตประจําวัน เมื่อถามเชิงภาพใหญ่ จึงเน้นไปประเด็นที่กระทบความเป็นอยู่ก่อน ในขณะที่เรื่องสังคมและการเมืองก็มีความสําคัญที่ต้องการให้แก้ไขไม่แพ้กัน

2.ภาพรวมด้านการเมือง “แก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง” นําแบบทิ้งห่าง ด้านเศรษฐกิจหวังลดรายจ่ายค่าครองชีพสูงสุด ส่วนด้านสังคมเน้นแก้ปัญหายาเสพติด

ด้านเศรษฐกิจ: ลดรายจ่ายค่าครองชีพ (47.8%) สูงสุด รองลงมา คือ แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน (25.6%), กระตุ้นเศรษฐกิจ (20.8%) และ ดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ (5.8%)

ด้านสังคม: แก้ปัญหายาเสพติด (33.6%) สูงสุด รองลงมา คือ ธุรกิจผิดกฎหมาย/สแกมเมอร์ (29.4%), เพิ่มสวัสดิการแก่คนทุกวัย (24.5%) และ ปัญหาสิ่งแวดล้อม (12.5%)

ด้านการเมือง: แก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง (52.7%) สูงสุด รองลงมา คือ แก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย (17.8%), แก้ปัญหาชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (17.4%) และ ลดความขัดแย้งทางการเมือง (12.0%)

สะท้อนว่า หลังเลือกตั้ง คนไม่ได้อยากได้แค่รัฐบาลใหม่ แต่ต้องการ “มาตรฐานใหม่” ของการใช้อํานาจรัฐ คอร์รัปชันเป็นปัญหารากฐานในสายตาประชาชน ถ้าไม่จัดการคอร์รัปชัน ความหวังเรื่องอื่นจะไม่เกิด ในขณะที่เกือบครึ่งอยากให้รัฐลดรายจ่ายเป็นงานด่วน สังคมอยู่ในภาวะ “ค่าใช้จ่ายนํารายได้” ทําให้ความหวังต่อรัฐบาลใหม่ถูกวางไว้ที่การลดภาระทันทีไม่ใช่คําสัญญาเชิงภาพใหญ่ เช่นเดียวกับการแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัญหาด่วนสุดด้านสังคม ที่โยงไปหลายปัญหาในชุมชน ทั้งความไม่ปลอดภัย อาชญากรรม และความรุนแรง สะท้อน “ความกังวลต่อความเสี่ยง” มากกว่าการพัฒนาเชิงคุณภาพชีวิตระยะยาว

3.“ความต่างของช่วงวัย”-ส่วนใหญ่เลือก “แก้คอร์รัปชัน” ก่อน แต่ Gen Z เลือก “ลดรายจ่ายค่าครองชีพ” เร่งด่วนสุด ส่วน “ความต่างเชิงพื้นที่”- ส่วนใหญ่มอง “แก้คอร์รัปชั่น” เร่งด่วน ส่วน “กรุงเทพฯ และ ภาคกลาง” เน้นลดรายจ่ายค่าครองชีพ

Gen Y (28-43 ปี), Gen X (44-59 ปี) และ Gen Baby Boomer (60 ปี ขึ้นไป) ต้องการให้รัฐบาลใหม่แก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง สูงที่สุด ในขณะที่ Gen Z (18-27 ปี) ต้องการให้รัฐบาลใหม่แก้เรื่อง ลดรายจ่ายค่าครองชีพ สูงที่สุด

ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคตะวันออก และภาคใต้ ต้องการให้รัฐบาลใหม่แก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง สูงที่สุด ส่วนกรุงเทพมหานครและภาคกลางต้องการให้รัฐบาลใหม่แก้เรื่อง ลดรายจ่ายค่าครองชีพ สูงที่สุด

สะท้อนภาพของ Gen Z ที่รับแรงกดดันด้านต้นทุนชีวิต/ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูง (เช่น ค่าเดินทาง ค่าอยู่ ค่าอุปกรณ์การเรียน/ทํางาน รายได้เริ่มต้น) จึงเน้นเรื่องตอบโจทย์ที่กระทบตรงหน้า ส่วนคนรุ่นทํางาน-สูงวัยมองคอร์รัปชันเป็น “รากของปัญหา” ที่ทําให้ระบบไม่เป็นธรรม และทําให้ค่าครองชีพ/บริการรัฐไม่ดีขึ้น เมื่อพิจารณาตามภูมิภาค สะท้อนว่า หลายภาคมองคอร์รัปชันไม่ได้เป็นประเด็นนามธรรม แต่ถูกเชื่อมตรงกับปัญหาด้านอื่น ๆ ต่างจังหวัดมักรับรู้ความเหลื่อมล้ําเชิงอํานาจ/โอกาสผ่านประสบการณ์จริง เช่น การเข้าถึงงานรัฐ โครงการช่วยเหลือ การบังคับใช้กฎหมาย ความคาดหวังจึงเทไปที่การ “อุดรอยรั่วของระบบก่อน” ส่วนกรุงเทพฯและภาคกลางกําลังส่งสัญญาณว่า ขอให้รัฐบาลเริ่มจากเรื่องที่ทําให้ชีวิตเบาลงทันทีเพราะถูกบีบด้วยต้นทุนชีวิตเมือง

ผลสํารวจชี้ว่า หลังเลือกตั้งประชาชนคาดหวัง “รัฐบาลใหม่ที่เริ่มงานทันที” โดยเมื่อมองภาพใหญ่ต้องการให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจมากที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่กระทบชีวิตประจําวันโดยตรง ขณะเดียวกันเมื่อเจาะรายประเด็น พบว่า ประชาชนต้องการให้แก้คอร์รัปชันอย่างจริงจังนําแบบทิ้งห่าง สะท้อนความรู้สึกว่าหากระบบยังรั่วไหล นโยบายอื่นก็ไม่ถึงประชาชน อีกทั้งยังเห็นความต่างเชิงรุ่นและเชิงพื้นที่ที่รัฐบาลต้อง “สื่อสารและออกแบบมาตรการให้ตรงโจทย์” สรุปแล้วรัฐบาลใหม่ควรเดิน “สองรางคู่ขนาน” คือ ทํามาตรการปากท้องที่เห็นผลเร็วควบคู่กับยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสให้เป็นรูปธรรม เพราะเป็นเงื่อนไขสําคัญของความไว้วางใจและการทําให้นโยบายอื่นให้ถึงประชาชนได้จริง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ครม.ใหม่' ฉลุย! 'อนุทิน' จ่อลงนามนำขึ้นทูลเกล้าฯ พร้อมแถลงนโยบาย

นายกฯ เผยรายชื่อ 'ครม.อนุทิน 2' เรียบร้อย จ่อลงนามนำขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้ ยันพร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ต้องรอโปรดเกล้าฯ ลงมา และนำ ครม. เข้าเฝ้าถวายสัตย์

‘หมอวีระพันธ์’ ชวนประชาชนร่วมบริจาค ช่วย รพ.อุ้มผาง หลังวิกฤตขาดงบประมาณหนัก

"สว.หมอวีระพันธ์" รุดช่วย รพ.อุ้มผาง หลังวิกฤตขาดงบประมาณหนัก ชวนประชาชนร่วมบริจาคต่อลมหายใจระบบสาธารณสุขชายแดน

รอเลย! 'คนละครึ่ง เฟส 2' รัฐบาลใหม่ลุยทันที หลังแถลงนโยบาย

'สภาพัฒน์' จ่อชงรัฐบาลใหม่ เร่งคลอด 'คนละครึ่งพลัส เฟสใหม่' หลังแถลงนโยบาย ก่อนวางงบปี 70 ทำเฟสต่อไป เร่งช่วยประชาชนท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

วืดรายแรก! 'สุดาวรรณ' คุณสมบัติ รมต. ไม่ผ่าน ส่ง 'นิกร' เสียบแทน

ภายหลังการยื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติผู้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ปรากฎว่า น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

‘ปลัดคลัง’การันตีบัตรคนจน69ไม่สะดุด

‘ปลัดคลัง’ การันตีโครงการบัตรคนจนปี 2569 ไม่มีสะดุด ยันจัดสรรงบประมาณรองรับผู้ถือบัตรใช้สิทธิได้ถึงต้นเม.ย. 2569 ก่อนชง ครม. ใหม่พิจารณาอัดฉีดต่อทันที