ซัด 'กสม.' ลอยตัวตรวจสอบละเมิดสิทธิมนุษยชน ปลุกแฮทสปีชปมเขมร

“อังคณา” ซัด กสม.ไม่รับหนังสืออุทธรณ์ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ–PI ปมคุกคามข่มขู่จากการวิจารณ์เรื่องเขมร  ชี้สะท้อนการปัดความรับผิดชอบ และปิดช่องทางการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน 

15 ก.พ.2569 – กรณีข้อร้องเรียนการขู่ฆ่า คุกคาม และการปลุกปั่นสร้างความเกลียดชังต่อ อังคณา นีละไพจิตร ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และ สุณัย ผาสุก นักวิจัยอาวุโสของ Human Rights Watch จากการแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา  ล่าสุดทวีความตึงเครียด หลังสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีหนังสือแจ้งไม่รับหนังสืออุทธรณ์ที่ยื่นโดยขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย และ Protection International (PI) ซึ่งยื่นคัดค้านมติเดิมของ กสม. ที่ไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้องหลัก 3 ประการเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองเชิงรุก

ก่อนหน้านี้ ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนฯ และ PI ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ขอให้ กสม. ใช้อำนาจตามกฎหมายตรวจสอบข้อเท็จจริงการคุกคามออนไลน์ที่เข้าข่ายอาชญากรรมจากความเกลียดชัง (Hate Speech) และใช้อำนาจตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร้องทุกข์แทนผู้เสียหาย รวมถึงออกมาตรการคุ้มครองเชิงป้องกันโดยประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของผู้ถูกคุกคาม

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 กสม. มีมติรับเรื่องไว้เพียงเพื่อ “ประสานงาน” กับหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนหน่วยงานกำกับดูแลด้านสื่อและดิจิทัล แต่ไม่ได้ดำเนินการไต่สวนอย่างเป็นทางการหรือใช้อำนาจร้องทุกข์แทนตามที่ผู้ร้องขอ ทำให้ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงฯ และ PI ยื่นอุทธรณ์ต่อประธาน กสม. โดยเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนเชิงธุรการ ไม่ใช่มาตรการคุ้มครองเชิงรุกตามมาตรฐานสากล

ทว่า กสม. ได้แจ้งผ่านข่าวประชาสัมพันธ์ที่นำเสนอในเพจเฟสบุ๊กของกสม. ว่าไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่แล้ว ส่งผลให้ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนฯ และ PI อังคณาและสุณัย ให้สัมภาษณ์ตอบโต้ทันที โดยระบุว่าการไม่รับอุทธรณ์สะท้อนถึงการปิดกั้นกระบวนการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน และตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความพร้อมของสถาบันสิทธิฯ ไทยในการทำหน้าที่คุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนตามหลักการปารีส (Paris Principles)

วิภา มัจฉาชาติ ตัวแทนขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนฯ ระบุว่า การยื่นอุทธรณ์ครั้งนี้มีเป้าหมายให้ กสม. ใช้อำนาจสอบสวนอย่างเป็นทางการเพื่อพิจารณาว่าการคุกคามดังกล่าวเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ และมีหน่วยงานรัฐใดละเลยต่อหน้าที่หรือไม่   ทั้งที่ กสม. ก็ทราบข้อเท็จจริงแล้วว่าการสร้างความเกลียดชังนำไปสู่การคุกคามและข่มขู่สองผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิฯ

เธออธิบายว่า การประสานงานเชิงธุรการแม้มีความจำเป็น แต่ไม่เพียงพอในกรณีที่เป็นการคุกคามร้ายแรง โดยเฉพาะเมื่อผู้ถูกคุกคามเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งควรได้รับหลักประกันด้านความปลอดภัยในระดับสูง เธอเห็นว่า หาก กสม. ไม่เปิดการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ จะทำให้สังคมไม่เห็นข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้าง ไม่สามารถเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อป้องกันเหตุซ้ำได้ รวมทั้งวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดก็จะยิ่งเกิดเพิ่มมากขึ้น

ด้านปรานม สมวงศ์ จาก PI กล่าวว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องของบุคคลหรือขั้นตอนทางธุรการ แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างความรับผิดของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในระบบสากลภายใต้หลักการปารีส สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีหน้าที่ต้องทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระและมีประสิทธิภาพ เมื่อไม่เปิดการสอบสวนในกรณีคุกคามนักปกป้องสิทธิฯ ย่อมทำให้เกิดคำถามต่อความสอดคล้องกับมาตรฐาน A-status ภายใต้การประเมินของ GANHRI หรือพันธมิตรระดับโลกของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและจะถูกพิจารณาในบริบทของ กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนเป็นกลไกภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UPR )ของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่อังคณา นีละไพจิตร ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ อดีตผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติ และสมาชิกวุฒิสภาให้สัมภาษณ์ว่า เธอรู้สึกผิดหวังต่อการที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยืนยันคำวินิจฉัยไม่รับอุทธรณ์เพื่อการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกคุกคาม โดยมองว่าการไม่ดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นทางการในกรณีที่มีลักษณะร้ายแรงเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการละเลยต่อหน้าที่สำคัญของสถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติตามหลักการปารีส

“สิ่งที่ผู้ร้องได้ร้องเรียน คือ ให้ กสม. การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่การประสานการคุ้มครอง โดยการโยนเรื่องให้หน่วยงานอื่น เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ดำเนินการให้ความคุ้มครองแก่ผู้เสียหายแล้ว”

อังคณา อธิบายเพิ่มเติมว่า ตามหลักการปารีส (Paris Principles) สถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติต้องปฏิบัติต้องหน้าที่อย่างอิสระ เป็นกลาง เป็นธรรม และไม่ลำเอียง พร้อมทั้งต้องกล้าใช้อำนาจตรวจสอบเมื่อมีข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิที่ร้ายแรงเกิดขึ้น ในทางปฏิบัติ กสม. สามารถดำเนินการประสานการคุ้มครองกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคู่ไปกับการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้โดยไม่จำเป็นต้องเลือกทำเพียงด้านใดด้านหนึ่ง

อังคณาตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานที่ กสม. ระบุว่าได้ประสาน เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)  สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. นั้น ได้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของตนอยู่แล้วก่อนที่ กสม. จะขอประสานการคุ้มครอง ดังนั้น การอ้างการทำหน้าที่ประสานงานดังกล่าวมาเป็นเหตุผลในการไม่ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงไม่อาจถือเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ และขัดต่อการทำหน้าที่ของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามหลักการปารีส และขัดต่อคำมั่นที่ให้ไว้กับองค์การสหประชาชาติในการทำหน้าที่ปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นอิสระ

นอกจากนี้ อังคณายังวิจารณ์การสื่อสารของ กสม. ว่า การแถลงข่าวและเผยแพร่ข่าวแจกต่อสื่อมวลชน อาจเป็นการเปิดพื้นที่ให้มีการกระทำซ้ำในการแสดงความคิดเห็นที่สร้างความเกลียดชัง คุกคาม รวมถึงการ ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เสียหายทั้งสองในโลกออนไลน์อีก ซึ่งเธอมองว่าการกระทำของ กสม. เป็นการผลิตซ้ำความรุนแรงต่อเหยื่อที่เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และยิ่งซ้ำเติมบรรยากาศของความกลัว และความไม่ปลอดภัยให้มากขึ้นไปอีก และเรื่องนี้อาจถูกหยิบยกมาพิจารณาในการทบทวนสถานะของสถาบันสิทธิมนุษยชนทั่วโลกที่จะเกิดขึ้นในต้นปีหน้า

สุณัย ผาสุก นักวิจัยอาวุโสประจำประเทศไทย องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีมติยืนยันไม่รับอุทธรณ์กรณีการคุกคามตนเองและ อังคณา นีละไพจิตร โดยระบุว่าเป็นเรื่อง น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะคำตอบของ กสม. เท่ากับยืนยันว่าไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

สุณัย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ความคุ้มครองที่เขาและอังคณาได้รับ ไม่ได้เกิดจากการดำเนินการของ กสม. แต่อย่างใด หากเกิดจากการร้องเรียนโดยตรงต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเสนอให้การคุ้มครอง และมีการประสานงานกับตำรวจท้องที่และตำรวจสันติบาลเพื่อจัดมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง “พูดง่าย ๆ ว่า การที่ผมยังปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ได้เป็นผลจากการกระทำของ กสม. เลย” เขากล่าว

เขาตั้งข้อสังเกตว่า การที่ กสม. อ้างว่าได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานกำกับดูแลสื่อ เช่น กสทช. ไม่อาจถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการคุ้มครองที่เป็นมาตรฐานได้ เพราะไม่ปรากฏผลลัพธ์เชิงรูปธรรมใด ๆ ทั้งยังไม่มีการนำผู้ได้รับผลกระทบเข้าไปร่วมพูดคุยในกระบวนการดังกล่าว พร้อมตั้งคำถามว่า ภายหลังการหารือ มีมาตรการใดจัดการกับสื่อหรือบุคคลที่โหมกระพือความเกลียดชัง การล่าแม่มด หรือการยุยงให้ใช้ความรุนแรงหรือไม่ ซึ่งคำตอบคือไม่มี

“นอกจากไม่ทำอะไรแล้ว ยังมาเคลมเครดิตกับกิจกรรมที่ไม่ได้ส่งผลในการสร้างความปลอดภัยให้เหยื่อของการล่าแม่มด การคุกคาม และการขู่ฆ่า” สุณัยกล่าว พร้อมย้ำว่าอย่านำการคุ้มครองที่ตนและอังคณาได้รับไปอ้างว่าเป็นผลงานของ กสม. เพราะเป็นผลจากการดำเนินการของภาคประชาชนและการร้องเรียนโดยตรงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

สุณัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ กสม. อ้างว่าได้เข้าไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการในวุฒิสภา โดยระบุว่า เวทีดังกล่าวไม่ได้มีมาตรการที่เป็นรูปธรรม และไม่มีการระบุชัดเจนว่าตนเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ขณะที่แถลงการณ์ฉบับแรกของ กสม. ก็ไม่ได้ระบุชื่อของตนหรืออังคณาในการคุ้มครอง มีเพียงฉบับถัดมาที่ระบุชื่อ เนื่องจากมีการยื่นร้องเรียนโดยตรง

เขาเปิดเผยด้วยว่า กสม. ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าถึงการออกแถลงการณ์หรือส่งสำเนาให้ตนและอังคณาทราบก่อน ทำให้ตนและอังคณาทราบเรื่องจากสื่อออนไลน์ และทำได้เพียงเข้าไปชี้แจงในช่องแสดงความคิดเห็นของเพจ กสม. เท่านั้น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หลังการเผยแพร่แถลงการณ์ดังกล่าว อาจต้องติดตามว่ากระแสคุกคามในโลกออนไลน์จะทวีความรุนแรงขึ้นหรือไม่

ในมุมมองเชิงโครงสร้าง สุณัย ระบุว่า การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็นภารกิจพื้นฐานของสถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติทั่วโลก แต่กรณีนี้สะท้อนความล้มเหลวของ กสม. ไทยในการทำตามมาตรฐานสากล เขาเตือนว่าประเทศไทยเคยถูกปรับลดสถานะของสถาบันสิทธิมนุษยชนมาแล้ว และเพิ่งฟื้นสถานะกลับมาได้ การตัดสินใจครั้งนี้อาจนำไปสู่คำถามในเวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง

สุณัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นการคุกคามเขาและอังคณาจะถูกบรรจุในรายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์เพื่อนำเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ในกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทย (UPR) รอบใหม่ ซึ่งอาจทำให้กรณีนี้กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวในเวทีโลก และนำไปสู่การตั้งคำถามต่อสถานะและความน่าเชื่อถือของ กสม. ในระดับนานาชาติอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ Mary Lawlor ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้แสดงความเสียใจและกังวลต่อการที่ กสม. ไม่เปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานของไทยดำเนินการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯ อย่างมีประสิทธิภาพ และยึดมั่นต่อพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน กรณีนี้จึงกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่เพียงในฐานะคดีคุกคามบุคคล แต่ยังเป็นตัวชี้วัดบทบาท ความเป็นอิสระ และประสิทธิภาพของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไทยในการปกป้องผู้ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองและความมั่นคง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชายแดนเริ่มสงบ! ผู้ปกครองแห่พาลูกสมัครสอบโรงเรียนดัง

หลังจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเริ่มสงบลง มีกลุ่มชาวบ้านชายแดนบางครอบครัว โดยเฉพาะคนอยู่ในพื้นที่อำเภอพนมดงรัก

แม่ค้าชายแดนทรุด! ศึกเขมรเพิ่งซา พิษน้ำมันซ้ำ วอนรบ.ช่วยด่วน

แม่ค้าที่เปิดร้านขายไก่ทอด หมูปิ้ง ไส้กรอกย่าง ข้าวเหนียว และอาหารตามสั่งริมถนน ในหมู่บ้านตามชายแดนไทย-กัมพูชา อำเภอละหานทราย จ.บุรีรัมย์ เริ่มได้รับผลกระทบ

กสม. ติดตามอาการป่วย 'เอกชัย หงส์กังวาน' ยังใช้ชีวิตได้ปกติ

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา กสม. และเจ้าหน้าที่ กสม.ได้เข้าเยี่ยมติดตามอาการป่วยของนายเอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ประเภทอุทธรณ์-ฎีกา ณ เรือนจำกลางคลองเปรม

ส่งตัว 'พลทหารเป๊ก' รับขาเทียมพระราชทาน ชู 2 นิ้ว กำลังใจเกินร้อย

นายแพทย์ชวมัย สืบนุการณ์ (ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์) พร้อมทีมแพทย์ และบุคลากรโรงพยาบาลสุรินทร์ เตรียมส่งตัวพลทหารเดชศักดิ์ ตรีคำ

โอนครบ! เยียวยาชายแดน 7 จังหวัด 6.9 แสนครัวเรือน 3.3 พันล้านบาท

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 และวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เห็นชอบให้จ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์