
11 มี.ค.2569 - ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง จัดทัพ ครม. อนุทิน 2.0 ฝ่าโลกระส่ำ มีเนื้อหาดังนี้
ในโลกการเมืองแบบเดิม การจัดคณะรัฐมนตรีมักเป็นเรื่องของสมดุลอำนาจทางการเมือง พรรคได้โควตากระทรวงอะไร ใครดูแลเศรษฐกิจ ใครดูแลสังคม และใครคุมความมั่นคง แต่ในโลกของ The Post-Westphalian World Order ที่กำลังก่อตัวขึ้น วิธีคิดแบบนั้นอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป
เพราะโลกไม่ได้กำลังเผชิญ “ปัญหาเฉพาะด้าน” แต่กำลังเผชิญ “ความระส่ำเชิงระบบ”— ภูมิรัฐศาสตร์กำลังแบ่งขั้ว ห่วงโซ่อุปทานกำลังแตกตัว ระบบการเงินปั่นป่วน เทคโนโลยีกำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ และสังคมกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน
ในบริบทเช่นนี้ คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะเป็นรัฐมนตรี แต่คือรัฐบาลจะถูกจัดวางอย่างไร เพื่อให้รัฐสามารถนำทางประเทศในโลกที่กำลังระส่ำ
I. จากรัฐเชิงบริหาร สู่รัฐเชิงยุทธศาสตร์
โครงสร้างการบริหารราชการไทยที่ใช้กันมานานสะท้อนโลกยุคเก่า กระทรวงถูกจัดเป็นกลุ่มใหญ่ๆ—เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง โมเดลนี้เหมาะกับโลกเก่าที่ปัญหาถูกแยกตามบทบาทหน้าที่
แต่โลกของ “ความระส่ำเชิงระบบ” ไม่ทำงานแบบนั้น เศรษฐกิจ เทคโนโลยี ความมั่นคง และสังคม ได้หลอมรวมกันเป็น “ระบบเดียว” —สงครามการค้าเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เทคโนโลยีเกี่ยวพันกับความมั่นคง ความมั่นคงข้องแวะกับห่วงโซ่อุปทาน และห่วงโซ่อุปทานเกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน รัฐแบบเดิมจึงมีข้อจำกัด เพราะมันถูกออกแบบให้เป็น “รัฐเชิงบริหาร” (Administrative State) ไม่ใช่ “รัฐเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic State)
หากรัฐบาลใหม่ต้องการนำพาประเทศผ่านความระส่ำของโลก การจัดทัพ ครม. ต้องเปลี่ยนจากการแบ่งตามบทบาทหน้าที่ ไปสู่การจัดวางตามคลัสเตอร์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ
II. 4 คลัสเตอร์เชิงยุทธศาสตร์ ภายใต้รัฐบาลอนุทิน 2.0
ภายใต้โลกของความระส่ำเชิงระบบ รัฐบาลอนุทิน 2.0 ควรจัดวางการทำงานของรัฐใน 4 คลัสเตอร์เชิงยุทธศาสตร์ พร้อมกัน
• คลัสเตอร์ I : การทำให้ประเทศยืนอยู่ได้ในปัจจุบัน —Stabilize the Nation
• คลัสเตอร์ II : การสร้างศักยภาพประเทศสำหรับอนาคต —Transform the System
• คลัสเตอร์ III : การนำทางประเทศในเกมมหาอำนาจ —Navigate the World
• คลัสเตอร์ IV : การกำหนดบทบาทของไทยในระเบียบโลกใหม่ —Shape the Future
1) คลัสเตอร์ I : Stabilize the Nation
นี่คือภารกิจพื้นฐานที่สุดของรัฐบาล ทำให้ประเทศสามารถดูดซับแรงกระแทกจากโลกที่ระส่ำเชิงระบบ —ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางพลังงาน เสถียรภาพค่าครองชีพ ระบบสาธารณสุข และความเข้มแข็งของเศรษฐกิจท้องถิ่น
กระทรวงที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงการคลัง
ในโลกที่ห่วงโซ่อุปทานสามารถสะดุดได้ทุกเมื่อ และราคาพลังงานสามารถผันผวนได้ในเวลาไม่กี่วัน รัฐบาลที่ไม่สามารถทำให้ประเทศ “นิ่งพอ” จะไม่สามารถทำอะไรอย่างอื่นได้เลย
2) คลัสเตอร์ II : Transform the System
ขณะเดียวกัน การบริหารประเทศในโลกใหม่ ไม่ใช่แค่การประคองสถานการณ์ แต่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ โลกกำลังเข้าสู่ยุคของ Technosphere— AI, Deep Tech, Biotech และเศรษฐกิจดิจิทัล หากประเทศไทยไม่สามารถสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ ก็จะติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางต่อไป
คลัสเตอร์นี้จึงเกี่ยวข้องกับกระทรวง อว. กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัล กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงแรงงาน
โจทย์หลักคือการสร้าง AI infrastructure ของประเทศ การยกระดับมหาวิทยาลัยเป็นฐานนวัตกรรม การพัฒนา Human OS แบบ STEAM-ME (Science, Technology, Engineering, Art & Humanities, Mathematics —Morality, Empathy) และการสร้าง Startups & Deep Tech Ecosystem
นี่คือ คลัสเตอร์ของการสร้าง Future Capability
3) คลัสเตอร์ III : Navigate the World
โลกกำลังเข้าสู่ยุคของ Geopolitical Fragmentation—การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ และภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจที่ซับซ้อนขึ้น ประเทศไทยไม่สามารถเป็นผู้ชมได้ ต้องมีความสามารถในการนำทางภูมิรัฐศาสตร์
กระทรวงหลักประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงคมนาคม โดยมีภารกิจสำคัญคือ การสร้างสมดุลในเกมมหาอำนาจ การใช้ ASEAN เป็น Strategic Buffer การ Repositioning ประเทศใน Supply Chain ใหม่ และการพัฒนา Logistics Corridors ที่เชื่อมเศรษฐกิจภูมิภาค
นี่คือ ศิลปะของ Statecraft
4) คลัสเตอร์ IV : Shape the Future
เหนือกว่าการเอาตัวรอดในระยะสั้น ทุกประเทศต้องตอบคำถามเดียวกัน ในระเบียบโลกใหม่ ประเทศจะมีบทบาทอะไร
นี่คือคลัสเตอร์ที่ลึกที่สุด เกี่ยวข้องกับสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวง อว. และกระทรวงวัฒนธรรม โจทย์ของคลัสเตอร์ นี้ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่คือบทบาทของไทยใน Technosphere การเป็น Knowledge Hub ของภูมิภาค การทำหน้าที่ Mediation State ในความขัดแย้งระหว่างประเทศ และการนำเสนอแนวคิดเชิงอารยธรรมของไทยต่อโลก
นี่คือ คลัสเตอร์ของ Civilizational Strategy
III. คำถามที่สำคัญกว่าการแบ่งเก้าอี้
ดังนั้น การจัดทัพ ครม. อนุทิน 2.0 อาจไม่ควรถูกมองเพียงว่า พรรคไหนได้กระทรวงอะไร แต่ควรถูกถามว่า รัฐบาลชุดใหม่มีทีมที่สามารถทำงานใน 4 คลัสเตอร์เชิงยุทธศาสตร์ นี้พร้อมกันหรือไม่ สามารถประคองประเทศ เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ นำทางภูมิรัฐศาสตร์ และกำหนดบทบาทของไทยในโลกใหม่ ได้จริงหรือไม่
เพราะในโลกที่กำลังระส่ำ ความท้าทายของรัฐไม่ได้อยู่ที่การบริหารงานประจำ หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่อยู่ที่ความสามารถในการออกแบบอนาคตของประเทศ
และในท้ายที่สุด การจัดคณะรัฐมนตรีจึงไม่ใช่แค่การจัดสรรอำนาจทางการเมือง แต่คือการจัดทัพของรัฐ ยกระดับ State Capacity เพื่อเผชิญหน้ากับโลกที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างทั้งระบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ผศ.ดร.นพดล' ออกบทความจากฮอร์มุซสู่ไทยชี้ต้องเป็นผู้เล่นที่กำหนดกติกา!
ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
จากระเบียบปิโตรดอลลาร์ สู่ยุคระส่ำเชิงระบบ ไทยเป็น 'สถาปนิก' หรือ 'เบี้ย' ในกระดานใหม่
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ·
'ยุทธพร' วิเคราะห์ยุทธศาสตร์อนุทิน รับมือวิกฤตตะวันออก-กลาง เน้นเป็นกลาง รักษาดุลการทูต
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์บทบาทของนายกรัฐมนตรีไทย ต่อสถานการณ์ความขั
อนุทิน 2.0 : จากผู้เล่นในเกมอำนาจ สู่สถาปนิกผู้รื้อสร้างประวัติศาสตร์รัฐไทย
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์ข้อควยามผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง อนุทิน 2.0: จากผู้เล่นในเกมอำนาจ สู่สถาปนิกผู้รื้อสร้างประวัติศาสตร์รัฐไทย มีเนื้อหาดังนี้
'นักวิชาการ' เปิดเบื้องลึก ทำไมไม่ควรให้ 'พรรคส้ม' ขึ้นมา 'ทดลองบริหารเศรษฐกิจ' ในช่วงเปราะบางที่สุด
ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง ทำไมโครงสร้างการเมือง–เศรษฐกิจไทย ไม่ควรให้พรรคแบบพรรคส้มขึ้นมา “ทดลองบริหารเศรษฐกิจ” ในช่วงเปราะบางที่สุดของประเทศ มีเนื้อหาดังนี้
'ดร.สุวิทย์' ยกสิ่งสำคัญที่ควรทำ 'หากผมเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง'
การเลือกตั้งครั้งนี้ อย่ามองหาเพียงคนที่สัญญาว่าจะให้อะไร แต่จงมองหาคนที่คิดเป็นระบบ กล้ารื้อโครงสร้าง และพร้อมออกแบบอนาคตจริงๆ เพราะเราจะไม่พึงพอใจกับสิ่งที่หวัง

