
2 ก.พ.2569-ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ Dr. Suvit Maesincee” เรื่อง “หากผมเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง…” เนื้อหาระบุว่า ผมจะไม่ให้สัญญาที่เกินจริงว่าทุกปัญหาจะมลายหายไปในวาระเดียว แต่ผมจะให้คำมั่นว่า “ประเทศไทยจะไม่หยุดนิ่ง” ในวันที่โลกหมุนเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ความเสี่ยงที่แท้จริงของไทยไม่ใช่แค่เศรษฐกิจถดถอย แต่คือการที่เรายังพยายามใช้ “ซอฟต์แวร์รัฐยุคเก่า” บริหารประเทศในวันที่อำนาจและโอกาสย้ายไปอยู่บนโลกใบใหม่แล้ว
หน้าที่ของผู้นำจึงไม่ใช่แค่การ “ซ่อม” สิ่งที่พัง แต่คือการกล้าทำ 3 ภารกิจขนานกัน: รื้อถอนโครงสร้างเดิม, เปลี่ยนวิธีเล่นในเกมโลก และกำหนดทิศทางอารยธรรม ผ่าน 10 กระบวนทัศน์ที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ไทยไปตลอดกาล
I. รื้อถอนโครงสร้างเดิม (The Structural Reform)
SHIFT 1: จาก “รัฐดับเพลิง” สู่ “รัฐสถาปนิก”
• วิพากษ์: รัฐไทยเชี่ยวชาญการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ล้มเหลวในการวางรากฐาน เพราะการรื้อระบบใหม่มักสั่นคลอนผลประโยชน์เดิม
• วาระเร่งด่วน: จัดตั้ง “ศูนย์ออกแบบระบบแห่งชาติ” (National System Design Center) เพื่อบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง และกำหนดให้ทุกกฎหมายใหม่ต้องผ่านการทดสอบว่า “แก้ที่ต้นตอ” ไม่ใช่แค่ “ปะผุ” พร้อมโยกงบประมาณ 10% จากการเยียวยาสู่การป้องกันและวางระบบโครงสร้าง
SHIFT 2: จาก “รัฐแจกจ่าย” สู่ “รัฐติดอาวุธทักษะ”
• วิพากษ์: การแจกเงินโดยไม่พัฒนาคน คือการทำให้ประชาชนต้องพึ่งพิงรัฐตลอดไป และเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
• วาระเร่งด่วน: เปลี่ยนงบสงเคราะห์เป็น “กระเป๋าเงินทักษะดิจิทัล” (Skill Wallet) ให้ประชาชนเลือกเรียนในสิ่งที่ตลาดต้องการ รัฐจะเลิกจ้างทำสัมมนาไร้ทิศทาง แต่จะจ่ายเงินให้ผู้สอนตาม “ผลลัพธ์” คือผู้เรียนต้องมีงานทำจริงในอุตสาหกรรม AI, พลังงานสะอาด หรือเศรษฐกิจ BCG
SHIFT 3: จาก “แรงงานราคาถูก” สู่ “ทุนทางปัญญา”
• วิพากษ์: ประเทศที่ขายค่าแรงจะไม่มีวันกำหนดราคาตัวเองได้ในตลาดโลก
• วาระเร่งด่วน: มอบสิทธิภาษีพิเศษแก่บริษัทที่สร้าง “ทรัพย์สินทางปัญญา” (IP) ของตนเอง พลิกโฉม SMEs จากผู้รับจ้างผลิตสู่เจ้านวัตกรรม และปฏิรูปมหาวิทยาลัยให้เป็น “Sandbox” ที่เชื่อมโยงไอเดียจากห้องเรียนสู่โลกธุรกิจจริง
II. เปลี่ยนวิธีเล่นในเกมโลก (The Global Agency)
SHIFT 4: จาก “นโยบายกระดาษ” สู่ “ระบบเปลี่ยนพฤติกรรม”
• วิพากษ์: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนไทยไร้วินัย แต่อยู่ที่ระบบให้รางวัลคนผิดและลงโทษคนถูก นโยบายส่วนใหญ่จึงสวยแค่ในรายงานแต่ล้มเหลวในทางปฏิบัติ
• วาระเร่งด่วน: ใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์ (Incentives) เช่น ภาษีคาร์บอน หรือแต้มต่อทางสังคม เพื่อจูงใจให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมโดยสมัครใจ สร้าง “Policy Lab” เพื่อทดสอบนโยบายกับกลุ่มตัวอย่างก่อนบังคับใช้จริงทั่วประเทศ
SHIFT 5: จาก “นิ่งเฉยเพื่อเป็นกลาง” สู่ “ผู้เล่นเชิงกลยุทธ์”
• วิพากษ์: การทำตัวเป็นกลางแบบไม่ขยับตัวเลย จะทำให้เรากลายเป็นเพียงสนามเด็กเล่นที่มหาอำนาจเข้ามาตักตวง
• วาระเร่งด่วน: ประกาศจุดยืนและผลประโยชน์ของไทยให้ชัดเจน เลือกจับพันธมิตรรายประเด็น (Issue-based Alliance) ไม่ผูกขาดขั้วอำนาจ พร้อมสร้างนักการทูตพันธุ์ใหม่ที่เชี่ยวชาญทั้งภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี
SHIFT 6: จาก “ผู้ตามกฎ” สู่ “ผู้ร่วมร่างกติกา”
• วิพากษ์: หากเราไม่อยู่บนโต๊ะในวันที่เขาร่างกฎหมายโลก เราก็จะเป็นเพียงคนจ่ายรอบวงเสมอ
• วาระเร่งด่วน: ส่งตัวแทนไทยเข้าสู่เวทีมาตรฐานโลกด้านอาหารและการเกษตร ใช้พลังของอาเซียนเป็นตัวคูณอำนาจต่อรอง (Multiplier Effect) เพื่อสร้างมาตรฐานที่ไทยเป็นผู้นำให้กลายเป็นบรรทัดฐานของภูมิภาค
III. กำหนดอนาคตและอารยธรรม (The Legacy)
SHIFT 7: จาก “สร้างภาพลักษณ์” สู่ “พลังแห่งเรื่องเล่า”
• วิพากษ์: Branding ที่ดีต้องมาจากความจริง ไม่ใช่โฆษณาที่ฉาบฉวย
• วาระเร่งด่วน: นิยาม “คุณค่าที่ไทยมอบให้โลก” (Thailand’s Value Proposition) เช่น ความมั่นคงทางอาหารหรือสุขภาพระดับโลก ผูกเรื่องราวของประเทศเข้ากับผลงานนโยบายที่จับต้องได้ วัดผลด้วย “ความเชื่อมั่น” แทนยอด Reach ของโฆษณา
SHIFT 8: จาก “พลังซอฟเพาเวอร์” สู่ “พลังทางปัญญา”
• วิพากษ์: Soft Power อาจดึงดูดใจคน แต่การกุม “พลังทางความคิด” (Cognitive Power) คือการกำหนดว่าโลกควรจะเดินไปทางไหน
• วาระเร่งด่วน: ลงทุนในทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ของเยาวชน สร้างสถาบันวิจัยที่ผลิต “ชุดความคิด” และ “ตำรา” ของคนไทยเอง ยกระดับพื้นที่สื่อให้เป็นลานปัญญา ไม่ใช่เพียงพื้นที่แย่งชิงความสนใจ
SHIFT 9: จาก “รัฐบาลชั่วคราว” สู่ “วิถีแห่งรัฐ”
• วิพากษ์: ประเทศที่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล คือประเทศที่ไม่มีวันเห็นเส้นชัย
• วาระเร่งด่วน: วางกลไกให้ยุทธศาสตร์สำคัญมีความต่อเนื่องข้ามขั้วการเมือง ตั้งสภาที่ปรึกษาหลากรุ่นเพื่อมองข้ามวาระการเลือกตั้ง และแยกนโยบายคุณภาพชีวิตพื้นฐานออกจากเกมการเมืองรายวัน
SHIFT 10: จาก “คะแนนเสียง” สู่ “ความก้าวหน้าของอารยธรรม”
• วิพากษ์: ประชานิยมที่มุ่งแค่ผลการเลือกตั้ง คือการขโมยทรัพยากรจากอนาคตของลูกหลานมาปรนเปรอวันนี้
• วาระเร่งด่วน: ทุกนโยบายต้องตอบคำถามพื้นฐานว่า “เด็กที่เกิดวันนี้จะขอบคุณเราไหมในอีก 20 ปีข้างหน้า” สร้างวัฒนธรรมการเมืองที่ยกย่องผู้นำที่ “กล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง” มากกว่าแค่ “ทำสิ่งที่ถูกใจ”
บทสรุป ในโลกที่การไม่เลือก คือการปล่อยให้คนอื่นเลือกแทนประเทศไทย ประเทศไทยต้องเลิก “ประคองตัว” แล้วเริ่ม “นำหน้า”
10 กระบวนทัศน์นี้ไม่ใช่เพียงนโยบายหาเสียง แต่คือคำเชิญชวนให้คนไทยร่วมกันสร้างชาติที่ High Tech, High Touch และ High Trust ผมไม่ได้มาเพื่อขอแค่คะแนนเสียง แต่ขอ “เจตจำนงร่วมกัน” เพื่อให้ทุกคนเป็นสถาปนิกผู้ร่วมออกแบบอนาคตของไทย
หมายเหตุ ผมไม่ได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ “พวกเราทุกคน” คือผู้ตัดสินอนาคตของประเทศ
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ อย่ามองหาเพียงคนที่สัญญาว่าจะให้อะไร แต่จงมองหาคนที่คิดเป็นระบบ กล้ารื้อโครงสร้าง และพร้อมออกแบบอนาคตจริงๆ เพราะเราจะไม่พึงพอใจกับสิ่งที่ “หวัง” แต่เราจะได้ในสิ่งที่เรา “เลือก”
ประเทศไทยจะได้ “สถาปนิกแห่งอนาคต” หรือเป็นเพียง “ช่างซ่อมในอดีต”… คำตอบอยู่ในมือของพวกเรา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯ ชี้จ่ายเงินเยียวยาแพะ 8 พันล้านไม่ใช่ผลงานแต่เป็นความอัปยศ!
นายกฯ เปิดงาน '24 ปีการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์' สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ทำงานรวดเร็ว ทั่วถึงเป็นธรรม ชี้จ่ายเงินเยียวยา 8 พันล้าน ไม่ใช่ผลงานแต่เป็นความอัปยศ ยกระดับกระบวนการยุติธรรมไทยสู่สากล
ปชป. เนื้อหอม! '20 สก. เพื่อไทย' แตกรังแห่ซบ 'เฮียล้าน' จ่อลงอิสระ
'20 สก. เพื่อไทย' แตกรัง! วิ่งซบประชาธิปัตย์ 'เฮียล้าน' สก.ห้าสมัย พร้อมครอบครัว จ่อตั้งกลุ่มพัฒนาฝั่งธนบุรี
รัฐบาลน้อมรับนิด้าโพล 'แลนด์บริดจ์' ต้องสื่อสารวงกว้าง
4 พ.ค. 2569 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อ “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่พบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน (เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก / เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง /เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย) ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับโครงการ โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% และค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% ขณะที่มีประมาณร้อยละ 32.78 ไม่เห็นด้วย สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการ และบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส ส่วนกรณีพบว่าเกินครึ่งหรือร้อยละ 54.53 เคยได้ยินแต่เข้าใจเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น นางสาวรัชดา กล่าวว่า นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น “นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ สำหรับนักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ “นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ” นางสาวรัชดา กล่าว.
ด้อมส้มคึก! เจี๊ยบ ตีปี๊บ 5 พ.ค. พบแคนดิเดตผู้ว่าฯกทม. เจ๋งไม่แพ้ชัชชาติ แต่ทีมเวิร์คปึ้กกว่า
อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือเจี๊ยบ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก
‘คนละครึ่ง’ค้างเติ่ง เอกนิติชงไม่ทัน5พ.ค./หนูเร่งพ.ร.ก.กู้เงิน/ไทยช่วยไทยคึก
นายกฯ ยันเร่งดัน พ.ร.ก.กู้เงินเข้า ครม.อังคารที่ 5 พ.ค.นี้ ส่วน “เอกนิติ” บอกคนละครึ่งพลัสรอไปก่อน อ้างต้องรอสรุปตัวเลขงบประมาณที่เหลือ “อนุทิน”
ขึ้น‘ค่าจ้าง’ต้องมีเหตุผล แรงงานยื่นข้อเสนอพรึ่บ
“อนุทิน” ระบุขึ้นค่าแรงต้องมีเหตุผล รัฐบาลเตือนนายจ้างวันแรงงานแห่งชาติ ลูกจ้างมีสิทธิหยุดงานพร้อมรับค่าจ้างปกติ ถ้าไม่ได้หยุดเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1 เท่า ค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ขณะที่ 27 องค์กรรวมพลยื่น 8 ข้อเรียกร้องรัฐบาล ตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง-อัปเกรดสวัสดิการ

