'กรณ์' ข้องใจ 'ก.ล.ต.-ปปง.' อืดอาดยึดทรัพย์แก๊งสแกมเมอร์

พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องคำชี้แจงจาก ก.ล.ต. และ ปปง. กรณีธุรกรรมต้องสงสัยที่เชื่อมโยงกองทุน Capital Asia Investments (CAI)กรณีล่าช้าในการยึดทรัพย์แก๊งสแกมเมอร์

11 มี.ค.2569 - นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า จากข่าวเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 เรื่องการดำเนินคดีกับบริษัทจัดการกองทุน Capital Asia Investments (CAI) และผู้บริหารของกองทุนโดยหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศสิงคโปร์ ทำให้เกิดคำถามสำคัญที่สังคมไทยควรได้รับคำตอบ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่เกิดขึ้นในตลาดทุนของประเทศไทย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้มีหนังสือแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) อย่างชัดเจน โดยระบุว่ามีธุรกรรมที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงประชาชนและการฟอกเงิน เช่น เบน สมิธ, แคทรียา บีเวอร์, สุภารัตน์, ยิมเลียก, และพวก รวมทั้ง Alpha Charter Energy (ACE) และ Capital Asia Investment (CAI) พร้อมทั้งเตือนว่าหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องเร่งดำเนินการก่อนที่จะเกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องจะถูกขายหรือโอนถ่ายออกไปก่อนการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ

ในหนังสือหลักฐานดังกล่าว พรรคประชาธิปัตย์ได้ชี้แจงต่อทั้งสำนักงาน ก.ล.ต. และสำนักงาน ปปง. อย่างเจาะจงว่า นอกจากกองทุน CAI จะมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ตลอดจนหลักฐาน “ธุรกรรมควรสงสัย” ตามเกณฑ์ ปปง. ทุกรายการ ซึ่งเพียงเหตุผลนี้ก็เพียงพอแล้วที่หน่วยงานรัฐควรเข้ามาดำเนินการตรวจสอบ แต่ยังปรากฏพฤติกรรมการซื้อขายหุ้นหลายรายการที่มีลักษณะผิดปกติ โดยหนึ่งในหลักทรัพย์ที่ระบุไว้ชัดเจนคือหุ้นของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG รวมถึงหุ้นอื่นๆ เช่น FSX ที่มีการเคลื่อนไหวของการถือครองในลักษณะที่ควรได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 จนถึงปัจจุบัน ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการใดๆ อย่างเป็นรูปธรรมจากทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 หน่วยงานกำกับดูแลของประเทศสิงคโปร์ หรือ Monetary Authority of Singapore (MAS) ได้ประกาศดำเนินคดีกับกองทุน CAI และผู้บริหารของกองทุน พร้อมทั้งออกหมาย จับในคดีดังกล่าวหลังจากวันที่ 20 แล้วหลังจากมีการยึดทรัพย์บางส่วนเราได้มีคำเตือนอีกหลายครั้ง

ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ได้เตือนแล้วว่ามีหุ้นและธุรกรรมหลายรายการที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และในวันนี้ก็ปรากฏอย่างชัดเจนแล้วว่าการยักย้ายดังกล่าวได้เกิดขึ้นจริง ในขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลของประเทศสิงคโปร์ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง แต่หน่วยงานของประเทศไทยกลับยังไม่มีการดำเนินการที่ชัดเจนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้หลอกลวง

ข้อมูลจากรายงาน State of Scams in Thailand Report 2025 ระบุว่า คนไทยสูญเสียทรัพย์สินจากกลุ่ม scammer มากกว่า 115,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ทรัพย์สินที่สามารถดำเนินการยึดหรืออายัดได้มีมูลค่าต่ำกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างมาก

ในกรณีของหุ้นบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้แจ้งเตือนตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ข้อมูลจากรายงานผู้ถือหุ้น ณ เดือนกันยายนระบุว่ากองทุน CAI ถือหุ้น BCPG อยู่ประมาณ 168.4 ล้านหุ้น หรือประมาณ 5.62% และยังปรากฏอยู่ในรายงานประจำปี พ.ศ. 2568 และ จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานการขายหลักทรัพย์ผ่านจุด 5% ลงมาแต่อย่างใด แสดงว่า ยังไม่เคยมีการขายหุ้นจนต่ำกว่า 5% มาก่อนหน้านี้แต่เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ปรากฏว่าการถือครองหุ้นดังกล่าวเหลือเพียงประมาณ 21.237 ล้านหุ้น หรือ ประมาณ 0.71% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่ามีการขายหุ้นออกไปเกือบทั้งหมด ซึ่งหุ้นดังกล่าวนั้นเป็นทรัพย์สินที่ควรได้รับการอายัดไว้เพื่อการตรวจสอบตั้งแต่ต้น เนื่องจากมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามที่ปรากฏในหนังสือหลักฐานที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ส่งไปตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 แล้ว

นอกจากหุ้น BCPG แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังได้นำเสนอหลักฐานการถือครองหุ้นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกองทุน CAI ผ่านบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น การถือครองผ่าน แคทรียา บีเวอร์ ภรรยา นายเบน สมิธ และผ่านบริษัทอื่นในกลุ่มเดียวกันอีกหลายรายการ ซึ่งพรรคได้เปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะหลายครั้งตามตารางหลักฐานที่แนบไว้ ในหนังสือวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 พรรคประชาธิปัตย์ยังได้เสนออย่างชัดเจนว่า อย่างน้อยที่สุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ควรดำเนินมาตรการกำกับดูแลเพิ่มเติม เช่น การกำชับให้มีการตรวจสอบ Enhanced Know Your Customer (Enhanced KYC) เพื่อขยายการตรวจสอบที่มาของเงิน และตรวจสอบ Beneficial Owner หรือเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังธุรกรรมที่ผิดปกติของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ รวมถึงควรมีการระงับธุรกรรมในบัญชีที่เกี่ยวข้องจนกว่าการตรวจสอบจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์

แต่ในวันนี้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดคือมาตรการดังกล่าวไม่ได้ถูกดำเนินการอย่างทันท่วงที ส่งผลให้เกิดการขายหุ้นออกไปเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ดังเช่นกรณีของหุ้นบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ที่จำนวนหุ้นลดลงจาก 168.4 ล้านหุ้น เหลือเพียง 21.237 ล้านหุ้น เท่านั้น และ พรรคประชาธิปัตย์ขอยืนยันว่า ยังมีหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์อีกมาก ดังตารางซึ่งได้ปรับปรุงข้อมูลเพิ่มเติมเป็นข้อมูล วันที่ 2 มีนาคม 2569 แล้ว นี้

ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องการคำตอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เหตุใดธุรกรรมต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย และนำไปสู่การดำเนินคดีโดย Monetary Authority of Singapore ซึ่งมีหลักฐานความผิดปกติปรากฏชัดเจนตั้งแต่หลายเดือนก่อน จึงไม่ได้รับการดำเนินการใดๆ จากหน่วยงานของรัฐ

จากนี้ไปสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจะดำเนินการอย่างไร เมื่อใด และจะมีแนวทางอย่างไรในการติดตามทรัพย์สินที่ควรถูกยึดเหล่านี้ ทั้งหมดเพื่อนำมาชดเชยให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง

นั่นคือคำถามที่พรรคประชาธิปัตย์มีต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง และพรรคประชาธิปัตย์ขอถามต่อไปยังรัฐบาล ซึ่งมีอำนาจกำกับดูแลหน่วยงานทั้งสองแห่งนี้ว่า 3.มีอุปสรรคหรือข้อจำกัดใดหรือไม่ที่ทำให้หน่วยงานของรัฐไม่สามารถดำเนินการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการที่ แม้ ดีเอสไอ ได้ส่งเรื่องถึง ปปช. เพื่อดำเนินการสอบสวนต่อบุคคลทางการเมือง 6 ราย ตามฐานความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเนื่องจากความเกี่ยวโยงกับคดี MOU กระทรวงดีอี กรณีแสกนม่านตาประชาชน 1.2 ล้านคนนั้น เกี่ยวโยง นาย เบน สมิธ, Prime Opportunity Fund VCC สิงคโปร์ และ Capital Asia Investment โดยใน 6 รายนั้น ได้รวมถึง ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ยังดำรงตำแหน่งนี้ และ มีอำนาจหน้าที่สูงสุดใน สำนักงาน กลต. ซึ่งกำลังตรวจสอบในเรื่องนี้ จะทำให้สังคมทั่วไปมีความวางใจกระบวนการตรวจสอบนี้จะไม่ถูก “ขวางทาง” โดย ประธาน กลต.ได้อย่างไร?

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘กรณ์’ ไล่บี้ ก.ล.ต.-ปปง. เร่งออกหมายจับ ‘เบน สมิธ’ หลังหลักฐานฟอกเงินชัดเจน

"กรณ์" จี้ถาม กลต.-ปปง. เหตุใดยังไร้หมายจับ "เบน สมิธ" หลังพบหลักฐานฟอกเงินชัดเจน เดินหน้าทวงคืนความเป็นธรรมเพื่อคนไทย

'รัดเกล้า' ประณามการโจมตีโรงเรียนสตรีเมืองมีนาบ ประเทศอิหร่าน ลั่นกระทบผู้บริสุทธิ์อย่างร้ายแรง

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ประณามการโจมตีโรงเรียนสตรี ชะญาเรห์ ตอยเยเบห์ เมืองมีนาบ ประเทศอิหร่าน

'จตุพร-นิติธร' อัดยับ! หาเสียงเลือกตั้งทุกพรรคสมยอม สร้างโกหกใหม่มาลบความจำเก่าอื้อฉาว

'จตุพร-นิติธร' อนาถ หาเสียงเลือกตั้งทุกพรรคสมยอม สร้างโกหกใหม่มาลบความจำเก่าอื้อฉาว ถาม ปชช.ลืมภาพถ่าย 'เบนสมิธ 'กับนักการเมืองใหญ่แล้วหรือ จำกรณี 'ที่ดินอัลไพน์- ตั๋วพีเอ็น -ที่ดินรถไฟ-แก๊งสแกมเมอร์' ไม่ได้หรืออย่างไร ซัดนักการเมืองพวกนี้ยังหาเสียงวนกลับมาปกครองบ้านเมือง