17 มีนาคม 2569 - นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกรัฐสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กโดยจัดทำหนังสือเปิดผนึกถึงนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา มีเนื้อหาดังนี้ ความคาดหวังต่อ "ประธานรัฐสภา" ในยุคเปลี่ยนผ่าน
ในฐานะที่ผมเคยปฏิบัติหน้าที่สมาชิกรัฐสภา และได้ติดตามการทำงานรวมถึงมีโอกาสร่วมประชุมอย่างไม่เป็นทางการกับท่าน ผมมีความรู้สึกชื่นชมในบุคลิกภาพที่โดดเด่น ทั้งความตั้งใจจริง ความเป็นลูกชาวบ้านและครูที่ติดดิน ความมุ่งมั่น และความเด็ดขาดในการตัดสินใจ ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญยิ่งสำหรับผู้นำในฝ่ายนิติบัญญัติ
อย่างไรก็ตาม เมื่อท่านก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง "ประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ" ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของอำนาจอธิปไตย ผมจึงขออนุญาตเสนอแนะด้วยความปรารถนาดี เพื่อให้ท่านเป็นประธานรัฐสภาที่สง่างามและเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง ดังนี้ครับ
1. การก้าวข้าม "เงา" และการดำรงตนเป็นกลาง
ภารกิจแรกที่สำคัญที่สุดคือการ "ตัดขาดจากความผูกพันเดิม" ท่านต้องพิสูจน์ให้สาธารณชนเห็นว่า ท่านคือประธานของสมาชิกรัฐสภาทุกคน ไม่ใช่ตัวแทนของตระกูลดังแห่งบุรีรัมย์หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
การลบภาพจำเรื่อง "บ้านใหญ่" จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อท่านใช้อำนาจหน้าที่โดยปราศจากส่วนได้ส่วนเสีย และกล้าตัดสินใจบนผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง เพื่อกอบกู้ศรัทธาต่อสถาบันนิติบัญญัติที่ประชาชนกำลังเริ่มเสื่อมถอย
อย่าซ้ำรอยระบอบทักษิณ ที่ประธานสภา ใช้อำนาจลักหลับ เพื่อผ่านการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งจนบ้านเมืองเกิดความวุ่นวายกลียุค อย่าให้เป็นไปตามที่สังคมตั้งข้อสังเกตว่า ระบอบปัจจุบัน “สภาผู้แทนของเรา วุฒิสภาก็ของเรา ฝ่ายบริหารก็ของเรา องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็ของเรา”
2. ใช้ดุลพินิจประธานในการควบคุมการประชุม และการกำหนดญัตติวาระการประชุม
ประธานจะต้องใช้ดุลพินิที่ไม่เอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพราะประธานมีอำนาจเด็ดขาดในการวินิจฉัยและกำหนดจังหวะก้าวของการประชุม โดยเฉพาะการบรรจุวาระการประชุมที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายบริหารซึ่งอาจขัดต่อประโยชน์ของประเทศ
ในอดีตการพิจารณากฎหมายและญัตติที่สำคัญ ประธานบางคนที่พลีกายและใจให้กับพรรคที่ตนสังกัด ไม่ยอมบรรจุญัตติที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารมาแล้ว
3. ปฏิรูปงบประมาณ "คณะทำงาน" : จากเบี้ยหัวแตกสู่หน่วยวิชาการทรงพลัง
ในสภาวะที่เศรษฐกิจเปราะบาง เราไม่ควรยึดติดกับการจัดสรรงบประมาณตามโควตาหรือจำนวนคนเพียงอย่างเดียว
ผมขอเสนอให้ท่านกล้าหาญในการปรับโครงสร้างงบประมาณดังนี้:
ลดจำนวนผู้ช่วย: ปัจจุบัน สส. และ สว. 1 คน มีผู้ช่วยงานถึง 8 คน รวมแล้วกว่า 5,600 คน ซึ่งใช้งบประมาณมหาศาลและมักถูกมองว่าเป็นเพียงการฝากฝังคนใกล้ชิด หากปรับลดเหลือเพียง 2 คนที่จำเป็นจริงๆ ต่อสมาชิก 1 คน จะช่วยประหยัดงบประมาณได้อย่างมหาศาล
สร้าง "คลังสมองรัฐสภา" (Think Tank): นำงบประมาณที่ประหยัดได้มาจ้างผู้เชี่ยวชาญคุณภาพสูงระดับประเทศ และนักวิจัยมืออาชีพมาไว้ที่ส่วนกลาง เพื่อสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกให้สมาชิกทุกคน โดยนำเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในการสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลที่รวดเร็วแม่นยำ เพื่อให้การตรากฎหมายและการแก้ปัญหาพลังงานหรือเศรษฐกิจมีฐานข้อมูลทางวิชาการที่แข็งแกร่งรองรับ
4. ยุติการ "ดูงานต่างประเทศ" ที่เต็มไปด้วยการท่องเที่ยว
ในยุคดิจิทัลที่เราสามารถ Video Call ประชุมกับผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกได้เพียงปลายนิ้ว การใช้งบประมาณภาษีประชาชน อ้างบินไปดูงานต่างประเทศเพื่อจัดโปรแกรมท่องเที่ยวนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งในสภาวะที่ประเทศเผชิญวิกฤต
ท่านควรประกาศนโยบายยกเลิกการดูงานในรูปแบบเดิม ที่ส่งเสริมความไม่ตรงไปตรงมา ทุจริตโกงงบประมาณภาษีประชาชน เปลี่ยนมาเป็นการเรียนรู้ผ่านระบบทางไกล ซึ่งสามารถประชุมร่วมกับผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญประเทศใดก็ได้ เพื่อรักษาเงินภาษีและนำเวลามาทุ่มเทให้กับการแก้ไขปัญหาในสภาและประเทศอย่างเต็มที่
5. สร้างวัฒนธรรมเสมอภาค
สมาชิกรัฐสภา ต้องไม่มองข้าราชการรัฐสภาต่ำต้อย ด้อยกว่าสมาชิก ต้องส่งเสริมให้ข้าราชการสามารถให้ความเห็นและมีส่วนร่วมได้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงขอรับคำสั่งและจะต้องนั่งคุกเข่ากับพื้นในการเจรจาพูดคุยกับสมาชิกรัฐสภา ข้าราชการรัฐสภาจำนวนไม่น้อยมีความคิดความอ่านและข้อเสนอแนะที่ดี หากให้เขามีส่วนร่วมก็จะเป็นประโยชน์ต่องานนิติบัญญัติ
6. รัฐสภาที่ "เปิดกว้าง" และเป็นมิตรกับประชาชน
รัฐสภาต้องไม่ใช่แดนสนธยาหรือเขตหวงห้าม แต่ต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่รับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ท่านควรมีนโยบายอำนวยความสะดวกให้สุภาพชนเข้าถึงข้อมูล
และที่สำคัญคือ "ต้องไม่รังเกียจการชุมนุม" เพราะการแสดงออกทางการเมืองคือความงดงามของประชาธิปไตย
การเปิดพื้นที่รับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายจะช่วยให้ท่านได้รับข้อมูลรอบด้าน และทำให้รัฐสภาเป็นพื้นที่ของประชาชนอย่างแท้จริง
ผมเชื่อมั่นว่าหากท่านรักษาจุดเด่นเรื่องความมุ่งมั่นเด็ดขาด และเพิ่มเติมความกล้าหาญในการปฏิรูปโครงสร้างภายในรัฐสภาตามที่กล่าวมา ท่านจะเป็นประธานรัฐสภาที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกว่า เป็นผู้คืนความศรัทธาและความศักดิ์สิทธิ์ให้กับสถาบันนิติบัญญัติไทยอย่างสง่างามครับ
ด้วยความเคารพและเชื่อมั่น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สว.เปรมศักดิ์ จี้ 'โสภณ ซารัมย์' แสดงจุดยืนให้ชัดไม่ถูกครอบงำจาก 'บ้านใหญ่สีน้ำเงิน'
“สว.เปรมศักดิ์” ส่ง 5 ข้อเสนอถึงประธานรัฐสภาคนใหม่ กำหนดกรอบแก้ รธน.ให้หลุดพ้นคำติฉินสภาฯ สีน้ำเงิน มองข้อเสนอ ”หมอวรงค์“ ทบทวนค่าข้าวน่ารับฟัง บอกผมเป็น สส.มา 12 ปี ไม่คิดว่าฟุ่มเฟือย รับผู้แทนรายจ่ายเยอะต้องใส่ซองชาวบ้าน-ช่วยงานการกุศล
'โสภณ' ประชุมข้าราชการสภาฯ ตั้งเป้าลดการใช้พลังงาน 30%
“โสภณ” ประชุมข้าราชการสภาฯ ตั้งเป้าลดการใช้ไฟฟ้าลง 30% พร้อมขอให้เข้มงวดความร่วมมือประหยัดไฟฟ้า-น้ำ อย่างเป็นรูปธรรม ขอทุกคนช่วยกันทำงาน ไม่ใช่ได้ตำแหน่งแล้วแปลงร่างเป็นผู้วิเศษรู้หมดทุกเรื่อง บอกไม่ต้องมาแสดงความยินดี เป็นคนง่ายๆ ไม่ต้องมีพิธีการ
'โสภณ' แจงบอก 'หมอวรงค์' ตลก เพราะใช้เวลาอภิปรายไม่ถูกกาลเทศะ เสนอตัดงบอาหาร สส.
"โสภณ" ยันไม่ตลก ปมแนวคิดยกเลิกงบอาหารกลางวัน สส. แจงที่บอกตลก เหตุผู้อภิปรายพูดผิดเวลา-ไม่มีกาลเทศะ ลั่น สมัยตนนั่งประธาน สิ่งไหนที่เกิดประโยชน์ก็จะทำ วอน อย่าวิจารณ์นักการเมืองเหมาเข่ง เชื่อ โหวตนายกฯ 19 มี.ค. ไม่วุ่นวายซ้ำรอยเลือกประธานสภา
19มี.ค.สภาเลือกนายกฯ ได้รัฐบาลก่อนสงกรานต์
"โสภณ-มัลลิกา-เลิศศักดิ์" รับสนองพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ
ประธานสภาฯ นัดโหวตนายกฯ 19 มี.ค. หวังได้รัฐบาลมีอำนาจเต็มก่อนสงกรานต์
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า ตนเตรียมออกระเบียบวาระประชุมสภาฯ เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 19 มี.ค. เพราะอยากเห็นรัฐบาลได้มีอำนาจเต็มก่อนสงกรานต์ เพราะตอนนี้มีวิกฤติต่างๆ รุมเร้า หากมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
'โสภณ' มอง 'หมอวรงค์' ตลก เสนอยกเลิกอาหาร สส. ชี้ไม่ควรแอคชั่นแบบนี้
"โสภณ" ชี้ประธานสภาฯ-รองประสภาฯ คนละพรรค แต่สามัคคีกัน สร้างศรัทธาเป็นที่พึ่ง พร้อมเปิดเวทีให้สมาชิกถกอยากได้สภาฯเป็นแบบไหน หัวเราะก่อนบอก “ตลก” หลัง “หมอวรงค์” เสนอยกเลิกอาหารกลางวัน สส.

