นักวิชาการอัดทุนผูกขาดสามานย์เอาเปรียบคนไทย แนะ 'อนุทิน' ยึดพลังงานมาทำเอง

เวทีสัมมนาวิพากษ์เดือด !! เตือนวิกฤตน้ำมันฉุดเศรษฐกิจไทยดิ่งเหว แนะอนุทินยึดพลังงานมาทำเอง ปลดแอกประเทศไทย เสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนให้รัฐบาลรับมือน้ำมันราคาแพง

7 เมษายน 2569  ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเร็วๆนี้ ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ – มูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลา จัดสัมมนาวิชาการหัวข้อ “ความท้าทายของรัฐบาลอนุทิน 2 ต่อสงครามตะวันออกกลางและผลกระทบที่มีต่อประเทศไทย”

โดยมี  รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน ณ กรุงจาการ์ต้า อินโดนีเซียน ,นายทนง ขันทอง สื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญข่าวต่างประเทศ , ศ.พล.ท.สมชาย วิรุฬยาพล ผู้เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลที่กำลังทวีความรุนแรงและส่งแรงกระเพื่อมโดยตรงต่อราคาน้ำมันโลก โดยมีนายชิบ จิตนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา เป็นผู้ดำเนินรายการ

รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ กล่าวว่า วิกฤตราคาน้ำมันในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากปัจจัยเฉพาะหน้า เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุชเท่านั้น แต่มีรากฐานจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ยาวนานนับตั้งแต่การก่อตั้งประเทศอิสราเอลในปี 1948 ทั้งนี้สงครามที่ยืดเยื้อจนถึงปี 2026 สะท้อนการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ โดยสหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาทอย่างเปิดเผย เพื่อรักษาผลประโยชน์สำคัญ ได้แก่ อิทธิพลของกลุ่มทุนที่มีบทบาททางการเมือง และการรักษาค่าเงินดอลลาร์ (Petrodollar) เนื่องจากสหรัฐฯ ใช้ดอลลาร์ผูกติดกับการซื้อขายน้ำมันมาตั้งแต่ปี 1974 เพื่อสร้างความต้องการเงินดอลลาร์ทั่วโลก

“สงครามครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสู้รบ แต่คือการจัดระเบียบโลกใหม่ จีนและรัสเซียหนุนอิหร่านเพื่อลดอำนาจดอลลาร์ ขณะที่อิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุชเป็นเครื่องต่อรองให้ใช้น้ำมันซื้อขายด้วยเงินหยวน นี่คือสงครามเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุด”

ในส่วนของผลกระทบต่อประเทศไทยนั้น ดร.ณรงค์ วิพากษ์อย่างดุเดือดว่า นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว “ทุนผูกขาดสามานย์” ในประเทศยังฉวยโอกาสจากความทุกข์ยากของประชาชน โดยอาศัยจังหวะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงถึง 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับราคาน้ำมันในไทยอย่างรวดเร็วเกินควร ทั้งที่ไทยสามารถผลิตพลังงานเองได้บางส่วน ขอเสนอให้รัฐบาลอนุทินช่วยจัดการพวกกลุ่มทุนสามานย์ผูกขาดหากินบนผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนให้หลุดพ้นออกไปจากผลประโยชน์แผ่นดิน ห่วงสงครามตะวันออกกลางเสี่ยงขยายตัวเป็นสงครามโลก ส่งผลให้ไทยถูกกระทบรุนแรง ขอเสนอให้รัฐบาลอนุทินยึดพลังงานมาบริหารเอง ใช้วิกฤติเป็นโอกาสพัฒนาไทยยามสงคราม

อย่างไรก็ตามเพื่อรับมือวิกฤตดังกล่าว ดร.ณรงค์ ยื่นข้อเสนอ 5 แนวทางเร่งด่วนต่อรัฐบาลคือ 1.ประกาศ พ.ร.ก. ภาวะฉุกเฉินพลังงาน ห้ามส่งออกน้ำมันชั่วคราว และกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นตามต้นทุนจริงบวกกำไรที่เหมาะสมเพื่อหยุดการค้ากำไรเกินควร 2.เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางท่อ โดยบังคับใช้ท่อส่งน้ำมันสู่ภาคเหนือและอีสานให้เต็มศักยภาพ 100 % (ปัจจุบันใช้เพียง 20 %) เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งทางรถยนต์ 3.ใช้กำไรบริษัทพลังงานมาช่วยเหลือประชาชน ควรนำกำไรปีละแสนล้านบาทมาสมทบกองทุนน้ำมัน แทนการรีดภาษีจากประชาชนฝ่ายเดียว 4.กระจายอำนาจพลังงานชุมชน โดยสนับสนุนเทคโนโลยีให้ชาวบ้านผลิตพลังงานใช้เอง เช่น น้ำมันจากขยะ/ยางพารา หรือก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์อย่างจริงจัง และ 5.จัดโครงสร้างใหม่สู่ “บริษัทพลังงานแห่งชาติ” ในระยะยาวเสนอให้แยกทรัพย์สินของรัฐ (เช่น ท่อก๊าซ) โดยตั้งบริษัทพลังงานแห่งชาติที่บริหารโดยตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งพนักงาน ผู้บริโภค และนักธุรกิจ เพื่อความโปร่งใส

ด้านนายทนง ขันทอง กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้เป็นความขัดแย้งเชิงอำนาจที่มีหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง โดยแต่ละประเทศมีผลประโยชน์แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งฝ่ายที่ต้องการยุติสงครามและฝ่ายที่ต้องการยืดเยื้อสถานการณ์ แต่แม้หลายประเทศรวมถึงไทยต้องการให้สถานการณ์คลี่คลายเพื่อลดผลกระทบด้านพลังงานและเศรษฐกิจ แต่ความยืดเยื้อของสงครามกำลังผลักโลกไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จากระบบอำนาจขั้วเดียวไปสู่ “โลกหลายขั้ว” ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศในระยะยาว

ขณะที่นายชิบ จิตนิยม ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวว่า ภาวะวิกฤตถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของภาวะผู้นำ โดยเฉพาะสถานการณ์ขาดแคลนพลังงานที่อาจกระทบต่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ตั้งไว้ร้อยละ 3 หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัว ประชาชนเผชิญค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อเพิ่ม และหนี้สาธารณะเสี่ยงทะลุเพดาน เห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาพลังงานอย่างจริงจัง โปร่งใส และยั่งยืน เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นตัวประกันของราคาน้ำมันโลก พร้อมยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผ่านกลไกของคณะกรรมาธิการ และเสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายต่อรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถวางจุดยืนอย่างเหมาะสม รักษาผลประโยชน์ของชาติ และส่งเสริมสันติภาพในเวทีระหว่างประเทศ

ด้านนางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน และกรรมาธิการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ กล่าวในหัวข้อ “แนวคิดการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่” ว่า โลกปัจจุบันเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่ถูกเร่งด้วยวิกฤตต่างๆ ตั้งแต่โควิด-19 จนถึงวิกฤตพลังงาน ซึ่งได้ขยายผลไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจและกระทบต่อประชาชนฐานรากอย่างชัดเจน พร้อมเสนอว่า การพัฒนาประเทศควรขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคต โดยส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและปฏิรูปการศึกษา การเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน โดยมุ่งสู่พลังงานสะอาดและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ และการเปลี่ยนแปลงเพื่อความเป็นธรรม โดยลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ และสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาและกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม

นายปฏิมา จีระแพทย์ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเข้าร่วมรับฟังการสัมมนาในครั้งนี้ กล่าวว่า เวทีดังกล่าวทำให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์โลกและผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน และเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนจากความขัดแย้งระดับโลก ทั้งนี้เห็นว่าแนวคิดจากวิทยากรสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้าง “ความเข้มแข็งจากภายในประเทศ” โดยเฉพาะการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน เช่น การนำวัสดุเหลือใช้มาผลิตพลังงานเพื่อรองรับวิกฤติในอนาคต รวมถึงแนวทางการสร้างรายได้ให้ภาคเกษตรผ่านการปลูกไม้มีค่า ซึ่งสามารถเป็นทางออกเชิงโครงสร้างในการลดหนี้สินของเกษตรกรได ซึ่งข้อมูลและข้อเสนอจากเวทีสัมมนาครั้งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง และจะนำไปต่อยอดผลักดันในเชิงนโยบายและการทำงานของวุฒิสภา เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว

นายพีระพล ตริยะเกษม ประธานมูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลาคม กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดสัมมนาวิชาการครั้งนี้ว่าเพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์โลกที่กำลังทวีความรุนแรง และส่งเสียงไปถึงรัฐบาลให้ตระหนักถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยย้ำว่าตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา แม้ประชาชนจะต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง แต่โครงสร้างการบริหารประเทศยังคงเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำ หนี้สิน และผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจ สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทยอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงควรกำหนดท่าทีที่ชัดเจน ยึดหลักความเป็นกลางและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมสร้างความเป็นเอกภาพภายในประเทศ ปรับโครงสร้างนโยบาย และใช้จุดแข็งของไทยในด้านอาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยวให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ทั้งนี้เวทีสัมมนาเน้นย้ำว่า สงครามในตะวันออกกลางอาจไม่จบสิ้นง่ายๆ ตราบใดที่มหาอำนาจยังต้องการแย่งชิงทรัพยากร ประเทศไทยจึงต้องรีบปรับตัวและกล้าจัดการกับปัญหาโครงสร้างทุนผูกขาดภายใน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนักเกินไปในวันที่โลกกำลังก้าวสู่ระเบียบใหม่

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัด พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เข้าข่ายฉุกเฉินตาม รธน.

“ดร.ณัฏฐ์” ระบุรัฐบาล “อนุทิน” มีอำนาจออก พรก.กู้เงินแก้วิกฤติพลังงาน เหตุเข้าข่ายภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจและกรณีเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ย้ำศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยภายใน 60 วัน หากฝ่ายค้านรวบรวมรายชื่อ สส.ยื่นตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของ พรก.ดังกล่าว

ประชุมนัดแรก 'บอร์ดศึกษาแลนด์บริดจ์' ตั้งอนุฯ 3 คณะ หากไม่ทันใน 90 วันต้องขอขยายเวลา

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน

'สว.นันทนา' เดือด! ตราหน้ารัฐบาลน้ำเงิน 'สักแต่พูดพลัส'

'นันทนา' จี้รัฐบาลหยุดเตะถ่วงแก้รัฐธรรมนูญ ลั่นทำแต่เรื่องไม่หาเสียง แต่สิ่งที่สัญญากลับไม่ทำ แซะถ้าจะเบี้ยวปชช. เปลี่ยนคำขวัญพรรคใหม่เป็น 'สักแต่พูดพลัส'

'เท้ง' ไล่บี้รัฐบาลปัดตกร่างแก้รธน. โวยกติกาสูงสุดฐานอำนาจระบอบสีน้ำเงิน

'เท้ง' จี้ ‘รัฐบาล’ ตอบให้ชัดหลังปัดตก กม.หลายฉบับ ถามอำนาจถกกฎหมายอยู่ใครกันแน่ เหน็บคุยหลังบ้านทั้งสภาล่าง-สภาบน ถึงมั่นใจทั้ง 34 ฉบับผ่านฉลุย ซัดกติกาสูงสุดประเทศกำลังเป็นฐานอำนาจระบอบสีน้ำเงิน

ปตท. เผยผลประกอบการ Q1/69 สามารถทำกำไรสุทธิ 25,738 ล้านบาท

ปตท. เผยผลประกอบการ Q1/69 สามารถทำกำไรสุทธิ 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% แม้ตลาดพลังงานโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน ชี้ธุรกิจค้าระหว่างประเทศ ปิโตรเคมี-การกลั่น และธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีกปรับเพิ่มขึ้น หนุนรายได้โต

ปชน. จี้รัฐบาลตั้ง กมธ.วิสามัญชำแหละ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หวั่นปกปิดข้อมูล หนีตรวจสอบ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค และ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยสส. จากพรรคประชาชนแถลงข่าวฝากข้อความถึงรัฐบาล ให้เห็นด้วยในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท