
ต้องถูกส่งคำร้องไปที่ศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิ ก็คือให้ใบแดง สว.ทั้ง 138 คนต้องถูกเพิกถอน หากกกต.ไม่ยื่นคำร้องไปที่ศาลฎีกาฯ ถือว่ากกต.ละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ต้องหาทางเล่นงานกกต.ต่อไป..จะเอาเฉพาะน้ำเงินอ่อน ไม่เอาผิดพวกน้ำเงินเข้ม ทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะไม่สามารถที่จะไปแยกแยะได้
จากคำประกาศของ”คณะกรรมการการเลือกตั้ง”(กกต.)ที่ย้ำว่าจะสรุปผลการพิจารณาสำนวน”คดีฮั้วสว.”ภายในเดือนสิงหาคม ทำให้ทุกฝ่ายในแวดวงการเมืองต่างจับตากันว่า สุดท้ายแล้ว กกต.จะมีการชี้ขาดคดีฮั้วสว.ออกมาอย่างไร จะส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาฯ หรือไม่ และหากส่งไปจะมีพวกแกนนำสว.ชุดปัจจุบันที่เรียกกันว่าสว.สีน้ำเงินรวมอยู่ด้วยหรือไม่และมีกี่คน รวมถึงนักการเมืองในฝ่ายรัฐบาลจะมีชื่อด้วยหรือไม่หรือจะรอดหมด ซึ่งผลการพิจารณาของกกต.ที่จะออกมาจะมีผลทางการเมืองตามมามากพอสมควร
“ไทยโพสต์” สัมภาษณ์”พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว แกนนำกลุ่มสว.สำรอง ที่เคลื่อนไหวตรวจสอบเรื่องการเลือกสว.มาตลอดสองปีที่ผ่านมา” ที่ล่าสุดเมื่อวันพุธที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้เดินทางไปที่สำนักงานกกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อติดตามเร่งรัดคดีฮั้วสว.ทั้งในส่วนที่อยู่ในการพิจารณของกกต.และดีเอสไอ
และเพื่อให้เข้าใจที่มาที่ไปของคดีฮั้วสว.เพื่อให้เห็นภาพตั้งแต่ต้นเรื่อง เราจึงขอให้”พล.ต.ท.คำรบ”สรุปที่มาที่ไปของเรื่องดังกล่าวโดยสังเขป โดยมีเนื้อหาดังนี้
..เรื่องคดีฮั้วสว.เกิดจากในการเลือกสว.เมื่อปี 2567ซึ่ง หากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ร่วมในขบวนการฮั้วสว.ของพวกเขาจะไม่รู้อะไรเลย จนตอนที่ไปเลือกสว.ระดับประเทศที่เมืองทองธานีเมื่อ 26 มิถุนายน 2567 ที่มีการเลือกกันสองรอบคือ รอบแรกเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพเดียวกัน กับรอบที่สองการเลือกไขว้
ตอนที่มีการเลือกกันเองของกลุ่มผู้สมัครในสาขาอาชีพเดียวกัน ซึ่งตอนแรก ๆ ก็พบว่ามีเรื่องผิดสังเกตเหมือนกัน คือมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ได้คะแนนสูงมากที่เลือกกันเอง บางคนได้เกือบ30 คะแนน ในขณะที่คนทั่วไป ได้คะแนนอยู่ที่ประมาณ 13-15 ก็ถือว่าเก่งแล้ว ตอนแรกก็ไม่ได้สงสัยอะไรและยังนึกชื่นชมว่าพวกที่ได้คะแนนมาเยอะกลุ่มนี้เก่ง แต่ว่าพอต่อมาในการเลือกรอบไขว้ ถึงพบข้อผิดสังเกตุ
..ช่วงแรก พวกเราก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร แต่ว่าช่วงที่ก่อนจะมีการเลือกรอบไขว้ มันมีกลุ่มคนที่อยู่ในขบวนการบางคนเหมือนกับเอาโพย ที่แอบจดไว้ในสมุด สว.3 (เอกสารหรือข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร สว.)แอบนำมาลอก พอลอกเสร็จ คนที่เขาไม่รู้เรื่องและไม่เห็นด้วยก็โวยวายขึ้นมาว่า พวกคุณทำอะไร เพราะพบเห็นว่ามีการจดมีการลอกกันหลายคน มันดูผิดสังเกตุ
..ผลก็คือทำให้กกต.มีการไปประชุมและเห็นว่ามันน่าจะเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เลยมีการสั่งห้ามไม่ให้เอาสมุดสว.3 หรือว่าเอกสารใด ๆ เข้าไปในห้องเลือกไขว้ในภาคบ่าย พอกกต.ประกาศดังกล่าว ก็เลยโกลาหลกันใหญ่พวกที่อยู่ในกระบวนการจึงมีการฉีกสมุด-เอกสารที่มีการแอบจดกันมา จนกระทั่งพอเข้าไปในห้องเลือก ตอนช่วงก่อนจะมีการเลือกในช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. ที่มีคลิปปรากฏออกมาว่ามีนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต. ได้มีการเดินตรวจ ที่ปรากฏว่ามีคนแอบเอาโพยเข้ามา เลยมีการยึดโพย ซึ่งตอนนั้นไม่ต้องไปถกเถียงเลยว่าโพยที่นำเข้าไปผิดหรือไม่ผิด เพราะเขาห้ามเอาเข้าแล้ว เมื่อห้ามแล้วคนที่เอาเข้าไปจึงผิดทั้งนั้น เพราะฉะนั้นคนที่เอาไปยื่นให้นายฐิติเชษฐ์ในคลิปที่ออกมาจึงถือว่าทำผิดหมด เพราะมีการประกาศแล้วว่าในการเลือกรอบบ่ายให้เอาปากกาเข้าไปได้อย่างเดียว แล้วเอกสารชุดใหม่ จะมีการนำไปแจกให้ในห้องเลือก
“พล.ต.ท.คำรบ”กล่าวต่อไปว่า ที่มีคนแอบจดไม่ว่าจะเป็นเศษกระดาษหรือเป็นโพยต่างๆ จะอ้างว่าเป็นโพยสุจริตถือว่าผิดหมดทุกอย่างที่แอบจดเข้าไป เรื่องนี้ก็เป็นข้อผิดสังเหตุอันแรกที่เราเห็น ซึ่งจริงๆ มารู้ภายหลัง เพราะว่าวันนั้นรู้เฉพาะกลุ่มบางกลุ่ม เพราะมีการแยกกลุ่มกันตามกลุ่มต่างๆ ที่มีด้วยกัน 20 กลุ่มก็เป็น20ล็อก ซึ่งที่ปรากฏตามคลิปวีดีโอ นายฐิติเชษฐ์ เข้าไปแค่ในกลุ่ม 1 ก็ไปยึดในกลุ่มที่ 1 เท่านั่นเอง แต่ก็เห็นว่ามีการยึดกันได้ 2-3 กลุ่ม ไม่ได้ไปเดินทุกกลุ่ม เพราะฉะนั้นบางกลุ่มเขาก็ไม่รู้เรื่อง แต่ส่วนใหญ่จะมารู้เรื่องเอาตอนที่มีการนับคะแนน ที่ตอนนับคะแนน ก็เห็นสิ่งผิดสังเกตุคือ คะแนนออกมาเป็นชุดๆ เพราะผู้สมัครหนึ่งคนเลือกผู้สมัครได้ห้าหมายเลข เพราะฉะนั้นจะต้องเขียนห้าหมายเลขเรียงกันในหนึ่งบัตรเลือกสว. ทำให้เวลาอ่านคะแนน เช่น ยกตัวอย่าง ผมสมัครในกลุ่ม 2(กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) พอมีการนับคะแนน ก็จะเห็นว่ามีการเลือกหมายเลข 20 หมายเลข 50 หมายเลข 1- 2 -4 หมายเลข 1- 2 -9 หมายเลข 1 -3- 6 พอมาถึงอีกคนหนึ่ง ก็นับคะแนน ก็ปรากฏว่า ก็เลือกลักษณะคล้ายกัน ทั้งที่เป็นคนละคนกันแต่มีการเลือกกันเป็นชุดๆ แบบนี้สักประมาณร่วม 20 บัตรที่จะเลือกเหมือนกัน คนก็สงสัยว่าคะแนนออกมาแบบนี้ได้ยังไง ก็เป็นที่ผิดสังเกตุ เช่นเดียวกับกลุ่มอื่นๆ ผลก็ออกมาเป็นแบบเดียวกันคือ เลขออกมาซ้ำๆกัน ทุกคนก็งง เฮ้ย มันมาได้ยังไง
“พล.ต.ท.คำรบ”กล่าวต่อไปว่า ผมเองกับพรรคพวกประมาณยี่สิบกว่าคนเข้าไปคุยกับนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.ที่นั่งอยู่ในห้องศูนย์อำนวยการของสำนักงานกกต. ไปบอกเขาให้ไปดูเพราะการขานบัตรมันผิดสังเกตุ แต่นายแสวง บอกว่าไม่มีเวลาออกไปดู ถ้าพวกคุณ มีปัญหา พรุ่งนี้ก็ไปเขียนคำร้องเอา พวกเราก็ไม่ว่าอะไร แต่วันนั้นก็มีคนนำกระดาษมาแล้วมีคนร่วมลงชื่อเป็นหางว่าว ก็กะว่าจะไปร้องคัดค้านต่อกกต. ก็มีการลงชื่อกันได้ประมาณหนึ่งร้อยกว่าชื่อ แล้ววันรุ่งขึ้น ผมก็มาเขียนคำร้องเพื่อจะนำไปคัดค้าน เพราะการเลือกสว.วันดังกล่าวมีการเลือกกันแบบข้ามคืนข้ามวัน ไปเสร็จเอาตอนรุ่งเช้าวันที่ 27 มิถุนายน
...ในวันที่ 27 มิถุนายน พอกลับมาบ้าน ผมก็นั่่งเขียนคำร้องคัดค้านการเลือกสว. โดยก็มีคนที่ไปเก็บโพยที่มีคนนำโพยมาขยำแล้วไปทิ้งในถังขยะตามที่เห็นในภาพต่างๆ เช่นขยำแล้วไปทิ้งในห้องนำที่เมืองทองธานี แต่มีคนไปถ่ายภาพไว้ก็มีการส่งมาให้ทางไลน์ ตอนแรกผมดูก็ยังเฉยๆ แต่มาสะดุดใจตรงผลคะแนนในกลุ่ม 2 ที่ผมลงสมัคร ที่เห็นเลขในโพย ที่มันตรงกับตอนที่มีการนับคะแนนผลการเลือกสว.ในกลุ่ม 2 พอเห็นในโพย ผมก็เห็นเลยว่าใช่เลย เพราะมันตรงกับผลที่ออกมา แล้วผมก็ไปตรวจดูผลการเลือกของกลุ่มอื่นๆ เช่นกันปรากฏว่าเป็นเบอร์ที่ตรงกับกลุ่มอื่นหมดเลย ที่ปรากฏว่าพวกนี้ได้เป็น สว.กันหมด
เพราะฉะนั้นในแผ่นโพยทั้ง 20 กลุ่ม ซึ่งแต่ละใบจะมีอยู่แค่ 5 เบอร์ ปรากฏตรงหมดเลย ทุกคนได้เป็นสว.กันหมด ทั้ง 20 กลุ่มทั้ง 5 เบอร์ก็คือทั้ง 100 คน พอวันต่อมาวันที่ 28 มิถุนายน ผมก็ไปร้องต่อกกต. และต่อมาก็มีผู้สมัครสว.ด้วยกัน ที่เขาได้ไปร่วมในขบวนการแล้วถูกหักหลัง เขามีโพยก็ส่งโพยมาให้ผมดู เลยได้โพยมาหลายใบ ซึ่งพอนำมาเทียบกันปรากฏว่า มันไม่ได้มีแค่ 5 หมายเลขแต่มี 7 หมายเลขสลับไปสลับมา แล้วพอนำ 7 หมายเลขมาตรวจสอบพบว่า ทั้งหมดได้เป็นสว.หมดเลยรวมแล้วประมาณ 138 คน
พอหลังจากไปร้องกกต. ก็มีพรรคพวกให้ความสนใจกันมาก เขาก็ติดต่อมาพร้อมจะไปเป็นพยานให้ ผมก็พาไปให้กกต.สอบ ช่วงนั้นประมาณเดือนก.ค. 2567 แต่ปรากฏว่ากกต.ไม่ทำอะไรเลยทั้งที่นำพยานบุคคลไปเป็นพยานให้กกต.สอบ ซึ่งแบบนี้ต้องเป็นเรื่องแล้ว เพราะตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 42 เขียนไว้ว่า หลังกกต.ได้รับรายงานการเลือกสว.แล้ว ให้ดึงเรื่องไว้ห้าวันก่อนประกาศผล เพื่อให้กกต.ได้ตรวจสอบอย่างถ่องแท้ก่อน โดยหากไม่มีการร้องคัดค้านและเห็นว่าเป็นการเลือกที่สุจริตเที่ยงธรรม ถึงให้ประกาศผล แต่ปรากฏว่าพอพวกผมไปร้องกกต. เรื่องก็คาราคาซัง กกต.ไม่เรียกผมไปสอบ จนกระทั่ง 10 ก.ค. ทางกกต.ก็ประกาศรับรองผลการเลือกสว.
ในวันประกาศรับรองผลการเลือกสว.นายแสวง เลขาธิการกกต.บอกว่ามีเรื่องร้องคัดค้านอยู่ 47 เรื่อง ซึ่งใน 47 เรื่อง มีความสลับซับซ้อน จะต้องมีการตรวจสอบพยานหลักฐานที่เป็นนิติวิทยาศาสตร์ จึงขอประกาศรับรองผลก่อนแล้วหากมีอะไรจะสอยทีหลัง ซึ่งมันขัดต่อกฎหมาย เพราะสว.ไม่เหมือนกับสส. เพราะสว.คือการประกาศรับรองจะต้องเห็นว่าสุจริตเที่ยงธรรมจริง ๆ แม้กระทั่งมาตรา 60 และ 64 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ก็บัญญัติว่าหากมีการร้องคัดค้านการเลือกสว.มาที่กกต.ทางกกต.จะต้องมีการตรวจสอบให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่หากเห็นว่าเป็นการร้องแบบขี้หมูราขี้หมาแห้ง เป็นเรื่องไม่จริงก็ให้ยกคำร้องไปเลย แต่ถ้าหากเป็นเรื่องที่ว่ามีมูล กกต.จะต้องตรวจสอบให้สะเด็ดน้ำ โดยให้นำมาตรา 59 มาจับคือหากเห็นว่ามันไม่เรียบร้อย จะให้มีการเลือกใหม่ก็ทำได้ กฎหมายให้สิทธิ์กกต.ขนาดนั้น แต่ปรากฏว่ากกต.ไม่สนใจ กลับประกาศรับรองผลการเลือกสว. ที่ก็ถือว่าผิด
จากกกต.สู่ดีเอสไอ กลายเป็นคดีพิเศษ
"พล.ต.ท.คำรบ"ให้ข้อมูลอีกว่า ต่อมาพวกเรากลุ่มสว.สำรองเดินทางไปที่สำนักงานกกต.เพื่อทวงถามความคืบหน้าในเรื่องที่เคยยื่นร้องเรียนไป แต่กกต.ก็ไม่แจ้งถึงความคืบหน้าใดๆ บอกแต่ว่า กำลังดำเนินการ พวกเราก็เห็นว่า แบบนี้ท่าจะไม่ดี เลยทำให้ช่วงเดือนกันยายน ปี 2567 พวกเราก็ไปที่ดีเอสไอ เพราะหากพูดถึงในแง่การกระทำความผิดมันเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เรื่องอั้งยี่ คือมีกลุ่มบุคคลมากระทำการแบบอั้งยี่ สมรู้ร่วมคิดกัน แล้วมีการไปประชุมเพื่อวางแผน ตอนนั้นเราเริ่มระแคะระคายแล้ว เพราะพยานบุคคลเริ่มเอาข้อมูลมาเล่าให้เราฟัง บางคนก็เคยได้ไปเข้าร่วมกระบวนการ แล้วเขาถูกหลอก บอกว่าจะมีการจ่ายเงินให้ แต่ถูกหักหลัง ไม่มีการจ่ายเงินให้ ก็มีคนมาให้ข้อมูลเยอะก็ไปร้องที่ดีเอสไอว่ามันมีขบวนการอั้งยี่ ในการทำให้การเลือกสว.ไม่สุจริตเที่ยงธรรม
ดีเอสไอก็เริ่มสืบสวนในทางลับ ตั้งแต่สิงหาคม 2567 ถึงกุมภาพันธ์ 2568 ก็ประมาณ 7 เดือน ดีเอสไอก็ได้ข้อมูลพอสมควร ซึ่งช่วงนั้นพวกผมกลุ่มสว.สำรอง ก็มีการนำพยานมาให้ดีเอสไอสืบสวนสอบสวน มีการตรวจสอบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบบันทึกการใช้โทรศัพท์ว่า ในช่วงก่อนการเลือกสว.ใครไปเจอกับใคร ไปรวมตัวกันที่ไหน โรงแรมอะไร มีใครโอนเงินอะไรให้แก่กัน ซึ่งกระบวนการทำในทางลับ ทำให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วสว.ไม่ทันรู้ตัว เขาคงชะล่าใจในสิ่งที่ทำ คงไม่คิดว่ามันจะมีการมาตรวจสอบย้อนหลัง หลักฐานมันเลยเรี่ยราดไปหมด ทำให้นำมาผูกเรื่องราวต่างๆ ได้ ชัดเจน
...จนรู้ได้ว่ามีพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ที่มีการไปประชุมกันที่พรรค มีกรรมการบริหารพรรค ที่เป็นพวกกลุ่มนักการเมืองรุ่นหนุ่มสาวที่เรียกว่าแก๊งลูกเทพเป็นคนเสนอว่า ในการเลือกสว. หากจะให้ได้สว.สัก120 คนให้เราจัดสูตรการเลือกสว.แบบนี้ ให้มีการเลือกไขว้แบบนี้ โดยที่้ต้องนำคนมาสมัครในระดับอำเภอให้ได้มากๆ โดยอาศัยกลไกของสส.ในพื้นที่ ซึ่งมีสส.เขตตอนนั้นประมาณ 60-70 คนในยี่สิบกว่าจังหวัด โดยให้นำคนไปลงสมัครเป็นสว.เน้นที่จังหวัดเล็ก ไม่ต้องจังหวัดใหญ่ แล้วก็ตกลงกันมาตั้งแต่ระดับอำเภอ จนมาจังหวัด จนมาถึงการเลือกสว.ระดับประเทศ มีการเสนอสูตรแบบนี้ ผ่านpower point ในที่ประชุม ก็มีการพูดกันว่าจะทำให้ฝ่ายเขาได้ สว.อย่างน้อย 120 คนใช้เงินประมาณสักไม่เกิน 400-500 ล้านบาท ซึ่งก็มีทั้งหัวหน้าพรรค ผู้บารมีนอกพรรค ที่นั่งอยู่ตรงนั้นด้วยก็เห็นดีเห็นงามอนุมัติว่าให้มีการดำเนินการตามแผนนี้
จึงเป็นที่มาของกระบวนการนี้ที่มีการไปหาคนมาสมัครตั้งแต่ระดับอำเภอ และจัดสูตรการเลือกกันมาตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงการเลือกระดับจังหวัดและจนถึงระดับประเทศ จนดีเอสไอได้ข้อมูลประมาณนี้ ได้รายละเอียดต่าง ๆ พอสมควรจน ดีเอสไอ นำเรื่องขอให้ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ เห็นชอบให้คดีฮั้วสว.เป็นคดีพิเศษเมื่อช่วงมีนาคม 2568 จนเมื่อเป็นคดีพิเศษ ทางดีเอสไอถึงทำเรื่องไปให้กกต.
...ตอนแรก กกต.ก็อิดออดไม่รับเรื่อง จนสุดท้ายดีเอสไอ เอาพยานหลักฐานทั้งหมดที่เขารวบรวมมาได้ไปยื่นให้กกต. จนกกต.พูดไม่ออกเพราะพยานหลักฐานมันเต็มกองโต๊ะ กกต.เลยจำต้องรับเรื่อง และส่งเรื่องให้อนุกรรมการไต่สวนของสำนักงานกกต.ชุดที่ 26 ตั้งแต่ 29 มีนาคม 2568 ซึ่งการที่กกต.ตั้งอนุกรรมการฯชุดที่ 26 ขึ้นมา ถือว่า กกต.อยู่ในสภาพจำบังคับเลยต้องทำ หลังผ่านมาร่วม 9 เดือนนับจากมีการเลือกสว.เมื่อ26 มิถุนายน 2567 ซึ่งในอนุกรรมการชุดที่ 26 พอดีว่ามีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่เคยร่วมสืบสวนเรื่องนี้มาก่อน จึงมีข้อมูลเป็นอย่างดี ก็มีการนำข้อมูลที่เคยสืบสวนมาก่อนมาเป็นสารตั้งต้นแล้วก็หลังจากนั้น ก็เรียกพยานหลักฐาน พยานบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบปากคำให้เป็นไปตามระบบ นำพยานหลักฐานไปตรวจสอบให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอีกที หลังจากนั้นก็เลยกลายเป็นว่ามีพยานหลักฐานที่สามารถไปกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาได้ถึง 229 คนอย่างที่เป็นข่าว ที่มีพยานแน่นหนา จนเป็นที่มาจนถึงปัจจุบัน ที่เคยมีการแจ้งข้อกล่าวหาในเรื่องนี้รวม 229 คน ที่มีทั้งนักการเมือง ผู้บริหารพรรค มีสว.138 คน
...ทั้งหมด อนุกกต.ชุดที่ 26 เขาไม่ได้ทำเองโดด ๆ แต่มีการปรึกษาหารือขออนุมัติต่อกกต.ทั้ง 7 คน เหมือนกับว่าได้รับการอนุมัติมาตลอดในเรื่องที่จะดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน โดยมีการแจ้งรายชื่อทั้งหมดให้ทราบและบอกว่าจะตั้งข้อกล่าวหาอะไรบ้าง ซึ่งเมื่อมีการทำงานลักษณะดังกล่าว ทำให้สำนวนการสอบสวนของคณะอนุกรรมการฯชุดที่ 26 เมื่อทำแล้วเสนอไปยังกกต. ทางกกต.ก็ควรจะโอเคด้วย เพราะได้รู้ได้เห็นมาโดยตลอด ซึ่งโดยหลักการ กกต.ไม่ต้องไปตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยฯขึ้นมาอีก สามารถนำผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯชุดที่ 26 มาวินิจฉัยได้เลยในเวลานั้น
..อย่างไรก็ตาม ช่วงจังหวะดังกล่าว มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ตัวผู้ถูกกล่าวหากลายมาเป็นรัฐบาล อย่างที่เรารู้ๆกันมันก็เลยมีการดึงเรื่อง หาเรื่องไปตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยขึ้นมาอีก ซึ่งโดยปกติ จะต้องให้คณะอนุกรรมการฯที่มีอยู่ปกติอยู่แล้ว 35 คณะ บางทีก็มีการจับสลากว่าจะให้ชุดใดเข้าไปดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้มีการรู้กัน แต่กกต.ใช้วิธีตั้งชุดที่ 36 ขึ้นมาโดยเฉพาะ แล้วก็ทำเหมือนป่าวประกาศรายชื่ออนุกรรมการให้สาธารณชนรู้ ตัวผู้ถูกกล่าวหารู้เลยว่ามีใครบ้าง มันก็ติดต่อกันได้หมด ที่ผิดหลักการ
จนคนได้เห็นภาพมีกรรมการชุดที่ 36 บางคนไปยืนโค้งคำนับนายอนุทิน ที่สนามบินที่จังหวัดบุรีรัมย์ มันก็ไม่ค่อยชอบด้วยหลักการและกฎหมาย ต่อมาก็มีข่าวปล่อยออกมาว่าคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวมีมติ 5 ต่อ 2 ว่าให้ยกคำร้อง มันก็ยิ่งค้านสายตาคนดู เพราะอนุกรรมการชุดที่ 26 ก่อนหน้านี้เขาทำการสอบสวนเรื่องนี้มา 120 วันที่ทำงานกันแบบหามรุ่งหามค่ำเกือบทุกวัน ที่รวบรวมเอกสารในคดีร่วม 80,000 กว่าหน้า แต่พอมาที่อนุกรรมการวินิจฉัยคณะที่ 36 ก็ไม่ได้มีการสอบปากคำพยานบุคคลอะไรเพิ่มเติมเลย ก็อ่านแต่เอกสารที่คณะชุด26 ทำเอาไว้แล้วจากนั้น ก็พลิกความเห็นออกมาอีกทางให้ยกคำร้อง ด้วยมติ 5 ต่อ 2 อย่างที่มีกระแสข่าวออกมา
..ทั้งหมดทำให้เกิดคำถามกับสังคมกลับไปที่กกต.ว่าจะไปโมเมไปเชื่อความเห็นอนุกรรมการวินิจฉัยคณะที่ 36 อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องไปดูการสอบสวนตามสำนวนที่คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ทำไว้เป็นหลัก เพราะกกต.คือผู้ตัดสินคนสุดท้าย กกต.ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ จนตอนนี้ สถานการณ์ต่างๆ งวดมาถึงช่วงสุดท้าย ที่เหลือเวลาอีกไม่นาน ต้องรอดูกกต.จะมีมติอย่างไรในเรื่องคดีฮั้ว.
ชี้เป้า 138 สว. -ก๊วนลูกเทพ ให้ไปสู้คดีที่ศาลฎีกา

การจะมีคดีอาญาด้วย มันมีข้อจำกัดเหมือนกัน เพราะว่าจะต้องเป็นพยานหลักฐานที่สามารถยืนยันได้อย่างปราศจากข้อสงสัย ว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิด จึงจะสามารถเอาผิดได้ ตรงนี้อาจจะเป็นช่องว่างเล็ก ๆ อันหนึ่งที่เขามองเห็นว่าอาจจะเป็นรูที่พยายามจะไปหาทางออกให้กับบางกลุ่ม
เมื่อลงลึกในรายละเอียดถึงคดีฮั้วสว.ทาง“พล.ต.ท.คำรบ-แกนนำกลุ่มสว.สำรอง”ให้ความเห็นว่า จากการที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอด และมีการนำพยานบุคคล พยานหลักฐานไปยื่นให้ทั้งกกต.และดีเอสไอ ในส่วนของพยานหลักฐาน ตัวละครที่เกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้วสว.ตั้งแต่หัวแถวยันหางแถวมีประมาณ 20,000 คน มีตั้งแต่ระดับตัวเล็กตัวน้อยไปจนถึงระดับแม่ทัพนายกองไปจนถึงทหารเลว และพวกหางแถว เพราะในการสมัครสว.ปี 2567 มีผู้สมัครสว.ทั่วประเทศรวม 46,000 คน ซึ่งเคยมีการนำระบบAIมาจับและคำนวณจากบัตรเลือกตั้งจากกระบวนการทั้งหมด สามารถระบุได้ว่ามีคนร่วมขบวนการในชุดนี้อยู่ประมาณ 22,000 คน ซึ่งในกลุ่ม 22,000 คน หากไปไล่ดู จะมีทั้งพวกระดับส่วนหัว ที่เป็นหัวขบวน และพวกที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาที่มีประมาณ 229 คน ในจำนวน 229 คน สามารถจำแนกความผิดกลุ่มผู้ทำผิดในคดีฮั้วสว.ออกมาได้ทั้งหมด 7 ความผิดด้วยกัน เป็น 7 ข้อกล่าวหา
ยกตัวอย่าง ข้อหาแรกคือ ข้อหาเป็นกรรมการบริหารพรรคหรือนักการเมืองเข้าไปยุ่มย่ามช่วยเหลือผู้สมัครในการเลือกสว.ซึ่งกลุ่มนี้ ข่าวว่ามีอยู่ประมาณหลัก ๆ ก็ 22 คน ก็คือพวกแก๊งลูกเทพทั้งหลาย รวมถึงพวกกรรมการบริหารพรรคก็อยู่ในกลุ่มนี้”
..ส่วนข้อหาที่สอง คนที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาคือ กลุ่มผู้สมัครสว.ที่เข้าร่วมสมัครเป็นสว.เมื่อปี 2567 ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่ารับการช่วยเหลือจากพวกนักการเมืองหรือกลุ่มการเมือง ที่ก็คือ มีการแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อเอาผิดทั้งคนที่ช่วยและคนที่ได้รับการช่วยเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสว.
ส่วนข้อกล่าวหาที่3 เป็นพวกสว.ที่ได้เป็นสว.ปัจจุบันรวมถึงผู้สมัครบางส่วนแต่ไม่ได้รับเลือกเป็นสว.โดยมีการแจ้งข้อกล่าวหาว่า มีการแนะนำตัวตอนเลือกสว.ที่ไม่เป็นไปตามที่กกต.กำหนด แต่ข้อหาดังกล่าวนี้โทษจะไม่หนัก จำคุกไม่เกินหนึ่งปี ซึ่งคนที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวคือพวกที่ไปรวมตัว ไปสุมหัวกันตามสถานที่ต่างๆเช่นโรงแรม มีการเขียนชื่อในโพยให้มีการลงคะแนนให้ โดยอ้างว่าแนะนำตัว แต่กกต.ไม่ได้ให้แนะนำตัวในลักษณะดังกล่าว จึงถือว่ากระทำการไม่เป็นไปตามระเบียบที่กกต.กำหนด กลุ่มสว.138-140 คนที่มีเลขของตัวเองปรากฏในโพยเลือกสว. แล้วอ้างว่าเป็นการแนะนำตัว จึงเป็นการแนะนำตัวไม่เป็นไปตามที่กกต.กำหนด ก็มีโทษจำคุกหนึ่งปี
ส่วนข้อหาที่ 4 ก็คือพวกกลุ่มที่มีหลักฐานเส้นทางเงินที่จับได้ว่ามีบางคนไปจ้างคนให้มาลงสมัครสว. ตั้งแต่ระดับอำเภอ ที่่มีการจ้างกันเช่น 4,000-5,000 บาท มีการโอนเงินกันตั้งแต่ในระดับพื้นที่ หากหลักฐานไปถึงบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นสว.ตอนนี้หรืออดีตผู้สมัครสว.ที่ไม่ได้รับเลือก จะโดนเอาผิดอีกส่วนหนึ่ง แต่กี่คนอันนี้ยังไม่ทราบ แต่น่าจะไม่ต่ำกว่า 20-30 คนขณะที่ข้อกล่าวหาต่อไปคือ เรื่องมีการจัดเลี้ยง โดยเฉพาะตอนช่วงก่อนวันเลือกสว.ระดับประเทศ ที่มีพยานให้ข้อมูลว่ามีคนพาไปเลี้ยงอาหาร พาไปล่องเรือ พาไปพักที่รีสอร์ท มีการพาไปพักที่โรงแรมต่างๆ เช่น โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ ฯ หรือโรงแรมแถวปทุมธานี มีคนจ่ายค่าห้องพักที่โรงแรมให้ ก็มีการตรวจสอบว่าใครเป็นคนจ่ายเงิน คนที่ดำเนินการจะโดนข้อหาการจัดเลี้ยงหรือเลี้ยงอาหาร หลักฐานไปถึงใครเขาก็เล่นงานคนนั้น นอกจากนี้ก็มีข้อหาพวกโหวเตอร์ที่ไปรับจ้างเขาสมัครสว. รวมถึงพวกที่ไปรับจ้างลงคะแนนเสียงให้ตอนเลือกสว.ระดับประเทศ ที่บางคนขายตัวไปเอาเงิน 200,000 บาท โดยมีการจ่ายให้ก่อน 20,000 บาท แล้วบอกเลือกเสร็จจะจ่ายที่เหลือให้ แต่ปรากฏว่าถูกเบี้ยว ถูกชักดาบ จนออกมาโวยวายแล้วไปเป็นพยานในคดีฮั้วสว.
“แกนนำกลุ่มสว.สำรอง-พล.ต.ท.คำรบ”ย้ำว่า อย่างไรก็ตาม พยานหลักฐานจะไปถึงใครบ้าง ก็ต้องดูว่าจะถึงทั้งหมดหรือไม่ เพราะว่าบางคนอาจจะต้องถูกดำเนินคดีอาญาต่อด้วย ซึ่งในการดำเนินคดีอาญา จะต้องอาศัยความชัดเจนของพยานหลักฐาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่กกต.ต้องวินิจฉัย ซึ่งเชื่อว่าพยานหลักฐานที่เป็นนิติวิทยาศาสตร์ยังไงก็แก้ไขไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเส้นเงิน หลักฐานการใช้โทรศัพท์ โดยหากเป็นคดีอาญาจะไปดำเนินการฟ้องต่อศาลอาญาหรือส่งให้อัยการเป็นผู้พิจารณา
แต่สำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นสว.ในปัจจุบันที่มีประมาณ 138 คน บางคนอาจจะโดนคดีอาญา แต่บางคนก็อาจจะไม่โดน แต่ว่าทั้งหลายทั้งปวงทั้งหมดก็จะมาอยู่ในข่ายที่ว่าเป็นผู้ที่ได้เป็นสว.โดยทุจริต เพราะกระบวนการทั้งหมดจากสำนวนการเลือกสว.ที่มาจากหลายจังหวัดมันเหมือนกับการแบ่งงานกันทำ คนละขั้นคนละตอน ตั้งแต่การเลือกระดับจังหวัดโดยนำแต่ละจังหวัดมาบวกกัน จนสุดท้าย ได้รายชื่อเข้ารอบสุดท้ายในการเลือกสว.ระดับประเทศประมาณ 1157 คน แล้วก็เอามาจัดสูตรให้เลือกกันไปมาจากรอบแรก1157 คน จนเหลือ 433 คน จนสุดท้ายเหลือ 138 คน ทั้งหมดเป็นกระบวนการที่มีการเลือกแบบสนับสนุนซึ่งกันและกันในลักษณะไขว้กันไปมา
สว. 138 คนต้องถูกเพิกถอน หากกกต.ไม่ยื่นศาลฎีกาฯ ต้องโดนเล่นงาน
“พล.ต.ท.คำรบ”กล่าวต่อไปว่า ผลพวงของการที่ได้สว.138 คนจึงเป็นผลพวงที่ถือเป็นผลผลิตของการทุจริตที่พวกเขาดำเนินการมาทั้งหมด กลุ่มคน 138 คนที่ได้เป็นสว.จึงถือว่าได้เป็น สว.โดยไม่สุจริตก็คือทุจริต จึงต้องถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกสว. หรือให้เข้าใจง่าย ๆก็คือ ต้องโดนใบแดง ที่กกต.จะต้องสำนวนคำร้องไปที่ศาลฎีกาฯ กรณีของสว. 138 คน บางคนอาจจะบอกไม่รู้เรื่อง ทั้งที่ตอนเลือกสว.เบอร์ของเขาไปปรากฏในโพยเลือกสว. แล้วผลออกมา คะแนนก็ไปเกาะกลุ่มอยู่กับพวกนั้นทั้งหมด เพราะฉะนั้นต้องถูกส่งคำร้องไปที่ศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกก็คือให้ใบแดง ผลพวงของการเลือกทั้งหมดต้องถูกเพิกถอน สว.ทั้ง 138 คนต้องถูกเพิกถอน หากกกต.ไม่ยื่นคำร้องไปที่ศาลฎีกาฯ ถือว่ากกต.ละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก็ต้องหาทางเล่นงานกกต.ต่อไป
-หากกกต.ส่งเรื่องไปศาลฎีกาฯ หากศาลฎีการับคำร้องแล้ว จะมีการสั่งให้ สว.ที่มีชื่อถูกส่งไปที่ศาลฎีกาฯทั้งหมดต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมดหรือไม่ ทั้งสว.รวมถึงนักการเมืองที่มีชื่อเช่นพวกรัฐมนตรีด้วย?
ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.ฯ มาตรา 62 ระบุไว้เฉพาะพวกสว. ไม่ได้พูดถึงบุคคลอื่น กฎหมายเขียนไว้ว่า บุคคลที่เป็นสว. หากมีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกที่ก็คือการให้ใบแดง หากบุคคลที่ถูกยื่นคำร้องแล้วศาลฎีการับคำร้อง ให้สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีจนกว่าศาลจะวินิจฉัยออกมา ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ใบแดงเสมอไปเพราะหากสว.ที่ถูกยื่นเรื่องต่อศาลฎีกา สามารถไปหาพยานหลักฐานมาหักล้างข้อกล่าวหาต่อศาลฎีกาได้ แล้วศาลเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่จริง ก็อาจไม่ให้ใบแดงก็ได้ แต่หากศาลพิจารณาแล้วข้อกล่าวหาเป็นจริงอย่างที่กกต.ยื่นคำร้องมา ก็เท่ากับ คุณหมดสิทธิ์เป็นสว.ตั้งแต่วันที่ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่
เชื่อว่าจากพยานหลักฐานที่มีอยู่ในสำนวน ที่มีพยานบุคคลตั้ง 700 กว่าปาก โดยพยานหลักฐานเท่าที่ผมมีโอกาสได้ทำการร่วมสืบสวนกับกกต. และดีเอสไอก่อนหน้านี้ ผมเชื่อว่าพยานหลักฐานในคดีนี้มีมากมาย โดยเฉพาะพยานหลักฐานที่เป็นเส้นเงินหรือพยานหลักฐานที่ดีเอสไอมีการนำเบอร์โทรศัพท์ของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไปตรวจสอบ จำนวนถึง 12,000 เลขหมาย เพื่อตรวจสอบว่าใครโทรหาใคร ใครติดต่อเชื่อมโยงกับใคร ใครอยู่ที่ไหนในช่วงการเลือกสว. มีรายละเอียดเยอะ ใครที่ปฏิเสธว่าไม่ได้ไป ไม่อยู่ตรงนั้น ผมว่าเสร็จหมดเพราะมันเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เช็กได้ว่าช่วงก่อนเลือกสว.ระดับประเทศเช่นตั้งแต่วันที่ 23-25 มิถุนายน 2567 บางคนพบว่าไม่ขยับไปไหน อยู่ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ฯ ตลอด ยกเว้นจะอ้างว่าไม่ได้ไปที่โรงแรม เอาโทรศัพท์มาแล้วทำหาย ก็จะถูกถามว่าแล้วช่วงนั้นอยู่ที่ไหน ก็ต้องชี้แจงมา เพราะพยานหลักฐานเรื่องนี้แน่นหนามาก หากจะมีการลุยไฟเรื่องนี้กัน ผมว่าก็อาจจะเจอฟ้าผ่า

-ก่อนที่จะถึงช่วงกกต.ลงมติชี้ขาดคดีฮั้วสว.เกรงหรือไม่อาจจะมีฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซง เพื่อทำหนักให้เป็นเบา ให้เอาผิดเฉพาะบางคน แต่พวกระดับแกนนำ ให้ปล่อยไป?
คิดว่ามีอยู่แล้ว แล้วก็มีมาโดยตลอดอย่างที่เรารู้ เขาก็เริ่มแทรกแซงชัดเจนมาตั้งแต่ในกระบวนการเลือกกกต. โดยเฉพาะปัจจุบัน กกต.7 คน ก็มีกกต.อยู่ 4 คนที่ได้รับการโหวตเห็นชอบโดยสว.ปัจจุบัน ในกกต.4 คนนี้ เขาก็คงจะสามารถดีลได้เป็นกรณีพิเศษ พูดตรงๆนะ เราก็ไม่ได้ว่า ส่วนที่ถามว่าพวกระดับเฮดๆของกลุ่ม อาจจะต้องการที่จะปกป้องไว้หรือไม่ ผมคิดว่าแน่นอนก็คงต้องพยายามปกป้อง
ในส่วนของกลุ่มผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา 229 คน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นสว.138 คน อีกส่วนหนึ่งที่เป็นนักการเมือง และแก๊งลูกเทพ แล้วก็พวกกลุ่มนักการเมือง รวม 91 คน ซึ่งใน 91 คน หากเขากระทำผิดในกฎหมายเลือกสว.จริง แต่เขาจะต้องมีคดีมีข้อกล่าวหาคดีอาญาพ่วงด้วย เพราะฉะนั้นหากมีข้อกล่าวหาคดีอาญาพ่วงด้วย จะต้องอาศัยพยานหลักฐานที่เห็นว่าแน่นหนาจริง ๆ ถึงจะเอาไปดำเนินการต่อได้ ซึ่งพยานหลักฐานที่มีอยู่ ผมเห็นว่าแน่นหนา
แต่การจะมีคดีอาญาด้วย มันก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน เพราะว่าจะต้องเป็นพยานหลักฐานที่สามารถยืนยันได้อย่างปราศจากข้อสงสัย ว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิด จึงจะสามารถเอาผิดได้ ตรงนี้อาจจะเป็นช่องว่างเล็ก ๆ อันหนึ่งที่เขามองเห็นว่าอาจจะเป็นรูที่พยายามจะไปหาทางออกให้กับบางกลุ่ม แต่อย่างไรก็ตามเราคาดหวังว่า ในสว. 138 คน ที่บางคนถ้าจะต้องมีเรื่องของการถูกดำเนินคดีอาญาด้วยแล้ว ก็คงต้องเป็นไปตามหลักการเดียวกัน คือต้องหาพยานหลักฐานที่ค่อนข้างชัดเจนที่จะไปมัดเขา
ซึ่งเรื่องของคำว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต แล้วก็จะต้องมีการส่งศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนหรือให้ใบแดง ตามมาตรา 62 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.ฯ กกต.คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงเป็นอย่างอื่นได้ กกต.คงต้องส่งศาลฎีกาอย่างเดียว เพราะมาตราดังกล่าว ไม่ได้ให้กกต.ใช้ดุลพินิจหรือวินิจฉัย แต่เขียนไว้ว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตหรือใครทุจริตในการเลือกสว. ทาง กกต.มีหน้าที่ต้อง ส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกสว.กฎหมายเขียนไว้แบบนี้
หากกกต.ไม่ส่งเท่ากับกกต.ละเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย นอกจากนี้ในพ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. มาตรา 32 ก็ยังเขียนไว้ด้วยว่า หากกกต.หรือเจ้าหน้าที่ของสำนักงานกกต.หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบคำสั่งที่ กกต.ได้กำหนดไว้ ก็ให้ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปีรวมถึงพ.ร.บ.กกต.มาตรา 69 ซึ่งเขียนไว้รวมถึงกกต.-เลขาธิการกกต. -ผู้ตรวจการเลือกตั้ง และเจ้าหน้าที่กกต.ทุกคนว่า หากปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจะต้องถูกระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี
-ในคดีฮั้ว.หากกกต.มีข้อสรุปในการวินิจฉัยออกมาโดยค้านต่อกระแสความรู้สึกของสังคม จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นเชื่อถือ เกิดวิกฤตศรัทธาต่อกกต.ที่เป็นองค์กรอิสระหรือไม่?
การที่กกต.ลากเรื่องนี้ยาวมาถึง 2 ปีเศษคนก็มองไม่ดีอย่างยิ่ง แต่ก็ยังมีเหมือนเป็นโอกาสสุดท้ายที่กกต.จะกู้ภาพหรือกู้ชื่อเสียงได้ว่า หากวินิจฉัยเรื่องนี้อย่างเที่ยงธรรม เป็นไปตามพยานหลักฐาน
การที่กลุ่มพวกเราสว.สำรองที่ไปติดตามเรื่องสว.ที่สำนักงานกกต.หลายครั้ง เราไม่ได้ไปบอกให้กกต.ต้องพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใด หรือต้องพิจารณาตามกระแสสังคม เราไม่ได้ไปขอกกต.แบบนั้น แต่ขอให้กกต.พิจารณาตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ เพราะเราเชื่อมั่นในพยานหลักฐานที่อยู่ในสำนวนว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ และพวกเราที่เป็นกลุ่มสว.สำรอง เราผ่านสนามการเลือกสว. เราเห็นแบบนั้นจริงๆ เราเชื่อว่ามีการทุจริต ส่วนว่าใครโกงใครจะต้องรับผิด ก็ว่ากันไปเพราะบางข้อหา อาจมีพยานหลักฐานพัวพันเอาผิดคนได้ 10 คน บางข้อหาอาจจะเอาผิดได้ 20 คน ก็อาจมีโดนเอาผิดบ้าง ไม่โดนบ้าง ก็ไม่เป็นไร แต่คนที่ได้เข้าไปเป็นสว.โดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม 138 คน จะเอาเฉพาะน้ำเงินอ่อน ไม่เอาผิดพวกน้ำเงินเข้ม ทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะไม่สามารถที่จะไปแยกแยะได้
ก็เหมือนกับกรณีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นที่มีห้าพันกว่าคนพบว่าคะแนนในกระดาษคำตอบผิดปกติ เขายังต้องเพิกถอนทั้งหมด จะไปเลือกเอาแค่ครึ่งเดียวไม่ได้ ก็เหมือนกับสว.138 คน ที่เหมือนผลไม้ที่ออกมาจากต้นไม้ที่มีการโกงที่เรียกว่า ต้นโกงสว. แล้วออกผลมาเป็น138 ผลจะมาบอกว่าให้เด็ดทิ้งเอาออกไปสัก 50 ผลพอแล้วที่เหลือก็เก็บไว้กิน แล้วจะกินได้อย่างไรในเมื่อเป็นพิษทั้ง138 ลูก ที่เสียหมดแล้ว ต้องทิ้งทั้ง 138 ผล กกต.ชุดปัจจุบัน มีอดีตผู้พิพากษาอาวุโสถึงสองคน เป็นอดีตปลัดกระทรวง อดีตอธิบดี ที่มีทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ มีประสบการณ์สูง จะมาเป็นปลาตายน้ำตื้นไม่ได้ ขอให้กกต.วินิจฉัยโดยสุจริตเที่ยงธรรม
พวกเราไม่ได้คาดหวังว่าอยากจะได้เป็นสว. แต่อยากให้ความเป็นธรรมความจริงมันปรากฏขึ้นในสังคม ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามันเลวร้ายจริง ๆ ในเรื่องฮั้วสว.อย่างที่หลายคนพูดคือมันเหมือนกับการปฏิวัติรัฐประหาร เหมือนกับการยึดอํานาจประเทศไทยไปกลายๆ
โดยวรพล กิตติรัตวรางกูร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'วรงค์' ซัดข้อเสนอ 'วันนอร์' เติมเงินกองทุนอดีต สส.-สว. ลั่นอย่าเอาภาษีประชาชนเลี้ยงนักการเมือง
“วรงค์” ค้านเต็มที่ หลัง “วันนอร์” เสนอเติมเงินกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ชี้บำนาญเดือนละกว่า 2 หมื่นบาทเอาเปรียบประชา
'พริษฐ์' เปิดหลักฐานภาคต่อ 'ฮั้ว สว.' โรงแรม B2 รังสิต จี้ DSI-กกต. ตรวจสอบความเชื่อมโยง
'พริษฐ์' เปิดหลักฐานภาคต่อ คดี 'ฮั้ว สว.' โรงแรม B2 รังสิต จี้ DSI-กกต. ตรวจสอบความเชื่อมโยงบุคคลปริศนาเอี่ยวพรรคใหญ่ อาจไม่ได้มีแค่กลุ่มของ 'วิทยา คำพวง'
ปฐมเหตุแห่งการทุจริต .. ในมนุษยชาติ!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในระหว่าง ๒๑-๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๙ ได้รับนิมนต์เพื่อเป็นองค์แสดงธรรม นำอบรมจิตภาวนา ทั้งที่กระทรวงคมนาคมและมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยมีตัดสินอธิกรณ์สงฆ์ร่วมอยู่ด้วยหนึ่งเรื่อง จึงเห็นควรกระทำ สัตตาห กรณียะ ตามพุทธานุญาตให้พระภิกษุผู้อยู่จำพรรษาออกไปค้างแรมที่วัดอื่นได้ชั่วคราวไม่เกิน ๗ วัน โดยไม่ทำให้พรรษาขาด ซึ่งต้องมีเหตุตามพระวินัยและตั้งใจกลับมาภายในกำหนด ซึ่งจะต้องอยู่ภายในกรอบกรณียกิจ ๔ ประการ หนึ่งในสี่ ได้แก่ นิมนต์ไปเพื่อบำเพ็ญกุศล ฟังธรรม รับไทยธรรม ด้วยการตั้งใจ (การผูกใจ) ว่าจะกลับมาภายใน ๗ วัน นับตั้งแต่วันกระทำสัตตาหะ
ศาล รธน.สั่งศึกษาเพิ่ม ปม 'บาร์โค้ด-QR Code' บัตรเลือกตั้ง ก่อนนัดไต่สวน 26 ส.ค.
ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมไต่สวนคดีบัตรเลือกตั้ง 26 ส.ค. ตามนัดเดิม หลังผู้ตรวจการแผ่นดินส่ง 22 คำร้อง ปมใช้บาร์โค้ดและ QR Code ถูกตั้งข้อสงสัยอาจสืบทราบตัวผู้ลงคะแ
'ดร.ณัฏฐ์' สวนกลับ 'สส.ภัณฑิล' ปมพยาน กกต.
“ดร.ณัฐวุฒิ” สวนกลับ “ภัณทิล” หลังตั้งข้อสังเกตปมพยานฝ่าย กกต. ย้ำพยานผู้เชี่ยวชาญวัดกันที่ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบกา
'แก้วสรร' แกะสื่อโซเชียลมะกันบอกทรัมป์สั่งผุดแผนใช้นิวเคลียร์จบศึกอิหร่าน!
นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระ ออกบทความใหม่ในรูปถาม-ตอบ

