
22 เม.ย. 2569- นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ เผยแพร่บทความเรื่อง กฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ในวันที่หมอกควันแห่งอคติยังกดทับ มีเนื้อหาดังนี้
คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๙ “ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย” ในย่อหน้าสุดท้าย ระบุว่า
“นอกจากนี้ รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๖๒ โดยจะผลักดันการพัฒนาตามแนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติทั้ง ๖ ด้าน ในช่วงเวลาของการบริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง อาทิ การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ การคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิในสังคม การจัดสรรคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม”
ผู้เขียน เชื่อว่า รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รับทราบอยู่แล้วว่า “การคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิในสังคม” ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศ “พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. ๒๕๖๘” แล้ว เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๘ โดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
กรณีดังกล่าว ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.) ร่วมเครือข่ายภาคประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ ได้เวทีประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และส่งเสริมศักยภาพแกนนำกลุ่มชาติพันธุ์ สื่อสาร สร้างความเข้าใจกฎหมายชาติพันธุ์ เมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา โดยเวทีได้กล่าวถึงเป้าหมายและสาระสำคัญของพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 ว่ามีเจตนารมณ์สำคัญ ๓ ประการคือ ๑) การคุ้มครองวิถีชีวิตวัฒนธรรมให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถดำรงชีวิตตามวิถีของตนได้อย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี ๒) การส่งเสริมศักยภาพกลุ่มชาติพันธุ์ เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากผู้ที่รอคอยการช่วยเหลือเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาบนฐานการปรับใช้ทุนวัฒนธรรม ภูมิปัญญาอย่างสร้างสรรค์ และ ๓) การสร้างความเสมอภาคทางสังคม โดยมุ่งให้เกิดการพัฒนาและส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์เข้าถึงและได้รับสิทธิการพัฒนาอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค
แม้พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่กลุ่มชาติพันธุ์หลายพื้นที่ ยังคงเผชิญกับความท้าทาย ๓ ด้านหลัก ได้แก่ ๑) ความขัดแย้งเรื่องที่ดินและทรัพยากร: กฎหมายป่าไม้หลายฉบับยังซ้อนทับกับที่อยู่อาศัยดั้งเดิม เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่ตีความพื้นที่วัฒนธรรมเป็นพื้นที่บุกรุก ๒) สถานะบุคคลที่ยังไม่เบ็ดเสร็จ: แม้กระบวนการจะดีขึ้น แต่ยังมีกลุ่ม "ตกหล่น" และความล่าช้าในระดับปฏิบัติการ ทำให้เข้าไม่ถึงสวัสดิการรัฐ และ ๓) อคติทางวัฒนธรรม: ระบบการศึกษาและสื่อหลักยังมองกลุ่มชาติพันธุ์เป็น "คนอื่น" ทำให้วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ถูกแช่แข็งไม่ได้รับการส่งเสริมและถูกนำมาใช้สร้างมูลค่าเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม
เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๙ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(ขปส.) ร่วมกับเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair), มูลนิธิชุมชนไทและมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) ได้จัดเวทีสัญญาประชาคมประชาชนพบพรรคการเมือง : ยกระดับคุณภาพชีวิต รับรองสิทธิชุมชน สร้างสังคมประชาธิปไตยที่เป็นธรรมและยั่งยืน ณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ฯ
โดยกรณีนี้ได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. ๒๕๖๘ เห็นว่า จึงขอเรียกร้องให้พรรคการเมือง ซึ่งเวทีดังกล่าว มีพรรคประชาธิปัตย์, พรรคประชาชน, พรรคกล้าธรรมและพรรคประชาชาติ เข้าร่วมเวทีสัญญาประชาคม) บรรจุนโยบายเพื่อคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไปนี้เป็นวาระเร่งด่วน
๑. ยุติการจับกุม แจ้งความดำเนินคดี ไล่รื้อ อพยพ และให้ความคุ้มครองชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในพื้นที่ข้อพิพาทกับหน่วยงานรัฐ รวมถึงผลักดันให้มีการดำเนินการทบทวน แก้ไข หรือยกเลิกกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของรัฐที่ขัดแย้งกับหลักการและเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. ๒๕๖๘ อาทิ แนวปฏิบัติของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น ให้มีมาตรการเยียวยากรณีที่มีการจับกุมและไล่รื้อชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย
๒.รับรองสิทธิในที่ดินและทรัพยากรในรูปแบบสิทธิชุมชน โฉนดชุมชน ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ อาทิ ระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียน โดยเร่งประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ตามวิถีภูมิปัญญาที่ยั่งยืน อันเป็นทางออกของวิกฤตโลกร้อนที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ
๓.เร่งรัดแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลด้วยการปฏิรูประบบการพิสูจน์สัญชาติและสถานะบุคคล โดยใช้กระบวนการทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาเข้ามาช่วย เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์ที่ตกหล่นมีหลักประกันในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน การรักษาพยาบาล และสวัสดิการของรัฐอย่างถ้วนหน้าและเป็นธรรม
๔.ยกระดับ "ทุนวัฒนธรรม" ให้เป็น "เศรษฐกิจกลุ่มชาติพันธุ์" โดยการสนับสนุนงบประมาณและกลไกการตลาดเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการจากฐานรากวัฒนธรรมชาติพันธุ์สู่ระดับสากล สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นธรรม
๕.ส่งเสริมการศึกษาด้วยวิถีวัฒนธรรมและภาษาแม่ ผลักดันนโยบายการศึกษาที่เคารพความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยนำภาษาแม่และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าสู่ระบบการศึกษาหลัก เพื่อลดอัตราการหลุดออกจากระบบและสร้างเกียรติยศ ศักดิ์ศรี สร้างความภาคภูมิใจในตัวตนกลุ่มชาติพันธุ์
๖.สนับสนุนการทำงานของสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ให้เป็นพื้นที่แห่งการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านชาติพันธุ์ เพื่อให้แน่ใจว่าการพัฒนาใดๆ ของภาครัฐจะทำลายวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่จะเป็นการเติบโตไปพร้อมๆ กัน
๗.จัดสรรงบประมาณสนับสนุนการขับเคลื่อนภารกิจการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เนื่องจากแม้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์จะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ยังไม่มีหลักประกันว่ารัฐจะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการดำเนินการตาม กลไกต่างๆ ของพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ให้เกิดประสิทธิภาพ จึงขอให้มีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการสนับสนุนงบประมาณอย่างเป็นธรรมเพื่อประชากรกลุ่มชาติพันธุ์
๘.จัดให้มีหลักสูตรทักษะวัฒนธรรม(Cultural Fluency) เป็นหลักสูตรพื้นฐานในสถาบันการศึกษาทุกระดับ และสร้างพื้นที่การเรียนรู้ทักษะวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อวางรากฐานทางความคิดให้สังคมไทยเรียนรู้และอยู่ร่วมกับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างเท่าทันอคติทางวัฒนธรรม
แม้เวทีดังกล่าว พรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย ไม่ส่งตัวแทนมารับข้อเสนอดังกล่าว แต่ข้อเรียกร้องของเวทีสัญญาประชาคม ได้เผยแพร่ไปสู่สาธารณะ โดยสื่อไทยพีบีเอส TPBS และสื่อออนไลน์หลายสำนัก
ข้อท้าทายของการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ นอกเหนือจากข้อเสนอสามประการข้างต้นแล้ว วิกฤติหมอกควันไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ ปี ๒๕๖๙ ในสายตาของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สาเหตุของหมอกควันไฟป่ายังเกิดจาก คนเล็กน้อย คนชายขอบ ชนเผ่าและกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังเป็นผู้ร้ายและตกเป็นผู้ต้องหาในสถานการณ์เช่นนี้เหมือนเดิม ทำให้มาตการรับมือหมอกควันไฟป่าของภาครัฐ มุ่งทุ่มเทงบประมาณไปสู่การควบคุม ปราบปราม และจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำผิด เป็นหลัก ขาดมิติความร่วมมือกับชุมชนที่ดูแลป่าในพื้นที่
ในโอกาสที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะนำทีมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานตามภารกิจลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๙ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก(PM 2.5) ที่ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคเหนือนั้น
เราเห็นว่า ภายใต้คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย “การคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิในสังคม” นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.๒๕๖๘ จะต้องนำเอากฎหมายฉบับนี้มาร่วมพิจารณาในการแก้ปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพ มองสาเหตุของหมอกควันไฟป่า อย่างรอบด้านทั้งบริบทเชิงกายภาพ หมอกควันข้ามพรมแดน การปลูกพืชเชิงเดี่ยว รวมทั้งการรวมศูนย์ผูกขาดแบบเดิม ๆ ในการสั่งการที่ขาดการความร่วมมือกับภาคประชาชนอย่างจริงจัง ทั้งนี้เพื่อสร้างมาตรการแก้ไปปัญหาดังกล่าว ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ที่สามารถแก้ปัญหาได้จริง อาทิ กำหนดมาตรการทางนโยบายเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และที่ดิน สร้างเครื่องมือที่เอื้อประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาไฟป่า โดยนำเอาชุมชนมาเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในการดูแลจัดการหมอกควันไฟป่าแบบยั่งยืนและเป็นธรรมในลักษณะหุ้นส่วนกับภาครัฐ เป็นต้น
ผู้เขียนเชื่อว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.๒๕๖๘ จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการจัดการหมอกควันไฟป่าโดยสร้างความร่วมมือหรือบรูณาการทุกภาคส่วน ลบล้างอคติที่มองคนเล็กคนน้อยคนชายขอบกลุ่มชาติพันธุ์ที่ดูแลป่าจากผู้ร้ายทางสังคมมาเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาประเทศร่วมกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'พีมูฟ' นัดพบ 'อนุทิน' 27 เม.ย.
'พีมูฟ' ร่อนหนังสือขอพบ 'อนุทิน' 27 เม.ย.นี้ ชง 7 ข้อเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ไข
ชาวบ้านริมน้ำสาละวิน มึนข้อมูลราชการสุดสับสน ไม่แน่ใจปลา-พืชริมน้ำกินได้หรือไม่
ชาวบ้านริมน้ำสาละวินมึนข้อมูลราชการสุดสับสน-ไม่แน่ใจปลา-พืชริมน้ำกินได้หรือไม่-ชาวกะเหรี่ยงสองฝั่งร่วมกันจัดกิจกรรมคืนชีวิตให้แม่น้ำ-นักวิชาการแนะจังหวัดเร่งตั้งวงหารือผู้เชี่ยวชาญน้ำปนเปื้อน-วางแผนแก้ปัญหา
‘สุรเดช’ ชงใช้แรงงานกลุ่มชาติพันธุ์แทนกัมพูชา
‘สุรเดช’เตรียมเสนอ ‘รมว.ตรีนุช’ ใช้แรงงาน ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ 2 แสนกว่าคน เผยนำร่องที่เชียงรายแล้ว 700 กว่าคน ทดแทนแรงงานกัมพูชา ชี้รวมกับแรงงานจากศูนย์พักพิง 4 หมื่นคน เชื่อช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงานได้
ปชน. ชี้ 2 ปัญหาใหญ่หล่นหาย หลังสภาฯผ่านร่างกฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์
ปชน. ชี้ยังมีประเด็นสำคัญกฎหมายชาติพันธุ์หล่นหายระหว่างทางอยู่ หลัง 'สภาฯ' ผ่านกฎหมาย พร้อม เดินหน้าผลักดันกฎหมายลำดับรอง-แก้ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองสิทธิให้ครอบคลุมมากขึ้นต่อไป
สภาฯ เห็นชอบร่างกฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ปลดล็อกข้อจำกัดสิทธิที่อยู่ทำกิน
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. … ที่วุฒิสภาพิจารณาเสร็จแล้ว และมีการแก้ไขเพิ่มเติม ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา

