ชาวบ้านริมน้ำสาละวินมึนข้อมูลราชการสุดสับสน-ไม่แน่ใจปลา-พืชริมน้ำกินได้หรือไม่-ชาวกะเหรี่ยงสองฝั่งร่วมกันจัดกิจกรรมคืนชีวิตให้แม่น้ำ-นักวิชาการแนะจังหวัดเร่งตั้งวงหารือผู้เชี่ยวชาญน้ำปนเปื้อน-วางแผนแก้ปัญหา
6 ธันวาคม 2568 - ที่ริมแม่น้ำสาละวิน หมู่บ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ อุทยานแห่งชาติสาละวิน กองร้อยทหารพรานที่ 3604 เครือข่ายเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแม่ฮ่องสอน โรงเรียนบ้านแม่สามแลบ โรงเรียนห้วยกองก๊าด โรงเรียนซิวาเดอ อุทยานแห่งชาติสาละวิน เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน และสมาคมกะเหรี่ยงไทย รวมกันจัดงาน “คืนชีวิตให้แม่น้ำสาละวิน ประจำปี 2568” โดยมีผู้นำหน่วยงาน กำนันผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่อุทยาน ชาวบ้านทั้งฝั่งไทยและฝั่งรัฐกะเหรี่ยง นักเรียนและครู กว่า 200 คนร่วมงาน นอกจากนี้ยังมีวิทยากรมาให้ความรู้ถึงกรณีที่มีสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวิน
นายไวยิ่ง ทองบือ ประธานมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ กล่าวเปิดงานว่าในทุกปีประชาชนชาติพันธุ์จะรวมตัวกันเพื่อแสดงออกในความหวงแหนและดูแลสืบทอดรักษาทรัพยากรธรรมชาติในลุ่มน้ำสาละวิน ซึ่งครั้งนี้เป็นปีที่ 4 อย่างไรก็ตามในปีนี้มีปัญหาเรื่องแม่น้ำสาละวินปนเปื้อน แต่ชาวบ้านก็ยังต้องช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม ไม่ทิ้งขยะหรือพลาสติกลงแม่น้ำ
นส.เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ Rivers and Rights และมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่าแม่น้ำสาละวิน มีต้นกำเนิดจากหิมะละลายใสสะอาดที่เทือกเขาหิมาลัย ไหลผ่านป่าในรัฐฉาน รัฐคะเรนนี และไหลเป็นพรมแดนไทยพม่า เป็นแหล่งผลิตน้ำสะอาดที่สำคัญให้แก่มหาสมุทร แต่ขณะนี้กำลังปนเปื้อนโลหะหนักที่เป็นพิษ ตรวจพบสารหนูและปรอท ซึ่งภาพถ่ายดาวเทียมชี้ให้เห็นว่ามีการทำเหมืองแร่ในลุ่มน้ำสาละวินมากถึง 150 แห่ง รวมทั้งเหมืองแร่แรร์เอิร์ท ในรัฐฉาน ในเขตอิทธิพลของกองกำลังว้า UWSA ที่ต้นน้ำซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำสาละวิน
“ปัญหาการปนเปื้อนแม่น้ำสาละวิน ประชาชนต้องรับทราบเพื่อให้สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ คือเหมืองที่ไร้การควบคุม ว่าคือเหมืองแร่อะไร ใครเป็นเจ้าของ ปล่อยสารพิษอะไรลงสู่ต้นน้ำลำธาร เพราะหากปล่อยนานไปเหมืองเหล่านี้จะยิ่งเพิ่มขึ้นอีก ความหายนะจะทวีความรุนแรงมากกว่านี้” นักอนุรักษ์กล่าว
น.ส.อภิญญา กาดขุนทด ผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษสิ่งแวดล้อม สถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน CHIA Platform กล่าวว่าสิ่งที่กังวลคือน้ำกินและน้ำใช้ รวมทั้งอาหาร สารหนูเป็นสารก่อมะเร็ง เป็นสารที่สะสมในห่วงโซ่อาหารและเข้าสู่ร่างกาย อาจใช้เวลา 5-10 ปีกว่าจะแสดงอาการเจ็บป่วย ผู้ที่ร่างกายแข็งแรงก็สามารถขับออกจากร่างกายได้ แต่คนที่อ่อนแอก็จะเกิดการสะสม ทำให้เจ็บป่วย คำแนะนำคือการลดการใช้น้ำที่ปนเปื้อน หลีกเลี่ยงไม่ใช้น้ำจากแม่น้ำสาละวินโดยตรง แต่ใช้น้ำจากแหล่งสะอาด เช่น ลำห้วยสาขา ประปาภูเขา ส่วนพืชผักที่ปลูกริมแม่น้ำสามารถกินได้แต่ควรไม่กินทุกวัน สำหรับปลาในแม่น้ำสาละวิน ปลาตัวใหญ่ที่เป็นปลานักล่าจะมีการสะสมสารพิษมากกว่า ควรกินปลาตัวเล็กหรือปลากินพืชจะสะสมสารพิษน้อยกว่า พุงปลาเป็นที่สะสมสารพิษไม่ควรกิน สตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
“สารหนูไม่ได้อยู่แค่ในตะกอน แต่ละลายในน้ำ การใช้สารส้มแค่ทำให้ตกตะกอน การต้มน้ำก็ช่วยไม่ได้ แต่ยังมีส่วนที่ละลายในน้ำ” นักวิจัยกล่าว
นายสุภาพ นุชนงคราญ ผู้ใหญ่บ้านแม่สามแลบ ให้สัมภาษณ์ว่า ภายหลังจากที่ทางการประกาศว่าน้ำสาละวินปนเปื้อนสารหนู ตนได้แจ้งเตือนในเสียงตามสายไปยังลูกบ้าน แต่ชาวบ้านไม่แน่ใจว่าพืชผักและปลาสาละวินกินได้หรือไม่ เพราะทางการบอกว่าสารโลหะหนักในผักและปลายังไม่เกินมาตรฐาน แต่ไม่ควรกินบ่อยๆ ทำให้ชาวบ้านรู้สึกสับสนเพราะชุมชนใช้ชีวิตอยู่กับแม่น้ำสาละวิน
“แม้มีประกาศว่ากินปลาได้ แต่ประชาชนยังไม่กล้ากิน หาปลาได้ก็ไม่มีใครรับซื้อ ทำให้รายได้จากการหาปลาและขายปลาหายไป เช่นเดียวกับคนที่ปลูกพืชผักริมแม่น้ำตอนนี้ก็ไม่กล้าปลูก ชาวบ้านอยากรู้ว่าถ้าปลูกแล้วยังเอามากินได้หรือไม่ จริงๆแล้วตั้งแต่เดือนก่อน(พฤศจิกายน)เป็นช่วงที่ชาวบ้านเริ่มทำเกษตรริมแม่น้ำแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปลูกถั่วต่างๆ ฟักทอง ใบยาสูบ แต่ตอนนี้ทุกคนยังลังเลกันอยู่” นายสุภาพ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าความต้องการของชาวบ้านที่อยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแลคืออะไร นายสุภาพกล่าวว่าชาวบ้านแม่สามแลบปกติใช้น้ำจากลำห้วย แต่ไม่พอในฤดูแล้ง จึงอยากให้ดึงน้ำจากลำห้วยแม่ปอ ซึ่งมีน้ำตลอดทั้งปีนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้
นายสะท้าน ชีววิชัยพงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน กล่าวว่าแม่น้ำสาละวินปนเปื้อน ทำให้ชาวบ้านต่างกังวล ตระหนก แต่ชาวบ้านบางส่วนก็ยังไม่รู้เรื่องเพราะมีปัญหาด้านการสื่อสาร แต่ที่กังวลมากคือเรื่องปลาในแม่น้ำสาละวินและเกษตรริมแม่น้ำ เพราะไม่รู้ว่ามีสารตกค้างหรือไม่
“ที่บ้านสบเมยซึ่งเป็นแหล่งจับปลาในแม่น้ำสาละวิน ชาวบ้านเคยมีรายได้จากปลาเดือนละเป็นหมื่น แต่วันนี้ปลาหามาได้ก็ไม่มีใครซื้อเมื่อมีข่าวว่าน้ำสาละวินปนเปื้อนสารโลหะหนัก แม้แต่ในลำน้ำอื่นๆที่ไหลลงแม่น้ำสาละวิน ชาวบ้านก็กังวลเรื่องการจับปลาไปกิน เพราะเป็นปลาที่ว่ายอพยพมาจากแม่น้ำสาละวิน เขาไม่รู้ว่าปลาเหล่านั้นมีสารโลหะหนักหรือไม่ ทางการควรเร่งเข้ามาตรวจสอบ”นายสะท้าน กล่าว
นายสะท้านกล่าวว่า ที่ผ่านมาทางการตรวจสัตว์น้ำในแม่น้ำสาละวินเพียงปลา ชาวบ้านอยากรู้ว่าแล้วในกุ้งและหอยมีสารโลหะหนักหรือไม่ สามารถบริโภคได้หรือไม่ ขณะที่ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน และนายอำเภอแม่สะเรียงบอกว่ากินปลาได้ แต่ชาวบ้านยังไม่แน่ใจเพราะเรื่องสารพิษเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนซึ่งจะสะสมอยูในร่างกาย ดังนั้นรัฐควรสร้างความชัดเจน” ภาคประชาชนกล่าว
รศ.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าปลาในแม่น้ำสาละวินปนเปื้อนสารโลหะหนักแค่ไหนและบริโภคได้หรือไม่ ดังนั้นในช่วงนี้จึงควรงดบริโภคก่อนเพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตามใน 2-3 เดือนนี้จะพยายามหาข้อสรุปที่ชัดเจน
รศ.อภินันท์กล่าวว่า จากบทเรียนสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวกและโขงใน จ.เชียงราย เป็นสิ่งสำคัญที่หน่วยงานราชการนำมาใช้ในการตัดสินใจเพราะหากปล่อยเวลาให้ผ่านไปเนื่องจากคิดว่าไม่ส่งผลกระทบกับชาวบ้านจะทำให้ไม่เข้าไปแก้ปัญหา เมื่อเกิดสถานการณ์ในลักษณะเดียวกันที่แม่น้ำสาละวิน รัฐบาลควรเร่งดำเนินการได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาหารือและวางแผนกันอย่างเป็นระบบ และข้อมูลเหล่านี้ก็สามารถนำไปยืนยันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เท้ง' ฝาก 'อนุทิน' คุย 'มิน อ่อง หล่าย' 5 มาตรการแก้มลพิษข้ามพรมแดน
'เท้ง' ชง 5 มาตรการแก้ปัญหามลพิษน้ำข้ามพรมแดน ถึง 'อนุทิน' ก่อนพบ 'มิน อ่อง หล่าย' แนะมอบ 'สีหศักดิ์' รับผิดชอบหลัก ฝ่ายค้านติดตามความคืบหน้าทุกไตรมาส
แผ่นดินไหวเขย่า 'เชียงใหม่' ขนาด 2.2 ลึก 10 กม.
กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า เมื่อเวลา 02.13 น. เกิดแผ่นดินไหวขนาด 2.2 ลึก 10 กิโลเมตร ศูนย์กลางอยู่ที่ต.เวียงแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่
'แผ่นดินไหวเมียนมา' ขนาด 4.7 'แม่ฮ่องสอน-เชียงใหม่' รับรู้แรงสั่นสะเทือน
กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า เมื่อเวลา 03.07 น. เกิดเหตุแผ่นดินไหว ขนาด 4.7 ความลึก 5 กิโลเมตร ภายในพื้นที่ของประเทศเมียนมา
กฎหมายคุ้มครอง 'กลุ่มชาติพันธุ์' ในวันที่หมอกควันแห่งอคติยังกดทับ
นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ เผยแพร่บทความเรื่อง กฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ในวันที่หมอกควันแห่งอคติยังกดทับ มีเนื้อหาดังนี้
37 จังหวัดจมฝุ่นพิษ 'แม่ฮ่องสอน' วิกฤตสุด 352.2 มคก.
ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ ประจำวันที่ 3 เมษายน 2569 ณ 07:00 น. สรุปดังนี้

