ดีเอสไอ เผยเรือขนน้ำมัน อ้างปัญหาร่องน้ำ เครื่องจักรเสีย แจงขนส่งล่าช้าก็เสียผลประโยชน์

“ดีเอสไอ” เผยคืบหน้าสอบเรือขนส่งน้ำมันประวิงเวลาเข้าข่ายกักตุน ระบุ บริษัท บิ๊กซี-ทรานส์โอเชี่ยน แจงเรือแล่นช้าในน่านน้ำทะเลสุราษฎร์ธานี เป็นปัญหาอุทกศาสตร์ เรื่องร่องน้ำ น้ำขึ้นน้ำลงเครื่องจักรเสีย เตรียมขยายผลตรวจสอบกับกรมเจ้าท่า-ศรชล. มองเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์สามารถตรวจสอบได้

23 เมษายน 2569 - จากกรณีเมื่อวันที่ 9 เม.ย.69 คณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) มีมติเอกฉันท์รับกรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.69 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบเป็นคดีพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องการลักลอบกักตุนน้ำมัน การประวิงเวลา การขนส่งน้ำมัน การกักตุนน้ำมัน การปฏิเสธจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

ขณะที่ดีเอสไอยังคงประสานข้อมูลรายละเอียดกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ พลังงานจังหวัด พาณิชย์จังหวัด สรรพสามิต และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (ศรชล.) เพื่อประมวลเนื้อหาว่ามีพฤติการณ์ทางคดีใดเข้าข่ายตามประกาศกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรื่อง มติคณะกรรมการคดีพิเศษให้คดีความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อน หรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชน หรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม เพื่อรับไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษเพิ่มเติม ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2569 เวลา 10.00 น. ที่ กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ชั้น 10 ศูนย์ราชการฯ อาคารซี (ซี) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า เนื่องจากในคดีการกักตุนน้ำมัน คณะทำงานพบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือ จำนวน 20 เที่ยวเรือ ด้วยเรือ 12 ลำ (จาก 8 บริษัท) ที่เเล่นเข้ารับน้ำมันจากโรงกลั่นในพื้นที่ภาคตะวันออกไปยังคลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนพบว่ามีน้ำมันหายกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 57-60 ล้านลิตร โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีมติออกหนังสือเรียกเชิญกรรมการบริษัทเรือขนส่งน้ำมัน จำนวน 8 บริษัทที่เป็นเจ้าของเรือทั้ง 12 ลำ มาสอบปากคำในฐานะพยาน

โดยเริ่มต้นสอบสวนปากคำตั้งแต่วันอังคารที่ 21 เม.ย.69 - วันพฤหัสบดีที่ 23 เม.ย.69 ซึ่งประเด็นที่จะใช้ในการสอบถาม อาทิ การประกอบธุรกิจของบริษัท ใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือ ความเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันทางเรือในช่วงวิกฤตขาดแคลนพลังงาน สัญญาจ้าง ตลอดจนใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือ หลังพบความผิดปกติหลายอย่างในการขนส่งน้ำมันทางเรือในจำนวนดังกล่าว ทั้งการปิด GPS ถึง 10 เที่ยวเรือ

การพบว่าเรือจอดอยู่กลางทะเล ซึ่งคาดว่าอาจจะมีการถ่ายน้ำมันกลางทะเลถึง 2 เที่ยวเรือ และการประวิงเวลาที่ชัดเจนถึง 20 เที่ยวเรือ ซึ่งเป็นการประวิงเวลาเดินเรือในห้วงก่อนวันที่ 26 มี.ค.69 ที่คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติค่ำวันที่ 25 มี.ค.69 ปรับลดอัตราชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงกลุ่มเบนซินและดีเซลรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร

ด้าน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า วันนี้คณะพนักงานสอบสวนได้นัดหมายกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทเจ้าของเรือ 3 แห่งมาให้ข้อมูลในฐานะพยาน ช่วงเวลาประมาณ 13.00 น. อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้คณะพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบปากคำบริษัทเจ้าของเรือไปแล้ว 3 แห่ง ทั้งนี้ พฤติการณ์ของบริษัทเรือที่ทำให้พนักงานสอบสวนต้องเชิญสอบปากคำในฐานะพยาน เนื่องด้วยทางศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (ศรชล.) ได้มีการนำส่งข้อมูลให้กับดีเอสไอว่ามีเรือเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 99 เที่ยวเรือ

แต่เมื่อวิเคราะห์พบว่ามี 20 เที่ยวเรือที่มีรูปแบบการเดินเรือค่อนข้างแตกต่างไปจากเที่ยวเรืออื่น ๆ โดยเฉพาะการใช้เวลาเดินเรือนานกว่าปกติ ดีเอสไอจึงรับเอาข้อมูลมาเป็นเรื่องสืบสวนเพื่อพิสูจน์ว่ากรณีการประวิงเวลาเดินเรือถือเป็นความผิดอาญาหรือไม่ และจากการตรวจสอบเที่ยวเรือทั้ง 20 เที่ยว พบเรือเกี่ยวข้อง 12 ลำ จากบริษัทเจ้าของเรือ 8 บริษัท จึงต้องเชิญมาให้ปากคำชี้แจง

พ.ต.ต.วรณัน เผยอีกว่า สำหรับการให้ปากคำชี้แจงของ 2 บริษัทเจ้าของเรือ อันประกอบด้วย 1.บริษัท บิ๊กซี จำกัด - BIG SEA CO.,LTD และ 2.บริษัท ทรานส์โอเชี่ยน ซัพพลาย (1992) จำกัด - TRANS OCEAN SUPPLY (1992) COMPANY LIMITED เมื่อวันที่ 21 เม.ย.69 ที่ผ่านมา มีข้อมูลสอดรับว่าอาจเป็นการแล่นเรือประวิงเวลาในน่านน้ำทะเลนั้น ส่วนใหญ่เท่าที่มีการสอบสวนมา ข้อเท็จจริงที่ตรงกันคือข้อมูลทางเทคนิค เพราะมีการใช้เวลาเดินทางมากกว่าปกติจริง แต่เหตุผลที่ให้นั้นจะเป็นข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใดเราก็ต้องนำไปตรวจสอบขยายผลต่อไป ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุปัจจัยเรื่องเครื่องจักรเรือไม่ทำงาน หรือกรณีเรื่องอุทกศาสตร์เรื่องร่องน้ำ ก็เป็นหน้าที่ที่คณะพนักงานสอบสวนต้องนำไปตรวจสอบด้วย

ทั้งนี้คำให้การของพยานบริษัทเจ้าของเรือ 2 แห่งในภาพรวมก็ยืนยันในเรื่องของร่องน้ำ น้ำขึ้นน้ำลง และเครื่องจักรเสีย ยืนยันว่าเราพร้อมรับฟังคำชี้แจง เพราะทางบริษัทฯ ก็ได้มีการนำเอาพยานเอกสารมาประกอบการชี้แจงด้วยเช่นกัน

“ถามว่าคำให้การของพยานเชื่อได้เลยหรือไม่นั้น เรามองว่าเป็นเรื่องที่ต้องนำเอาไปตรวจสอบต่อไป เพราะเรื่องร่องน้ำ น้ำขึ้นน้ำลง มันเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ซึ่งกรมเจ้าท่าจะสามารถให้คำอธิบายได้ เพราะการกล่าวอ้างถึงเรื่องปัญหาร่องน้ำ ลักษณะสำคัญของน่านน้ำบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี จะมีร่องน้ำไม่เหมือนที่กรุงเทพมหานคร มีขึ้นมีลง บางเวลาก็มีน้ำขึ้นวันละครั้ง เพราะน้ำขึ้นก็มีทั้งขึ้นใหญ่และขึ้นเล็ก ถ้าน้ำขึ้นใหญ่ก็เข้าได้ แต่ถ้าน้ำขึ้นเล็กก็เข้าไม่ได้ ส่วนเรื่องประเด็นว่าเรือต้องไปต่อคิวเพราะคลังน้ำมันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีคิวเต็มนั้น ก็เป็นส่วนที่เขาสามารถให้การได้ แต่เราก็ต้องนำไปตรวจสอบต่อ ทั้งเรื่องอุทกศาสตร์ เรื่องเครื่องจักร เรื่องการปิดสัญญาณ AIS“ พ.ต.ต.วรณัน ระบุ.

เมื่อถามว่าคำให้การชี้แจงของพยานอาจจะมีลักษณะว่าเขาไม่ได้ต้องการให้เรือขนส่งน้ำมันของตัวเองต้องส่งน้ำมันล่าช้า เพราะก็จะทำให้เสียประโยชน์ทางธุรกิจเช่นเดียวกันนั้น พ.ต.ต.วรณัน เเจงว่า สมมติฐานก็เป็นเช่นนั้น แต่เราก็ต้องดูว่าแล้วมันล่าช้าด้วยเหตุผล หรือมีการได้ประโยชน์อะไรจากการที่เรือแล่นล่าช้าหรือไม่ เพราะหากดูจาก 99 เที่ยวเรือ ตามข้อมูลของ ศรชล. ก็ไม่ได้มีเที่ยวเรืออื่นเเล่นล่าช้าเหมือนกับ 20 เที่ยวเรือดังกล่าว

ต่อข้อถามว่ามีข้อมูลเปิดเผยออกมาว่าน้ำมันที่อยู่ในเรือขนส่งน้ำมันกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานีประมาณ 57-60 ล้านลิตรนั้น แท้จริงอาจไม่ได้ล่องหนหายไปไหน แต่เป็นเพราะเรือที่บรรทุกขนส่งน้ำมันไม่ได้มีการบรรทุกน้ำมันเต็มอัตราตามที่มีการกำหนด เช่น กำหนดไว้ 2,000,000 ลิตร แต่บรรจุไปแค่ 1,800,000 ลิตร ได้มีการตรวจสอบจากต้นทางไปถึงปลายทาง ว่ามันมีการหายด้วยวิธีการผ่องถ่ายน้ำมันจากเรือสู่เรือ (Ship to ship) หรือไม่นั้น

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า เท่าที่มีการตรวจสอบข้อมูล รูปแบบของเรือทั้ง 20 เที่ยวเรือค่อนข้างมีหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น ใน 1 เที่ยวเรือจะมีการปิดระบบสัญญาณ AIS ซึ่งก็เป็นข้อสงสัยว่าเป็นการปิดโดยจงใจหรือระบบมีปัญหาหรือไม่ ส่วนในประเด็นของการผ่องถ่ายน้ำมันจากเรือสู่เรือ (Ship to ship) ยอมรับว่ามีจริงตามที่ ศรชล. พบข้อมูล แต่จะเป็นการผ่องถ่ายน้ำมันเจาะเรือสู่เรือในช่วงวันเวลาใดอยู่ระหว่างการขยายผลตรวจสอบ เพราะต้องมีการตรวจสอบทางเทคนิค และด้วยเจตนาใดก็ต้องไปตรวจสอบ หากมีความผิดทางอาญา ก็จะได้รับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ เพราะตอนนี้เป็นเพียงเรื่องสืบสวนที่จะต้องทำให้เกิดความชัดเจนก่อนว่าข้อมูลที่ทาง ศรชล. พบนั้น มีข้อเท็จจริงอย่างไร

เมื่อถามว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีการนำตัวเลขมาเปรียบเทียบหรือไม่ โดยเฉพาะตัวเลขระหว่างการเสียภาษีภายหลังมีการกดจ่ายน้ำมันออกไป มีความสอดคล้องกันหรือไม่ พ.ต.ต.วรณัน ระบุว่า ในเรื่องของตัวเลขการเสียภาษีทางศูนย์ประสานงานฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบอยู่ แต่กองคดีคุ้มครองผู้บริโภคจะตรวจสอบในเรื่องของพฤติการณ์เรือและบริษัทเจ้าของเรือ ส่วนบริษัทเจ้าของเรือได้ให้การยอมรับหรือไม่ว่าเรือของตนเองได้เข้ารับน้ำมันเต็มอัตราจริงจากโรงกลั่นนั้น ทางบริษัทเจ้าของเรือก็ได้นำเอาพยานเอกสารมาชี้แจงแล้ว ซึ่งเราก็รับฟังทั้งหมดแต่ก็ต้องเอาไปตรวจสอบต่อไป

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวด้วยว่า ส่วนความคืบหน้ากรณีของบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นบริษัทคลังน้ำมันรายใหญ่นั้น ภายหลังจากที่คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติรับสอบสวนเรื่องคดีการกักตุนน้ำมันไว้เป็นคดีพิเศษนั้น เราก็ได้ให้โอนคดีดังกล่าวนี้มาเป็นคดีพิเศษด้วย เมื่อวันจันทร์ 20 เม.ย.69 ที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่ไปกับพนักงานสอบสวนตำรวจ และประสานหารือกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อรับโอนสำนวนคดีเรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรขณะนี้ก็ยังมีทีมงานอยู่ในพื้นที่คอยสอบสวนปากคำพยานเพิ่มเติมสำหรับประกอบเข้าสำนวนคดีด้วย ส่วนความคืบหน้าสำนวนคดีของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ขั้นตอน คือ ทางศูนย์ประสานงานอยู่ระหว่างตรวจสอบกลั่นกรองว่าเข้าตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษหรือไม่ เพราะไม่ได้หมายความว่าทุกคดีมันจะต้องเป็นคดีพิเศษ แต่จะต้องมีพฤติการณ์ที่เข้าเงื่อนไขตามประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษที่มีมติไว้

โดยถ้าหากคณะกรรมการกลั่นกรองพบว่าเข้าข่ายตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษก็จะได้เสนอให้อธิบดีดีเอสไอสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษอีกหนึ่งสำนวน แล้วจึงจะมีการระบุหน้าที่ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบสำนวนการสอบสวน เพราะในดีเอสไอมีทั้งในส่วนของกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และยังมีสำนักผู้เชี่ยวชาญด้านคดีพิเศษต่าง ๆ ส่วนพฤติการณ์ของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง จะมีแค่เรื่องการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่นั้น ต้องไปขยายผลเพิ่มเติมต่อไป ส่วนจะได้รับเป็นคดีพิเศษหรือไม่นั้น อยู่ที่ดุลพินิจของอธิบดีดีเอสไอ

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า กรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรณีที่พบเรือเพิ่มเติมอีก 2 ลำมีการวิ่งผิดปกตินั้น ทางดีเอสไอคงต้องรอทางตำรวจได้มีการประสานมาก่อน เพราะเราต้องยึดมติของคณะกรรมการคดีพิเศษ ที่มีการกำหนดขอบเขตว่าจะรับพฤติการณ์ทางคดีลักษณะใดไว้เป็นคดีพิเศษบ้าง หากเข้าข่ายจึงจะได้มีการประสานงานร่วมกัน

พ.ต.ต.วรณัน ปิดท้ายว่า เรามีหน้าที่ค้นหาความจริง เพราะทุกครั้งที่น้ำมันออกจากคลังน้ำมัน ก็จะมีหลายหน่วยงานหลายฝ่ายที่จะมีเอกสารข้อมูล ทั้งเรื่องการขนส่งน้ำมัน ทั้งเรื่องการจ่ายภาษีจ่ายน้ำมันออกไป ผู้ส่งมีสิทธิขนส่งหรือไม่ หรือปริมาณการแจ้งขนส่งน้ำมันมีเท่าใด และปริมาณที่จะต้องนำมาคำนวณภาษีมันสอดคล้องกันหรือไม่ ทั้งหมดเหล่านี้ต้องนำมาเปรียบเทียบคู่ขนานกัน ทั้งกรณี Ship to ship ว่าเป็นเรื่องของการขนส่งน้ำมันจริงหรือไม่ ก็ต้องไปขยายผลดูให้ชัดเจน ฉะนั้น 20 เที่ยวเรือดังกล่าวปลายทางมันชัดอยู่แล้วว่าต้องไปคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ที่เราสงสัยคือการแล่นเรือช้ามันมีเหตุทางอาญาหรือไม่ เพราะน้ำมันถือเป็นสินค้าควบคุมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 หากมีความต้องการเยอะในส่วนของการอุปโภคบริโภค แต่กลับมีการขนส่งล่าช้าโดยตั้งใจ หรือตั้งใจประวิง ปฏิเสธการส่งมอบ ส่วนเหล่านี้จะเป็นความผิดทั้งหมดได้ เพราะมันไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจเรื่องราคาอย่างเดียว เพราะราคาไม่ได้อยู่ในองค์ประกอบกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของเจตนาการประวิงส่งมอบมากกว่า

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า ในบรรดาการสอบสวนปากคำกรรมการผู้มีอำนาจลงนามบริษัทเจ้าของเรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องจากเรือจำนวน 12 ลำ 20 เที่ยว 8 บริษัท พบว่า คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสอบสวนปากคำไปแล้ว 5 บริษัทเรือ ดังนี้ 1.บริษัทเรือเจ้าแรก 1 บริษัท คณะพนักงานสอบสวนปากคำที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2.เมื่อวันที่ 21 เม.ย.69 สอบสวนปากคำบริษัทเจ้าของเรือ 2 บริษัท คือ บริษัท บิ๊กซี จำกัด - BIG SEA CO.,LTD และบริษัท ทรานส์โอเชี่ยน ซัพพลาย (1992) จำกัด - TRANS OCEAN SUPPLY (1992) COMPANY LIMITED 3.วันที่ 22 เม.ย.69 คณะพนักงานสอบสวน สอบปากคำบริษัทเจ้าของเรืออีก 2 บริษัท 4.วันที่ 23 เม.ย.69 นัดหมายสอบปากคำบริษัทเจ้าของเรือ 1 บริษัท ในเวลา 13.00 น.เป็นต้นไป ดังนั้น จึงเหลือบริษัทเจ้าของเรืออีกเพียง 2 บริษัท ที่ได้มีการประสานขอเลื่อนออกไปเป็นสัปดาห์หน้าแทน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สภาฯ ถกญัตติปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ 'หมอวรงค์' ฉะ 'ศุภจี' ไร้ประสบการณ์

สภาฯถก ญัตติปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปชน.ซัดรัฐบาลช่วยเกษตรกรแบบฉาบฉวย เมิน อุดหนุนราคาน้ำมัน ปุ๋ย ต่างจากต่างประเทศที่ปกป้องเกษตรกร ด้าน”หมอวรงค์” ฉะ”ศุภจี”ไม่มีความรู้แก้ปัญหาเรื่องข้าว บอกมาเรียนกับผมได้

สอบเรือขนน้ำมัน 2 ลำ รวม 8.3 ล้านลิตร เดินเรือช้ากว่าปกติ

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการปฏิบัติการกระทำความผิดกักตุนน้ำมัน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำเข้าตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมันต้องสงสัย จำนวน 2 ลำ บริเวณกลางทะเลอ่าวไทย

ราคาเหล็กพุ่งแรง 30% สต็อกใกล้หมด ผู้รับเหมาชะลองานก่อสร้างบ้าน เล็งปรับราคาใหม่

ขอนแก่นราคาเหล็กพุ่งแรง 30% หลังราคาน้ำมันยังคงผันผวน ขณะที่ผู้ประกอบการอั้นราคาเพื่อประคองลูกค้า แต่สต็อกใกล้หมด ด้านผู้รับเหมาชะลองานก่อสร้างบ้าน พร้อมปรับราคาหน้างานใหม่เพราะต้นทุนสูงขึ้น วอนรัฐเร่งแก้ต้นตอราคาน้ำมัน

DSI เรียก 8 เจ้าของเรือแจง พบ 4 บริษัทโยงน้ำมันล่องหนสุราษฎร์

'อธิบดีดีเอสไอ' พร้อมรับโอนสำนวนตำรวจ ปคบ. ปมทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้งฯ เป็นคดีพิเศษ ด้านชุดสอบคดีกักตุนน้ำมันเรียก 8 บริษัท แจง 21 - 23 เม.ย. พบ 4 ราย โยงน้ำมันล่องหนกลางทะเลสุราษฎร์ 60 ล้านลิตร

นายกฯ วางกฎเหล็กงบปี 70 ตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส ย้ำใช้คุ้มค่าที่สุด

นายกฯ มอบนโยบายงบปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน ย้ำทุกบาททุกสตางค์ต้องเกิดประโยชน์สูงสุด ตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส วางกฎเหล็กเพิ่มขึ้นไม่เกิน 20% ยันรัฐบาลยึดหลักทำงาน 3 ประการ