2 พฤษภาคม 2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์! ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด "สุภา ปิยะจิตติ" กรณีภาษีหุ้นชินคอร์ป รัฐเสียหายหมื่นล้าน
กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองอย่างมาก เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเสียงข้างมากชี้มูลความผิดอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ (เคยเป็นกรรมการ ป.ป.ช. แต่ปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งนี้แล้ว) ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของรัฐมหาศาล วันนี้เราจะมาสรุปข้อเท็จจริงและวิเคราะห์ปมขัดแย้งทางกฎหมายในคดีนี้กันครับ
1. ย้อนรอยข้อเท็จจริง: มหากาพย์ภาษีหุ้นชินคอร์ป (พ.ศ. 2552 - 2568)
ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การชี้มูลความผิด มีดังนี้:
• จุดเริ่มต้นการประเมิน (2552): กรมสรรพากรประเมินภาษี นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร จากการซื้อหุ้นชินคอร์ปฯ
• ศาลภาษีสั่งเพิกถอน (2553): ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการประเมิน โดยมองว่าทั้งสองเป็นเพียง "ตัวแทน" (Nominee) ของนายทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น
• เสียงทัดทานจากระดับปฏิบัติการ: นิติกรและอัยการในขณะนั้นเห็นว่า "ควรต้องอุทธรณ์" เพราะตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 61 เจ้าพนักงานมีอำนาจเก็บภาษีจากผู้ที่มีชื่อในเอกสารสำคัญได้ทันที และคดีนี้เป็นคนละส่วนกับคดีอาญาของศาลฎีกาฯ
• การสั่งการที่ผิดปกติ (2 พ.ค. 2554): แม้จะมีระเบียบกระทรวงการคลัง (ว 44) กำหนดว่าคดีที่มีทุนทรัพย์เกิน 10 ล้านบาท ต้องยื่นอุทธรณ์ไว้ก่อนเพื่อรักษาประโยชน์รัฐ แต่ น.ส.สุภา กลับลงนามรับทราบการไม่อุทธรณ์ และสั่งให้ไปไล่เบี้ยภาษีกับนายทักษิณแทน ทำให้คดีของลูกๆ นายทักษิณถึงที่สุดทันที
• การไล่เบี้ยที่ยากลำบาก (2560 - 2568): กรมสรรพากรเปลี่ยนไปประเมินภาษีนายทักษิณเป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท ในปี 2560 จนกระทั่งปี 2568 ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 6890/2568 ให้ยกฟ้องนายทักษิณ (หมายความว่าการประเมินของรัฐชอบด้วยกฎหมาย นายทักษิณต้องจ่าย)
• บทสรุปที่น่าเจ็บปวด: แม้รัฐจะชนะคดีในท้ายที่สุด แต่ปัจจุบันกลับบังคับชำระภาษีได้เพียง 50 ล้านบาทเศษ เท่านั้น! และคดีกำลังจะขาดอายุความบังคับคดีในเร็วๆ นี้ ทำให้รัฐแทบไม่ได้เงินภาษีที่ควรจะได้เลย
2. วิเคราะห์ความผิด: ทำไม ป.ป.ช. ถึงชี้มูล "สุภา ปิยะจิตติ"?
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ 4:3 วิเคราะห์พฤติการณ์ความผิดออกเป็น 3 ประเด็นหลัก:
การฝ่าฝืนระเบียบ ว 44 (วินัยเงินคลัง) ในฐานะรองปลัดกระทรวงการคลัง น.ส.สุภา มีหน้าที่รักษาวินัยการเงินการคลัง แต่กลับละเลยไม่ปฏิบัติตามหนังสือเวียน ว 44 ซึ่งเป็น "กฎ" บังคับให้ต้องอุทธรณ์คดีมูลค่าสูงไว้ก่อน การไม่อุทธรณ์ถือเป็นการตัดโอกาสของรัฐในการสู้คดีตั้งแต่ต้น
การละเลยมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร น.ส.สุภา ทราบดีว่ามีข้อกฎหมายมาตรา 61 ที่ให้อำนาจเก็บภาษีจากผู้มีชื่อในหุ้น (Nominee) ได้ และศาลฎีกาฯ ก็เคยมีบรรทัดฐานรองรับไว้ แต่กลับไม่หยิบยกประเด็นนี้มาสู้อุทธรณ์ในคดีเดิม (คดีลูก) แต่กลับเลือกไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่กับนายทักษิณ (คดีพ่อ) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่ามาก
การสร้างความเสียหาย "เชิงประจักษ์" ต่อรัฐ
ป.ป.ช. มองว่าความเสียหายเกิดขึ้น "ทันที" เมื่อไม่มีการอุทธรณ์ เพราะ 1.รัฐสูญเสียสิทธิในการได้รับเงินภาษีจากนายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา (ซึ่งมีตัวตนและทรัพย์สินในขณะนั้น)
2. การไปเก็บจากนายทักษิณภายหลังพิสูจน์แล้วว่า "ล้มเหลว" เพราะเก็บได้เพียงเศษเสี้ยว (50 ล้าน จาก 1.7 หมื่นล้าน) การกระทำนี้จึงเป็นการสร้างภาระและคดีความที่ยืดเยื้อให้รัฐโดยไม่จำเป็น
ฐานความผิดที่ถูกชี้มูล ความผิดนี้ถือว่าร้ายแรงทั้งทางอาญาและวินัย:
• มาตรา 154 (อาญา): เจ้าพนักงานหน้าที่เก็บภาษี กระทำการเพื่อให้ผู้เสียภาษีมิต้องเสียภาษีหรือเสียน้อยลง
• มาตรา 157 (อาญา): ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ/ทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
• วินัยร้ายแรง: ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน
บทสรุปและข้อสังเกต
มติครั้งนี้ถือว่าสูสีมากที่ 4 ต่อ 3 เสียง โดยหนึ่งในกรรมการ (นายประภาศ คงเอียด) ได้ขอถอนตัวเนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขั้นตอนต่อไป สำนวนจะถูกส่งไปยัง พนักงานอัยการ เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถือเป็นอีกหนึ่งคดีตัวอย่างของการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการระดับสูง ที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบต่อการรักษาผลประโยชน์มหาศาลของแผ่นดิน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อดีตผู้พิพากษาชำแหละชัดๆ เรื่องกำไล EM กับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
'วัส ติงสมิตร' ถอดรหัสฎีกา เมื่อเลขหลังบัตรเครดิตไม่ใช่ 'ทรัพย์' ความท้าทายในโลกดิจิทัล
นักวิชาการอิสระ เผยในทางกฎหมายอาญาไทย คำวินิจฉัยล่าสุดจากศาลฎีกากำลังย้ำเตือนเราว่า ความหมายของคำว่าทรัพย์ กับ มูลค่าทางเศรษฐกิจ อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป
ศาลคดีโกงนัดสอบ ‘สุภา’ กับพวก 30 มิ.ย.
"ทักษิณ" ยังตามหลอน! ศาลอาญาคดีทุจริตฯ นัดสอบคำให้การ “สุภา” อดีตกรรมการ ป.ป.ช.กับพวก 30 มิ.ย. คดีไม่อุทธรณ์หุ้นชินคอร์ป หลังศาลประทับฟ้องตกเป็นจำเลย เพื่อไทยอวย
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ รับฟ้องคดี 'สุภา ปิยะจิตติ' อดีต ป.ป.ช. ไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป
ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ ศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีหมายเลขดำที่ อท.75/2569 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคดีพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต1ยื่นฟ้อง นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการปปช.และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง นายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร และนายสุทธิชัย สังขมณี อดีตสรรพากรภาค 3 เป็นจำเลยรวม 3 ราย
คดีแม้วพ่นพิษ!ปปช.ฟันสุภา
กสม.เผยผลตรวจสอบคุกวีไอพี ชี้เป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อเอื้อประโยชน์โดยมิชอบและละเมิดสิทธิมนุษยชน “ทักษิณ” เตรียมเฮได้ปลดกำไลอีเอ็มระหว่างคุมประพฤติ
ป.ป.ช. ชี้มูล 'สุภา ปิยะจิตติ' ไม่อุทธรณ์ฎีกาคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป
ป.ป.ช. ลงมติสำนวนการไต่สวนที่กล่าวหา น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ช่วงดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน) กับพวก กรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ตามคดีของ ป.ป.ช. คดีดำเลขที่ 03-3-1058/2564 ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2549 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกาคดีแพ่งและอุทธรณ์คดีศาลปกครอง

