โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสหประชาชาติในหลายประเด็น โดยเน้นเรื่องข้อตกลงยุติสงครามกับอิหร่าน, เรียกร้องให้ทุกประเทศถอนตัวภาคีศาลอาญาระหว่างประเทศ และปฏิเสธการควบคุมปัญญาประดิษฐ์ในระดับนานาชาติ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งที่ 81 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติในนครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 22 กันยายน (Photo by TIMOTHY A. CLARY / AFP)
เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันพุธที่ 23 กันยายน 2569 ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้เวทีที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติในการกล่าวสุนทรพจน์หลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำข้อตกลงยุติสงครามกับอิหร่าน
ผู้นำสหรัฐฯกล่าวว่า เขาต้องตัดสินใจว่าจะทำข้อตกลงกับอิหร่านต่อไปหรือทำลายล้างประเทศนี้ให้สิ้น ในสุนทรพจน์ที่โอ้อวดและดูเหมือนจะถูกแต่งขึ้นเพื่อเอาใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งชาวอเมริกันที่กำลังเบื่อหน่ายสงคราม
คำขู่ของประธานาธิบดีวัย 80 ปี เกิดขึ้นท่ามกลางการย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ภายใต้การนำของเขา สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูและปรับเปลี่ยนระเบียบโลกให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองได้อย่างประสบความสำเร็จ
"ในขณะที่คนอื่นพูดถึงสันติภาพ ผมได้สร้างสันติภาพ ในขณะที่คนอื่นเพิกเฉยต่อภัยคุกคาม ผมกลับเผชิญหน้ากับมัน" ทรัมป์กล่าวต่อหน้าผู้นำโลกจำนวนมากที่เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก
แม้ระบุให้ตนเองเป็นผู้สร้างสันติภาพ แต่ทรัมป์กลับพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนกรณีการทำสงครามกับอิหร่านที่ดำเนินมาเกือบ 7 เดือน ภายใต้ข้ออ้างว่าต้องการหยุดยั้งรัฐบาลเตหะรานจากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
"ผมต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ว่าจะทำข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อให้พวกเขาสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมหรือไม่"
"หรือผมจะทำลายสาธารณรัฐอิสลามอย่างฉับพลัน โดยไม่ให้พวกเขามีโอกาสฆ่าและทำลายผู้คนและประเทศอื่นอีกต่อไป ผมจะขับไล่พวกเขาลงนรกโดยไม่ให้มีโอกาสรอดชีวิตดีหรือไม่" ทรัมป์กล่าว
เขาเชื่อว่าอิหร่านจะทำข้อตกลงทันทีหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งพรรครีพับลิกันของเขาอาจสูญเสียการควบคุมรัฐสภาไปอย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากภาวะสงครามอันไม่น่าอภิรมย์
ส่วนใหญ่ของสุนทรพจน์ที่เหลือของเขาอุทิศให้กับการประกาศความสำเร็จของตนเองในการทำให้สหรัฐอเมริกาเป็น "ประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก"
ทรัมป์ขู่ว่าจะใช้แสนยานุภาพทางทหารที่ไม่มีใครเทียบได้ของสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐบาลวอชิงตันในละตินอเมริกา และกล่าวว่าเกาะคิวบาที่ปกครองโดยคอมมิวนิสต์จะล่มสลายในไม่ช้า
เขายังยกย่องข้อตกลงกับกรีนแลนด์ที่จะเปิดทางให้สหรัฐอเมริกาสามารถสร้างฐานทัพ 2 แห่งในดินแดนอาร์กติกได้ ซึ่งตัวเขาได้บรรลุการลงนามในข้อตกลงกับผู้นำของเดนมาร์กและกรีนแลนด์นอกรอบการประชุมสหประชาชาติแล้ว
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงกรีนแลนด์ได้จุดประกายความแตกแยกอย่างรุนแรงภายในชาติพันธมิตรอันยาวนานของสหรัฐฯ รวมถึงนาโต และฟื้นความกลัวว่าภายใต้การนำของทรัมป์ สหรัฐอเมริกาจะไม่ใช่พันธมิตรที่น่าเชื่อถืออีกต่อไป
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้มีอารมณ์แปรปรวนยังได้โจมตีองค์กรที่เขาเรียกว่า "โลกาภิวัตน์" อีกครั้ง ซึ่งรวมถึงองค์การสหประชาชาติและศาลอาญาระหว่างประเทศ โดยเขาเรียกร้องให้ประเทศอื่นๆ คว่ำบาตรองค์กรเหล่านี้ด้วย
ทรัมป์โจมตีองค์การสหประชาชาติและอันโตนีโอ กูเตอร์เรส ที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯวาระสอง
เขาเรียกร้องให้ทุกชาติที่เป็นสมาชิกของศาลอาญาระหว่างประเทศถอนตัวออกจากองค์กรดังกล่าวที่เขาระบุว่า "ควบคุมไม่ได้"
"สหรัฐอเมริกาคัดค้านสถาบันที่ควบคุมไม่ได้อย่างศาลอาญาระหว่างประเทศ และผมขอเรียกร้องให้ทุกชาติที่เป็นสมาชิกของศาลอาญาระหว่างประเทศลาออกจากสถาบันนอกรีตนี้โดยทันที" ทรัมป์กล่าว
ก่อนหน้านี้ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะยุบศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) โดยให้เหตุผลว่าศาลแห่งนี้เป็นภัยคุกคามที่ยอมรับไม่ได้ต่ออธิปไตยของสหรัฐฯ
ศาลฯพิจารณาคดีบุคคลในข้อหาอาชญากรรมร้ายแรงที่สุดในโลก แต่รัฐบาลวอชิงตันกลับกำหนดมาตรการคว่ำบาตรหลายอย่างต่อเจ้าหน้าที่ศาล เนื่องจากไม่พอใจที่ศาลออกหมายจับเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ
ทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลวอชิงตันจะไม่ยอมให้ทหารสหรัฐฯ หรือใครก็ตามถูกสอบสวนหรือถูกพิจารณาคดีแบบหลอกลวงโดยองค์กรศาลต่อต้านอเมริกาที่ไม่มีอำนาจเหนือพวกเขา
ทั้งนี้ สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นสมาชิกของศาลอาญาระหว่างประเทศ และไม่เคยให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรมที่จัดตั้งศาลนี้ขึ้น โดยอิสราเอล, รัสเซีย และจีนก็ไม่ได้เป็นสมาชิกเช่นกัน
ทรัมป์ยังได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ และจีนเจรจาเกี่ยวกับอนาคตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิพากษ์วิจารณ์บริษัทพลังงานระดับโลกที่ปฏิบัติต่อชั้นบรรยากาศราวกับ "ท่อระบายน้ำเสียแบบเปิด"
เขาปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อข้อเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ในระดับนานาชาติ โดยเรียกว่าเป็นแผนการของกลุ่มโลกาภิวัตน์ที่ต้องการควบคุมเทคโนโลยีใหม่นี้
เขาประกาศด้วยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะใช้คำว่า "ปัญญาขั้นสูง (Super Intelligence)" แทนคำว่า "ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)" ในการสื่อสารต่างๆ นับจากนี้เป็นต้นไป โดยหวังว่าทั่วโลกจะปฏิบัติตาม
"เทคโนโลยีใหม่ที่สำคัญทุกอย่างนำมาซึ่งความท้าทาย และปัญญาขั้นสูงก็ไม่มีข้อยกเว้น" ทรัมป์กล่าว
ก่อนการประชุมและการกล่าวสุนทรพจน์ในนิวยอร์กตลอดสัปดาห์ ผู้นำจากกว่า 20 ประเทศเรียกร้องให้มีมาตรการความปลอดภัยที่มีผลผูกพันสำหรับปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง โดยเตือนว่าการพัฒนาเทคโนโลยีอาจแซงหน้าความสามารถในการควบคุม
ทรัมป์กล่าวต่อที่ประชุมอย่างชัดเจนว่า "สหรัฐอเมริกาปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อความพยายามใดๆ ในการสร้างแผนการระดับโลกเพื่อควบคุมปัญญาประดิษฐ์"
นอกเหนือจากสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แล้ว ทรัมป์ยังร่วมประชุมนอกรอบกับแอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ, ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน และนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น
ทรัมป์มีกำหนดการประชุมครั้งแรกกับเดลซี โรดริเกซ ผู้นำชั่วคราวของเวเนซุเอลาอีกด้วย โดยโรดริเกซปกครองประเทศภายใต้แรงกดดันอย่างหนักจากรัฐบาลวอชิงตัน นับตั้งแต่กองกำลังสหรัฐฯ บุกจับกุมนิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคม.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อนุทิน' แจงปมผู้กองนัสบอกตอนนี้อยู่อเมริกาสัญญาณมาไม่ถึง!
'อนุทิน' เลี่ยงตอบปม 'ร.อ.ธรรมนัส' ระบุตอนนี้อยู่อเมริกา สัญญาณมาไม่ถึง ขณะนี้ขอทำงานให้กับประเทศก่อน
'อนุทิน' บอกใช้เวที UNGA81 ชูไทยกลับสู่จอเรดาร์โลก!
นายกรัฐมนตรีขอใช้เวทีประชุม UNGA81 ทำให้ประเทศไทยอยู่บนจอเรดาร์ของโลก เคียงข้างกับผู้นำประเทศต่างๆ
เริ่มแล้ว! นายกฯ ร่วมเปิดการอภิปรายทั่วไป UNGA81 พร้อมผู้นำ–ผู้แทนทั่วโลก
เริ่มแล้ว! นายกฯ ร่วมเปิดการอภิปรายทั่วไป UNGA81 พร้อมผู้นำ–ผู้แทนจากทั่วโลก แลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายและขับเคลื่อนความร่วมมือระดับโลก
ประเด็นหลักในการอภิปรายทั่วไปของสหประชาชาติ
สงครามในอิหร่านและยูเครน รวมถึงความเสี่ยงของปัญญาประดิษฐ์ เป็นหลักในประเด็นมากมายให้ผู้นำประเทศและรัฐบาลของ 193 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติได้หารือกันในการประชุมที่นครนิวยอร์ก

