ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เรียกร้องให้เกาหลีเหนือกลับสู่การเจรจา กรณีทหารเกาหลีใต้ 3 นายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุระเบิดในเขตปลอดทหารที่กองทัพโซลต้องการคำขอโทษ

ป้อมยามของเกาหลีเหนือ (ด้านบน) ทางฝั่งเหนือของเขตปลอดทหาร (DMZ) ที่แบ่งเกาหลีทั้งสองประเทศ ถ่ายภาพจากเมืองพาจู ชายแดนเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 30 กันยายน (Photo by Jung Yeon-je / AFP)
เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง ของเกาหลีใต้ เรียกร้องให้เกาหลีเหนือยอมพูดคุยและกลับสู่โต๊ะเจรจา จากกรณีที่ทหารเกาหลีใต้ 3 นายได้รับบาดเจ็บสาหัสเพราะโดนระเบิดในเขตปลอดทหารบริเวณชายแดน
เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ 3 นายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 21 กันยายนภายในเขตปลอดทหาร (DMZ) ซึ่งเป็นเขตกันชนที่มีทุ่นระเบิดจำนวนมากแบ่งแยกสองเกาหลีตั้งแต่การหยุดยิงในปี 1953 โดยหนึ่งในนั้นเสียเท้าไปข้างหนึ่ง
ทั้งนี้ รัฐบาลโซลและเปียงยางยังคงอยู่ในสถานะสงครามทางเทคนิค เนื่องจากสงครามเกาหลีปี 1950-1953 สิ้นสุดลงด้วยการหยุดยิง ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ
ภายหลังเหตุดังกล่าว น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลของคิม จองอึน ปฏิเสธว่าเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดนั้น
อี แจ-มย็องกล่าวในสุนทรพจน์เนื่องในวันกองทัพเกาหลีใต้ว่า "ปมในความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลีนั้นซับซ้อนอย่างยิ่ง แต่เราจะค่อยๆ คลี่คลายมันทีละปมอย่างอดทน ผมหวังว่าเกาหลีเหนือจะเข้าร่วมกับเราในเส้นทางของการฟื้นฟูความไว้วางใจและกลับมาเจรจาอีกครั้ง หลังจากที่หยุดชะงักไปนาน"
หนึ่งวันก่อนหน้านี้ กองทัพโซลได้เรียกร้องให้เกาหลีเหนือขอโทษ โดยอ้างว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจนและบ่อนทำลายเจตนารมณ์ของข้อตกลงระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ที่ยังคงมีอยู่
กองบัญชาการสหประชาชาติที่นำโดยสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันพุธว่า การสอบสวนร่วมกับกองทัพโซลพบว่ามีทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคลของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) ที่ยังใช้งานอยู่ทางฝั่งเกาหลีใต้ของเส้นแบ่งเขตทางทหาร
"จากผลการสอบสวน กองบัญชาการสหประชาชาติสรุปว่ามีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเกิดขึ้น" กองบัญชาการฯกล่าวย้ำสิ่งที่กองทัพเกาหลีใต้ประณามไว้เมื่อวันก่อน
แต่คิม โยจอง น้องสาวของผู้นำเกาหลีเหนือยืนยันว่า การกล่าวอ้างของเกาหลีใต้ต่ำช้าและสกปรกเกินไป และกล่าวหารัฐบาลโซลว่าพยายามสร้างหลักฐานเท็จเพื่อใส่ร้ายระบอบการปกครองของเกาหลีเหนือเกี่ยวกับเหตุการณ์ทุ่นระเบิด
"เราจะไม่นิ่งเฉยต่อการกระทำที่เป็นปรปักษ์ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากในพื้นที่ชายแดน" เธอกล่าวเสริม
ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมิถุนายน 2025 ประธานาธิบดีอี แจ-มย็องได้เสนอการเจรจาโดยไม่มีเงื่อนไขกับรัฐบาลเปียงยางซึ่งมีอาวุธนิวเคลียร์
เมื่อเดือนที่แล้ว ผู้นำเกาหลีใต้กล่าวว่าสหรัฐอเมริกาควรขอให้เกาหลีเหนือระงับโครงการนิวเคลียร์แทนที่จะยุติโครงการโดยทันที และเสนอการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรเป็นการแลกเปลี่ยน
ท่าทีที่เป็นมิตรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อรัฐบาลเปียงยางเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้เกิดความกังวลว่ารัฐบาลโซลซึ่งเป็นพันธมิตรของรัฐบาลวอชิงตัน อาจถูกกีดกันออกจากการเจรจานิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้นกับเกาหลีเหนือซึ่งปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียและจีน
ผู้เชี่ยวชาญบางคนเสนอว่า การกลับมาเปิดเพลงเคป็อปเสียงดังข้ามพรมแดนซึ่งเกาหลีเหนือไม่พอใจมานานแล้ว อาจเป็นมาตรการตอบโต้ที่เป็นไปได้
แต่คนอื่นๆ เชื่อว่า รัฐบาลโซลมีทางเลือกในการตอบโต้ที่สมจริงน้อยมาก หากไม่ต้องการสร้างภาระเพิ่มเติมให้กับประชาชนตามแนวชายแดนที่เผชิญกับความวุ่นวายและอันตรายอยู่แล้ว
ในช่วงที่เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้มีความตึงเครียดกันในอดีต รัฐบาลเปียงยางเคยส่งบอลลูนบรรจุขยะข้ามพรมแดน และเปิดเสียงประหลาดน่าขนลุกข้ามพรมแดนมา
ยาง มูจิน อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศึกษาเกาหลีเหนือในกรุงโซล กล่าวว่า เจตนาในสุนทรพจน์ของผู้นำเกาหลีใต้อาจมุ่งไปที่การสร้างบทสนทนาและหารือเกี่ยวกับประเด็นต่างๆมากกว่าเฉพาะเจาะจงเรื่องระเบิดแต่เพียงอย่างเดียว
"เพื่อให้เกิดการเจรจา จำเป็นต้องมีช่องทางการสื่อสาร และเมื่อการสื่อสารเกิดขึ้นผ่านช่องทางนั้นแล้ว ประเด็นเหล่านี้ก็สามารถถูกหยิบยกขึ้นมาและดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย" ผู้เชี่ยวชาญกล่าว.

