เปิดเวทีเจรจาอาเซียน-ออสเตรเลีย คาดหารือปัญหาสภาพภูมิอากาศและอิทธิพลจีน

ผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมตัวกันเพื่อหารือในออสเตรเลีย โดยมีประเด็นหลักเรื่องความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและจุดยืนเชิงรุกของรัฐบาลปักกิ่งในทะเลจีนใต้

ตำรวจและหน่วยรักษาความปลอดภัยยืนอยู่นอกสถานที่จัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย ที่เมืองเมลเบิร์น เมื่อวันที่ 4 มีนาคม (Photo by Martin KEEP / AFP)

เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันจันทร์ที่ 4 มีนาคม 2567 กล่าวว่า บรรดาผู้นำจาก 10 ชาติสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เดินทางสู่เมืองเมลเบิร์น เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดพิเศษกับเจ้าภาพออสเตรเลีย

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นประเด็นสำคัญในวาระการประชุมดังกล่าว โดยเฉพาะกับชาติอาเซียนทั้งหลายที่เผาผลาญพลังงานมหาศาลจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะที่ออสเตรเลียก็ยังคงเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกก๊าซและถ่านหินรายใหญ่ที่สุดของโลก

ทั้งอาเซียนและออสเตรเลียเริ่มตระหนักในการหันมาปรับใช้พลังงานสะอาดที่หมุนเวียนจากธรรมชาติมากขึ้น เช่น พลังงานสะสมในหินแร่, พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม

นักวิเคราะห์กล่าวว่า หลายประเทศในอาเซียนต้องการพลังงานมากขึ้นในการพัฒนาเศรษฐกิจต่อไป และออสเตรเลียอาจเป็นคำตอบของแหล่งพลังงานนั้น

อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เป็นผู้ผลิต'นิกเกิล'รายใหญ่ที่สุดสองรายของโลก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่โลหะแบตเตอรี่หลักอีกชนิดหนึ่งคือ'ลิเธียม'พบได้ทั่วออสเตรเลียในปริมาณมหาศาล

รัฐบาลจาการ์ตาและแคนเบอร์ราได้เริ่มสำรวจแล้วว่า พวกเขาจะสามารถประสานทรัพยากรเหล่านี้เพื่อส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างไร

เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ออสเตรเลียเองก็พยายามผลักดันข้อเสนอทางการส่งออกพลังงานแสงอาทิตย์ไปยังสิงคโปร์ผ่านสายเคเบิลขนาดใหญ่ใต้ทะเล ซึ่งหลายประเทศในอาเซียนก็ให้ความสนใจข้อเสนอดังกล่าวเช่นกัน

ส่วนประเด็นความมั่นคงทางทะเลและพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้นในทะเลจีนใต้ของรัฐบาลปักกิ่ง ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการประชุมสุดยอด

ข้อพิพาทเรื่องดินแดนในระเบียงการค้าที่สำคัญได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยรัฐบาลปักกิ่งกำลังเผชิญปัญหาในพื้นที่ที่ชาติอาเซียนอ้างสิทธิ์เช่นกัน เช่น ฟิลิปปินส์และเวียดนาม

ในขณะเดียวกัน ออสเตรเลียซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯ ก็กระตือรือร้นที่จะทลายอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

นักวิเคราะห์กล่าวว่า การประชุมสุดยอดนี้อาจมุ่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพและความปลอดภัยของอาณาเขตทางทะเล หากสมาชิกทั้ง 10 ชาติเต็มใจออกแถลงการณ์ร่วมกัน ก็แสดงว่าพวกเขามีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว

เวทีประชุมอาเซียนมักถูกวิพากษ์วิจารณ์บ่อยครั้งว่าเป็นเวทีที่ไม่จริงจังในการร่วมมือกัน เพราะแต่ละชาติไม่เต็มใจที่จะเสียสละผลประโยชน์เพื่อความมั่นคงและเติบโตของภูมิภาค

การประชุมสุดยอดที่เมลเบิร์นถือเป็นวาระครบรอบ 50 ปีนับตั้งแต่ออสเตรเลียกลายเป็นคู่เจรจารายแรกของอาเซียน และเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญภายในสมาคม

โดยประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย จะก้าวลงจากตำแหน่งผู้นำภายในเดือนตุลาคม หลังจากครองอำนาจมา 10 ปี ขณะที่นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง ของสิงคโปร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งมายาวนาน มีกำหนดจะลงจากตำแหน่งไม่นานหลังจากนั้น

ด้านเมียนมาเองก็เพิ่งส่งนักการทูตอาวุโสเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี

แม้ว่าเมียนมาจะยังคงเป็นหนึ่งในสมาชิก 10 ชาติอาเซียน แต่ผู้แทนทางการเมืองและผู้นำจากรัฐบาลเผด็จการทหารก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าร่วมการประชุมระดับสูง เป็นการตอบโต้ที่ไม่ปฎิบัติตามมติร่วมที่เห็นพ้องกันในการแก้ไขความวุ่นวายในประเทศ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนลดใช้พลังงานพร้อมลุยขยายช่องทางการตลาด

พลังงานดันเศรษฐกิจฐานรากด้วยพลังงานสะอาด ลงพื้นที่จังหวัดระยองเพื่อเยี่ยมชมกระบวนการผลิต ข้าวไรซ์เบอร์รี่สแนคบาร์ และกล้วยม้วน สองสินค้าชุมชนต้นแบบที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน พร้อมดึงเข้าร่วมแคมเปญ "กินพี่ แล้วหมีหนาว" เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าขยายช่องทางการตลาด

จีพีเอสซีมือกับ GCL SI ขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียน 1 GW

GPSC ส่ง Getz ลงนามความร่วมมือกับ GCL SI ขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียน 1 GW ด้านโซลาร์และกักเก็บพลังงาน ลั่นเดินหน้า ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านนวัตกรรมและโซลูชันพลังงานคาร์บอนต่ำ

SSP ปักเสาเอกวินด์ฟาร์มบาโกฟิลิปปินส์ 150 MW ดันพอร์ตพลังงานสะอาดมุ่งเป้า 1,000 MW

บริษัท บาโก เนกรอส เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น (BNEC) บริษัทย่อยของ บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SSP) โดยมีนายภาสกร ปัญญารัตนากร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการ และในฐานะ

กฟผ. ชู UGT Platform ทางเลือกไฟฟ้าสีเขียวหนุนธุรกิจไทยสู่ Net Zero

ในปี 2568 ประเทศไทยได้เริ่มเดินหน้า "การให้บริการไฟฟ้าสีเขียว" หรือ UGT (Utility Green Tariff) อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นประเทศแรก ๆ ในภูมิภาคอาเซียน ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรมที่มีเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านมาใช้พลังงานหมุนเวียน รวมถึงกลุ่มธุรกิจที่มีความมุ่งมั่นในการใช้พลังงานสะอาด 100% (RE100

รู้จัก“โรงไฟฟ้า SMR ” บทใหม่ความมั่นคงของพลังงานสะอาดไทย

ท่ามกลางความท้าทายจากความผันผวนของราคาพลังงานฟอสซิล วิกฤตสภาพอากาศ และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงจากการเติบโตของเทคโนโลยี AI และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)