‘อาคม’ลุยแจงที่ประชุม‘เอเปค’ชี้ไทยเปิดประเทศ 1 พ.ย.



อาคม เติมพิทยาไพสิฐ

“อาคม” ลุยประชุมเอเปค ฟุ้งเปิดประเทศ 1 พ.ย. พร้อมแจงแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ชูกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปฏิรูปโครงสร้างหนุนระยะยาว 

22 ต.ค. 2564 – นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค (APEC Finance Ministers’ Meeting: APEC FMM) ครั้งที่ 28 เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2564 ด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยซึ่งหัวข้อหลักของการประชุมเอเปคประจำปี 2564 คือ “Join, Work, Grow. Together.” ซึ่งได้มีการหารือถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ เริ่มฟื้นตัวจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และระดับการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้น

โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2564 จะขยายตัวที่ 5.9% ส่วนภูมิภาคเอเปคนั้น ยังคงเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในหลายมิติ อาทิ ระดับการฟื้นตัวของแต่ละเขตเศรษฐกิจที่แตกต่างกันจากผลกระทบจากโควิด-19 รวมถึงการดำเนินนโยบายเพื่อรับมือในลักษณะที่แตกต่างกัน สภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน เป็นต้น

นอกจากนี้ การประชุมยังได้หารือใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การรับมือกับโควิด-19 เพื่อการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนและครอบคลุม ซึ่งที่ประชุมสนับสนุนให้ดำเนินนโยบายการเงิน การคลัง และการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง รวมถึงสนับสนุนความร่วมมือพหุภาคี เพื่อรับมือกับผลกระทบของโควิด-19 และก้าวไปสู่การฟื้นตัวอย่างสมดุล ยั่งยืน และทันท่วงทีให้ครอบคลุมทุกมิติและทุกภาคส่วน

“รมว.การคลังได้ใช้โอกาสนี้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าไทยจะเปิดประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวในวันที่ 1 พ.ย. 2564

รวมทั้งได้ชี้แจงถึงแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่าไทยให้ความสำคัญกับการรักษาความสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและการปฏิรูปโครงสร้างของประเทศในระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของเศรษฐกิจภายในประเทศให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น ส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งการผลักดันโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ส่วนในระยะปานกลางถึงระยะยาวนั้นการดำเนินนโยบายการคลังจะมีความท้าทายยิ่งขึ้นในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากรวมถึงการปฏิรูปภาษีซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว” นายพรชัย กล่าว

2. การใช้นโยบายการคลังและการบริหารงบประมาณเพื่อรับมือกับความท้าทาย ในที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงบทบาทของการดำเนินนโยบายการคลังและการบริหารงบประมาณในการรับมือกับความท้าทายจากโควิด-19 เนื่องจากมีส่วนช่วยในการรักษาระดับการจ้างงาน รักษาระดับการบริโภค ส่งเสริมให้สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะ และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ขณะเดียวกันที่ประชุมยังได้ตระหนักถึงความสำคัญของความโปร่งใสทางการคลัง ความโปร่งใสด้านหนี้สาธารณะ ความมีประสิทธิภาพของการจัดสรรและใช้จ่ายงบประมาณและความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยสมาชิกเอเปคควรพิจารณาดำเนินนโยบายการคลังอย่างเหมาะสมเพื่อรับมือกับความท้าทายในด้านต่าง ๆ ควบคู่กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและเสริมสร้างเสถียรภาพทางการคลังอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ รมว.การคลังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการคลังเพื่อรับมือกับโควิด-19 โดยเน้นย้ำว่า ภาคการคลังของไทยในปัจจุบันยังมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ รัฐบาลยังมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินนโยบายต่าง ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ได้ อีกทั้ง แนวทางในการเพิ่มศักยภาพทางการคลังจะดำเนินการผ่านหลัก 3Rs ประกอบด้วย 1. Reform หรือการปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ 2. Reshape หรือการปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณ และ 3. Resilience หรือการบริหารหนี้สาธารณะอย่างมีภูมิคุ้มกันและสามารถรองรับต่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดต่าง ๆ ได้

อย่างไรก็ดี ที่ประชุมยังได้พิจารณารับรองแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเซบูฉบับใหม่ซึ่งเป็นการจัดทำยุทธศาสตร์ฉบับใหม่โดยได้นำเอาปัจจัยแวดล้อมใหม่ที่สำคัญ ได้แก่ 1.วิสัยทัศน์ปุตราจายา ค.ศ. 2040 ซึ่งมุ่งเน้นปัจจัยขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจใน 3 มิติ ได้แก่ การค้าและการลงทุน นวัตกรรมและการใช้ประโยชน์จากดิจิทัล และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง สมดุล มั่นคง ยั่งยืน และครอบคลุมและ 2.สถานการณ์ของโควิด-19 เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำแผนปฏิบัติการดังกล่าวด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ไทยประกันชีวิต' ยืนยันฐานะทางการเงินแข็งแกร่งไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด

ไทยประกันชีวิตยืนยันฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง พร้อมดูแลผู้เอาประกันภัยตามเงื่อนไขสัญญาที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ โชว์เงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฏหมายอยู่ที่ 334% สูงกว่าอัตราที่ คปภ. กำหนด เงินสำรองกว่า 380,000 ล้าน ยันไม่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19

'จุรินทร์' เห็นชอบแผนให้ไทยเป็นเจ้าภาพประชุม JTC กับคู่เจรจา 10 ประเทศ

จุรินทร์เห็นชอบแผนการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ของไทยกับคู่เจรจา 10 ประเทศ ที่จะเริ่มตั้งแต่ปลายปี 64 จนถึงปี 65 เพื่อขับเคลื่อนการค้า แก้ปัญหาอุปสรรค และเพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เผยไทยยังจะเข้าร่วมประชุมที่คู่เจรจาเป็นเจ้าภาพกับจีนและบังคลาเทศด้วย

'ธอส.' โชว์ปล่อยกู้พุ่งทุบสถิติ! ลุ้นโควิดกระทบหนี้เสียพุ่ง 9 พันล้าน

"ธอส." โชว์ผลงานติดเครื่องปล่อยสินเชื่อแตะ 2.15 แสนล้านบาท ทุบสถิติ จ่อตบเท้าพบลูกค้าหลังครบมาตรการต้องกลับมาจ่ายหนี้ 1 ม.ค. 65 คาดหนี้เสียพุ่ง 9 พันล้านบาท

กพท. รอแนวทาง สธ. สั่งคุมเข้มโอไมครอน

นายสุทธิพงษ์ คงพูล ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. เปิดเผยว่า ทางกพท. ได้มีการหารือกับทางกระทรวงสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง

‘บินไทย’ เปิดบินออสเตรเลียเส้นทางภูเก็ต-ซิดนีย์เริ่ม 7 ธ.ค.นี้

การบินไทย เดินหน้าขานรับเปิดประเทศ ลุยเปิดเที่ยวบินออสเตรเลียเพิ่ม “ภูเก็ต-ซิดนีย์” สัปดาห์ละ 3 ไฟลต์ ดีเดย์ 7 ธ.ค.นี้

ชง 'จุรินทร์' ไฟเขียวปลดล็อก 6 ธุรกิจบริการออกจากบัญชีแนบท้ายกฎหมายต่างด้าว

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชง “จุรินทร์” ไฟเขียว ปลดล็อกธุรกิจบริการอีก 6 ธุรกิจ ออกจากบัญชีแนบท้าย 3 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หวังอำนวยสะดวกให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในไทย โดยไม่ต้องขออนุญาต พร้อมเดินหน้าพิจารณาถอดธุรกิจอื่นเพิ่มเติม