ธรรมในพรรษา ๒๕๖๙ .. ที่ควรบันทึก!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ท่ามกลางภัยธรรมชาติ แสดงความเป็นธรรมดาของชีวิตใน สังสารวัฏ ว่า ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้แปรปรวน เปลี่ยนแปลง ยากจะต้านทาน ไร้ความเป็นอัตตาตัวตนถาวร จึงไม่อยู่ในอำนาจของใครที่จะให้เป็นไปตามความต้องการ.. กล่าวโดยสรุปว่า “ทุกอย่างเป็นไปตามธรรม.. ...ธรรมเป็นไปตามเหตุปัจจัย!

การสร้างเหตุปัจจัย จึงนำไปสู่การอุบัติขึ้นของธรรมทั้งหลาย ที่ไม่เป็นไปโดยบังเอิญ ในทุกเหตุการณ์ที่ปรากฏในชีวิตของเรา

พระพุทธศาสนาจึงมีคำสั่งสอนให้เรา ทำเหตุ ให้ตรงผล .. จนพัฒนาไปสู่ นอกเหตุ เหนือผล ได้จริง ด้วยความรู้แจ้งในธรรมที่เป็น อนัตตา..

น้ำจะท่วม.. ไฟจะไหม้.. โจรร้ายจะปล้นเมือง บ้านเมืองจะไร้ธรรม.. ล้วนมิใช่เกิดอย่างไม่มีเหตุ  ซึ่งเหตุเหล่านั้นสะท้อน สัจธรรมในธรรมนิยาม ที่แสดงความเป็นอยู่อย่างนี้ ไม่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะอุบัติเกิดขึ้นในโลกนี้หรือไม่ก็ตาม

ในทุกปัญหา.. จึงแก้ไขได้.. ในทุกความทุกข์ สามารถดับได้.. หากมีปัญญารู้เข้าใจตรงธรรม ด้วยศักยภาพของความเป็นมนุษย์ที่สามารถพัฒนาให้มี สติปัญญา ได้ด้วยการ พึ่งตน-พึ่งธรรม...

ในพรรษาปี ๒๕๖๙.. ตัดสินใจถูกตรงตามเหตุปัจจัย เพื่อการเข้าถึงประโยชน์สุขโดยธรรมอีกครั้ง เมื่อเดินทางไปจำพรรษาที่ วัดป่าบ้านนามน (วัดหลวงปู่มั่นจำพรรษา ๒ ครั้ง) ปัจจุบันชื่อว่า วัดป่านาคนิมิตต์ จ.สกลนคร ซึ่งมี หลวงปู่อว้าน เป็นเจ้าอาวาส โดยได้ตั้งจิตมั่นคงในการเจริญพรรษาที่กุฏิหลวงปู่มั่นทุกค่ำคืน เพื่อ เจริญภาวนา รับรุ่งอรุณ ดำรงอยู่ในอิริยาบถ ๓ คือ เดิน ยืน นั่ง เพื่อการบูชาคุณพระรัตนตรัย คุณบูรพาจารย์หลวงปู่มั่น เป็นต้น

การภาวนาตลอดคืนบนกุฏิหลวงปู่มั่นที่แขวนกลดไว้อย่างถาวร จึงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง จะเว้นเมื่อรับนิมนต์ กระทำสัตตาหกรณียะ ไปนอกเขตวัด แต่ก็มิได้ผ่อนคลายการเจริญภาวนาตามตั้งใจ ด้วยการเน้นรักษาอิริยาบถ ๓ ไว้ตลอดคืน แม้จะเหนื่อยจนพักหลับบ้าง ก็ในท่านั่ง ในเวลาสั้นๆ อย่างไม่ละทิ้งเจตนาการทรงไว้ซึ่งการเดิน ยืน นั่ง .. ตามตั้งใจ

ดังนั้น ในช่วงที่มีเวลาพอเหมาะ จึงได้ใช้โอกาสไปถวายสักการบูชาคุณบูรพาจารย์ในสถานที่สำคัญต่างๆ โดย เมื่อ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๙ ได้รับนิมนต์จากผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร (นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล) ไปเจริญภาวนาที่ห้องนิพพาน หลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด และต่อเนื่องไปกราบบูชาอริยคุณ หลวงปู่ขาว วัดถ้ำกลองเพล ด้วยการปฏิบัติบูชาจนได้ นิมิตธรรม ที่มีสารประโยชน์ยิ่ง อันควรแก่การเจริญปัญญา มีรายละเอียดโดยย่อ ดังนี้...

“..เวลา ๑๑ โมงเศษ เข้าไปนั่งในห้องนิพพานของหลวงตา มีป้ายเขียนไว้หน้าห้องว่า... “ห้องนิพพาน ที่พ่อแม่ครูอาจารย์นอนนิพพาน วันที่ ๓๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๔ เวลา ๐๓.๕๓ น.” ทั้งนี้ ได้นำ หนังสือมหาปรินิพพาน เข้าไปด้วย เพื่อสวดถวายสักการบูชาคุณธรรมของหลวงตามหาบัว ใน หัวข้อที่ ๙๓ ที่ว่าด้วย ทรงจำพรรษาที่ เวฬุวคาม มีพระอาการประชวรอย่างหนัก เกิดเวทนาแรงกล้า จนเกือบจะใกล้นิพพาน ทรงมีพระสติสัมปชัญญะ อดกลั้นไม่พรั่นพรึง ใช้ความเพียรขับไสอาพาธ เพื่อดำรงชีวิตอยู่ต่อไป ด้วยยังไม่ได้บอกภิกษุอุปัฏฐากและอำลาภิกษุสงฆ์... อันไม่สมควรที่จะปรินิพพาน โดยได้สรุปคำสั่งสอนที่มีต่อพระอานนท์ในตอนสุดท้ายของ หัวข้อที่ ๙๓ ว่า

“ดูกรอานนท์ ผู้ใดผู้หนึ่งในบัดนี้ก็ดี โดยที่เราล่วงไปแล้วก็ดี จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง... จักเป็นผู้มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นอันเป็นที่พึ่งอยู่

ภิกษุของเรา ที่เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา จักปรากฏอยู่ในความเป็นยอดยิ่งฯ”...

หลังจากนั้นได้เจริญภาวนา โดยเริ่มตั้งจิตอธิษฐานเข้าภาวนาตั้งแต่เวลา ๑๑.๒๓ น. ถึงเวลา ๑๓.๑๒ น. รวม ๑ ชั่วโมง ๔๙ นาที ที่ได้นั่งภาวนาต่อหน้ารูปเหมือนหลวงตามหาบัว (ดังภาพ) เป็นการเจริญภาวนาไป ตามลำดับโพธิปักขิยธรรม เมื่อจิตสงบตั้งมั่นดีแล้วด้วยพุทโธๆๆ...

ในขณะที่จิตสงบนิ่งอยู่กับการกำหนดรู้ อย่างมีกำลังของสมาธิที่หล่อเลี้ยงพอเหมาะ ได้ปรากฏเห็นภาพบานประตูห้องของหลวงตาที่เป็นประตูไม้แบบกุฏิไม้โดยทั่วไปเปิดออก (แตกต่างจากปัจจุบัน) เหมือนถูกผลักเข้ามา แต่ไม่เห็นใครเดินเข้ามา มีแต่บานประตูเคลื่อนเปิดเข้า-ออก

ต่อมาได้ปรากฏภาพของ หลวงตามหาบัว ขึ้น ชัดเจนในส่วนของใบหน้าที่สว่างไสว พร้อมแย้มยิ้มหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี มีเมตตายิ่ง โดยใบหน้าสว่างไสว เหมือนพระจันทร์ฉายแสงขาวนวลโดยรอบ... (ยังจำติดตาแม้ในขณะนั่งเขียนบันทึกนี้) ... ซึ่ง องค์หลวงตา ได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล อย่างมีเมตตาด้วยน้ำเสียงชัดเจน อย่างยินดียิ่ง ว่า..

 “รู้แล้ว ... ปล่อยวาง ... ถูกต้องแล้ว!

รู้แล้ว ... ปล่อยวาง ... ถูกต้องแล้ว!”

โดยพูดออกมาสองครั้ง (พูดย้ำสองครั้ง) จึงเกิด ปีติธรรม ยิ่ง... เมื่อออกจากการเจริญภาวนา จึงได้ กราบบูชาคุณพระรัตนตรัยและกราบบูชาคุณขององค์หลวงตา ที่เมตตาบอกกล่าวธรรมอันเป็น หัวใจของวิปัสสนา โดยไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน.. ในคำพูดดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับคำว่า “รู้แล้วละ” แต่ในครั้งนี้เป็น...

 “รู้แล้ว ... ปล่อยวาง ... ถูกต้องแล้ว!!”

ต่อมาได้เดินทางไปวัดถ้ำกลองเพล เพื่อกราบบูชาหลวงปู่ขาว อนาลโย... ด้วยระลึกถึง หลวงปู่ขาน วัดป่าบ้านเหล่า จ.เชียงราย ที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ขาว โดยในสมัยตัดสินใจออกบวช ด้วยความเมตตาของหลวงปู่ขานที่ได้รับพานบูชา และท่านได้สั่งให้นำพานธูปเทียนดังกล่าวไปถวายบูชา “หลวงพ่อขาว” เพื่อขอบารมีสนับสนุนในการบวชฯ

จากการภาวนาที่ต่อเนื่องมาจากห้องนิพพานที่กุฏิองค์หลวงตามหาบัว จึงทำให้การเจริญธรรมเป็นไปอย่างดีมาก... จนไม่ทราบว่ามีฝนตกใหญ่ในขณะเจริญวิปัสสนาฯ ซึ่งได้ปรากฏ นิมิตหลวงปู่ขาว ได้ให้ธรรมะข้อหนึ่งในขณะนั่งภาวนาว่า...

 “เรื่องใน ... อย่านำออก

เรื่องนอก ... อย่านำเข้า”

เมื่อพิจารณาในขณะนั้น จึงเกิดปัญญารู้เห็นในข้อธรรมดังกล่าวว่า...

“เมื่อวางจิตให้เป็นกลาง จะเห็นความเป็นธรรมดาของธรรมทั้งหลาย ทั้งภายนอกและภายใน โดยไม่เข้าไปยึดถือในเรื่องนั้นๆ...

จะเห็นเข้าใจในความเป็นจริง ไม่ว่าสภาพธรรมภายนอกหรือภายในนั้นว่า... ทุกสภาพธรรม ทุกเรื่องราว ไร้อัตตาตัวตน ไม่ควรเข้าไปยึดถือ จนเห็นความเป็นจริงในความเกิดขึ้น-ดับไปของสภาพธรรมนั้นๆ ในขณะจิตหนึ่งนั้นที่ปรากฏเป็นปัจจุบัน

...ไม่ว่าเรื่องภายใน (สภาพธรรมภายใน) หรือเรื่องภายนอก (สภาพธรรมภายนอก) สภาพธรรมทั้งภายในและภายนอกมีแต่เกิด-ดับ... เกิด-ดับ... นอกจากเกิด-ดับแล้ว ไม่มีอะไรเป็นสาระเลย

มีแต่รู้ที่เป็นกลางๆ... รู้เป็นธรรมดาๆ... รู้ที่ไม่ยึดติดในสิ่งที่รู้... รู้ที่ไม่ยึดติดแม้รู้นั้น จึงจะว่า “อนาลโย” ได้แท้จริง...

ดังนั้น ให้รักษาจิตใจด้วยรู้เป็นกลางๆ อย่างนี้ตลอดไป...

จะพบแต่ความสุขแท้จริง (คือไม่มีความทุกข์อีกต่อไป!!)...”

นี่คือธรรมที่ส่งสืบต่อเป็นกระแสธรรม ให้จิตครรลองไปตามคลองธรรม เพื่อชำระมิจฉาทิฏฐิ (อวิชชา) ให้สิ้นไป... เพื่อละอุปาทานให้สิ้นไป เพื่อความหมดจดของจิต... เพื่อ วิมุตติธรรม ที่สามารถเข้าถึงได้จริงด้วยการปฏิบัติตามครรลองธรรม... ตามปฏิปทาที่บูรพาจารย์ได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจากหลวงปู่มั่นฯ...”

จึงมั่นใจอย่างเป็นปกติว่า... วันนี้ เราได้ดำเนินมาถูกต้องตรงตามเส้นทางธรรม เพื่อความสิ้นทุกข์... เพื่อการรู้แจ้งในอริยสัจสี่แน่นอนแล้ว... การมาจำพรรษาที่วัดป่านาคนิมิตต์ ด้วยความเมตตาของหลวงปู่อว้าน... อันมีคุณประโยชน์ยิ่งต่อการสืบอายุพระพุทธศาสนา ด้วยการศึกษาปฏิบัติธรรมตามร่องรอยบูรพาจารย์... ที่ดำเนินไปตามเส้นทางของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง!!.

เจริญพร

dhamma_araya@hotmail.com

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

3 ทศวรรษไทยโพสต์ วิกรม กรมดิษฐ์ ผ่าทางตัน อุตสาหกรรมสีเขียว

ในโอกาสพิเศษ ที่หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ก่อตั้งมาครบ 30 ปี ในวันที่ 21 ต.ค.2569 ที่จะถึงนี้ กองบรรณาธิการข่าวไทยโพสต์ โดย"ศลิลนา ภู่เอี่ยม ผู้ดำเนินรายการชื่อดังจากรายการห้องข่าวไทยโพสต์"ได้สัมภาษณ์พิเศษ "วิกรม กรมดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน"ที่ทำกิจการประเภทพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ในหลายประเด็น ซึ่งมีการให้แง่คิด-ทัศนะที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

3 ทศวรรษไทยโพสต์ ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร พลังงานอนาคต สู่ความยั่งยืน

ในโอกาสที่ปีนี้ 21 ตุลาคม 2569 จะครบรอบ30 ปีของการก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ทางทีมงานไทยโพสต์ ได้สัมภาษณ์พิเศษ "ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร นายกสภาสถาบันวิทยสิริเมธี

28 ก.ย.รู้ผลคดีบัตรเลือกตั้ง ศาลรธน.ต้องตีความโดยเคร่งครัด

วันจันทร์นี้ 28 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญนัด9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงมติในคำร้องคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ.2569

พระพุทธศาสนา .. ในอุ้งมือมาร!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธามั่นคงในพระพุทธเจ้า.. ข่าวฉาวโฉ่ในแวดวง นักบวชห่มจีวรพระ ไม่เคยสร่างซาไปจากสังคมไทย ก่อเกิด วิกฤตศรัทธา ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนดูเหมือนในแวดวงพระสงฆ์จะไร้ “พระแท้” ปรากฏตัวออกมาเพื่อช่วยกันแก้ไขป้องกันอธิกรณ์ปัญหาเหล่านั้น จนก่อเกิดภาวะวังเวง ไร้ฟากฝั่งขอบเขตของความสิ้นไป ในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ทางจิตวิญญาณดังเคยมีมา..

สีน้ำเงิน ยังคุมสภาสูง เดิมเกมดูดสว.เติมเสียง

หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติส่งคำร้องไปศาลฎีกาฯ และดำเนินคดีอาญาผู้เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว.จำนวน 77 รายชื่อ โดยมีสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันรวมอยู่ด้วย 26 รายชื่อ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองและข้อกฎหมายตามมามากมาย