มองโอกาสในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย

Photo of Out of Focus IT Technician Turning on Data Server.

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา สูตรการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยค่อนข้างชัดเจน เราสร้างถนน ท่าเรือ นิคมอุตสาหกรรม ดึงการลงทุนจากต่างประเทศ นำเทคโนโลยีเข้ามา ผลิตสินค้า และส่งออกไปทั่วโลก สูตรการพัฒนานี้นำไปสู่ฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี อาหาร และอุตสาหกรรมต่อเนื่องขึ้น อย่างไรก็ดี การที่ประเทศไทยจะก้าวต่อไปเป็นประเทศรายได้สูง คงต้องถามว่า สูตรการพัฒนาที่พาเรามาถึงจุดนี้ จะพาเราไปต่อได้หรือไม่

รายงาน Building Thailand’s Future Today ของธนาคารโลก ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ประเมินว่า หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2579 หรือ 2037 การเติบโตของ GDP ต่อหัวที่แท้จริงจะต้องเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5.4 ต่อปีในทศวรรษข้างหน้า และเสนอการเปลี่ยนแปลงในสี่ด้าน ได้แก่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต กิจการแห่งอนาคต แรงงานแห่งอนาคต และเมืองแห่งอนาคต โดยในส่วนของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตนั้น ธนาคารโลกเสนออุตสาหกรรมห้ากลุ่มที่ประเทศไทยมีศักยภาพ ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวยั่งยืนและสุขภาพ บริการดิจิทัล เกษตรและอาหาร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์  การวิเคราะห์ของธนาคารโลกค่อนข้างชัดว่าไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์การเติบโต ซึ่งการวิเคราะห์ของธนาคารโลกนี้สอดคล้องกับแนวคิดของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. ที่ได้ระบุสาขาของเศรษฐกิจแห่งอนาคตไว้ 7 สาขาคือ เกษตรและแปรรูปอาหาร ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ค้าปลีกและการค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ในรายงานของธนาคารโลกนั้น ผู้เขียนสนใจแนวคิดสองคำในรายงาน ได้แก่ Upgrading และ Dynamism โดยถึงแม้ในส่วนที่เกี่ยวกับ Upgrading จะกล่าวถึงโอกาสที่ประเทศไทยควรไขว่คว้าจาก AI Climate Change และสภาวะการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นหลัก แต่หลักคิดของ Upgrading อาจสรุปได้ว่าคือการขยับจากกิจกรรมมูลค่าต่ำไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม ทักษะ ความรู้ และการเพิ่มมูลค่าในประเทศ ส่วน Dynamism คือการทำให้โอกาสในการเติบโตไม่ระจุกอยู่กับกิจการขนาดใหญ่หรือพื้นที่เศรษฐกิจเพียงไม่กี่แห่ง แต่เปิดโอกาสให้กิจการใหม่ SMEs คนทำงาน และเมืองต่าง ๆ สามารถยกระดับผลิตภาพและแข่งขันได้เช่นกัน

ผู้เขียนเห็นด้วยกับการวิเคราะห์ของธนาคารโลก และเห็นด้วยกับสาขาของเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่ กรอ. ได้ระบุไว้ และอยากขอชวนมองเพิ่มเติมว่า 1) สาขาการผลิตและสาฃาบริการในอุตสาหกรรมยุดใหม่นี้ มีความเชื่อมโยงกันเป็นอย่างมาก การจำแนกกิจกรรมสองอย่างนี้ออกจากกันไม่ชัดเจนเหมือนในอดีต 2) บทบาทของเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาจไม่ใช่เป็นเพียงปัจจัย upgrading แต่อาจเป็นอุตสาหกรรมใหม่ในตัวเองได้ด้วย  ผู้เขียนขอใช้เลนส์จากสองประเด็นนี้ ขวนมองกิจกรรมที่น่าสนใจสองกลุ่มที่สามารถต่อยอดจากสิ่งที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ได้แก่ อุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน หรือ MRO และอุตสาหกรรมศูนย์ทดสอบมาตรฐาน Testing, Inspection and Certification

ผู้เขียนเห็นโอกาสและศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการซ่อมบำรุงอากาศยานมาตั้งแต่ช่วงก่อนวิกฤติโควิด และหากจำกันได้ช่วงก่อนโควิดนั้น เรามีการเจรจาโครงการลงทุนใน MRO ขนาดใหญ่ของ Airbus ร่วมกับการบินไทย แต่การระบาดของโควิดทำให้การเดินทางของโลกหยุดชะงักงันและอุตสาหกรรมการบินถูกกระทบอย่างหนัก การลงทุนจึงไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี การเติบโตของการบินโลกยังคงเคลื่อนมาทางเอเชียต่อเนื่องจากช่วงก่อนโควิด โดย Airbus ประเมินในปี 2569 ว่า ในอีก 20 ปี เอเชียแปซิฟิกซึ่งรวมจีนและอินเดียจะต้องการเครื่องบินโดยสารใหม่ประมาณ 19,560 ลำ คิดเป็นร้อยละ 46 ของความต้องการทั่วโลก และ passenger traffic ของภูมิภาคมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4.4 ต่อปี 

ผู้เขียนได้ทราบจากการข่าวเผยแพร่ของบีโอไอ ว่า Airbus จะใช้กรุงเทพฯ เป็นสำนักงานใหญ่ของ Skywise (ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Airbus) สำหรับภูมิภาคเอเชีย ครอบคลุมอาเซียน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ และกำลังขยายทีมทดสอบซอฟต์แวร์ในไทย โดยไทยจะเป็นฐานทดสอบเพียงแห่งเดียวสำหรับซอฟต์แวร์ที่ให้บริการลูกค้าทั่วโลก หนึ่งในซอฟต์แวร์ที่สำคัญของ Skywise คือระบบติดตามและประเมินสุขภาพของเครื่องบิน จึงเห็นว่าโอกาสด้าน MRO ของประเทศไทยกำลังกลับมาอีกครั้ง และครั้งนี้จะไม่เป็นเพียง smart hanger อย่างที่เคยได้วางแผนไว้ที่อู่ตะเภาเท่านั้น แต่จะเป็นการรวมเอาเทคโนโลยีด้านดิจิทัลเข้ากับอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน เกิดเป็น ecosystem ใหม่ที่น่าสนใจอย่างมาก  ตลอดอายุการใช้งาน เครื่องบินต้องได้รับการตรวจ ซ่อม เปลี่ยนชิ้นส่วน ซ่อมเครื่องยนต์ ปรับปรุงระบบ วิเคราะห์ข้อมูล และรับรองความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง Airbus ประเมินว่าตลาดที่เกี่ยวกับการบริการอากาศยานในเอเชียแปซิฟิกจะมีมูลค่าถึง 138.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2044  การเป็นศูนย์กลาง MRO จะนำไปสู่โอกาสของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยาน และบริการมูลค่าสูง ซึ่งไทยจำเป็นต้องสร้างความสามารถของบุคลากรไว้รองรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรที่มีใบอนุญาตตามมาตรฐานสากล  ผู้เขียนหวังจะเห็น MRO เป็นสะพานที่พาประเทศไทยไปสู่ advanced engineering services

เมื่อเราพูดถึงการผลิตสินค้ามูลค่าสูง มีคำถามง่าย ๆ ที่มักถูกมองข้าม ใครเป็นคนบอกว่าแบตเตอรี่ปลอดภัย ใครทดสอบว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ผ่านมาตรฐาน ใครรับรองว่าผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพมีผลกับคนตามที่กล่าวอ้าง ใครตรวจว่าชิ้นส่วนอากาศยานไม่มีรอยร้าว คำตอบคือระบบ Testing, Inspection and Certification

นอกจากหน่วยงานภาครัฐทีมีศักยภาพในฐานะศูนย์ทดสอบและมาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) แล้ว ยังมีการลงทุนของภาคเอกชนที่สำคัญเช่น TÜV SÜD มี EV Battery and Components Testing Laboratory อยู่ในพื้นที่ EEC ซึ่งรองรับการทดสอบ EV Battery มาตรฐานสูง สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดัคเตอร์ บริษัทเอกชนบางแห่งก็มีกิจกรรมการให้บริการทดสอบวงจรและชิปสมรรถนะสูงอยู่ในประเทศไทยเช่นกันโดยทำงานร่วมกับสาบันการศึกษาชั้นนำ

ประเทศไทยมีปัจจัยเกื้อหนุนสำหรับการเป็น regional testing and certification hub โดยมีสถาบันการศึกษาและองค์กรภาครัฐที่มีบุคลากรและศักยภาพด้านวิจัยทดลองทดสอบ และยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่น เช่นเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน 3 GenV ซึ่งที่กำลังพัฒนาอยู่ใน EECi ซึ่งจะเป็นเครื่องแรกในภูมิภาคอาเซียน อุตสาหกรรม Testing, Inspection and Certification เป็นตัวอย่างของสาขาบริการมูลค่าสูงที่มีความเชื่อมโยงกับสาขาการผลิตแบบที่มองแยกจากกันก็ไม่ได้ แต่ก็ไม่สามารถนับรวมเข้าไปในสาขาอุตสาหกรรการผลิตใดโดยเฉพาะ

ผู้เขียนหว้งว่าสองตัวอย่างที่ยกมาถกในบทความนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของการคิดต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มองสาขาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศในความหมายและบริบทอย่างกว้าง เพื่อสร้างโอกาสและมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยต่อไป

บทความ​คอลัมน์​เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ​ วันพุธ​ที่​ 30 กันยายน 2569​
ดร.ลัษมณ อรรถาพิช
ผู้จัดการใหญ่​ บริษัท​ข้อมูล​เครดิตแห่งชาติ​ จํากัด
กลุ่มนโยบายสาธารณะ​เพื่อสังคมและธรรมาภิบาล​

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'แม่สมปอง' ทวงคืนความเป็นธรรมน้ำมูล 36 ปีแช่แข็ง 'พลังงาน-ธนาคารโลก' ยื้อเวลารับผิดชอบ

รัฐแช่แข็งปัญหาปากมูล 36 ปี ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ออกแถลงการณ์  กระทุ้งกระทรวงพลังงานและธนาคารโลกยุติการยื้อเวลา เร่งรับรองสิทธิและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูลอย่างเป็นธรรมและเร่งด่วนที่สุด

รบ.ตีปี๊บธนาคารโลกชี้ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน!

โฆษกรัฐบาลเผยข้อมูลธนาคารโลกชี้ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์ รัฐบาลเร่งกลไก 'กรอ.' เติมแรงส่งใหม่

กนอ.ขานรับธนาคารโลกทุ่ม 100 ล้านดอลลาร์ฯ ปั้นนิคมฯ คาร์บอนต่ำ

กนอ. เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สังคมคาร์บอนต่ำ ขานรับนโยบายรัฐบาลและมติคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ดึงงบสนับสนุนจากธนาคารโลก 100 ล้านดอลลาร์ ปฏิรูปนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและแหลมฉบัง สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ผ่านกลไกคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงของประเทศไทย