
เมื่อสัปดาห์ก่อนมีข่าวร่อนอยู่ตามโซเชียลมีเดียว่า ผักที่นำเข้าจากประเทศจีนมีสารเคมีตกค้าง สารเคมีที่ว่านี้ข่าวรายงานว่า คือ ฟอร์มัลดีไฮด์ (เหมือนกับที่ใช้ดองศพอาจารย์ใหญ่นั่นแหละ) โดยวัตถุประสงค์ของการนำมาดองผักก็เพื่อให้คงสภาพความสดในขณะขนส่งและรอจำหน่าย การกระทำเช่นนี้เป็นการค้าขายที่ไม่มีจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพ เพราะฟอร์มัลดีไฮด์ไม่ใช่สารเคมีที่จะนำมาบริโภคได้ อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการผลิตทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ ก็มีการใช้สารเคมีแทบจะทุกขั้นตอนการผลิต สารเคมีเกษตรมีหลายชนิด เช่น ปุ๋ยเคมีที่ใช้เพื่อการเจริญเติบโตของพืช เพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตพืช สารเคมีที่ใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช วัคซีนและยาปฏิชีวนะที่ใช้ป้องกันและรักษาโรคสัตว์ เป็นต้น แต่บทความนี้จะกล่าวถึงสารเคมีเกษตรที่เป็นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเท่านั้น
ที่จริงมนุษย์รู้จักทำการปลูกพืชมาตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีการตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง การปลูกพืชในยุคแรกๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการบริโภคในครัวเรือน ต่อมาเมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม การคิดค้นเครื่องจักรไอน้ำที่ช่วยทำให้การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมสะดวก รวดเร็วขี้น และสามารถผลิตได้จำนวนมากภายในเวลาไม่นานนัก ทำให้ภาคเกษตรต้องมีการปฏิวัติตาม เพราะวัตถุดิบที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มาจากผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด ที่แปรรูปเป็นแป้ง น้ำยางพาราที่นำมาผลิตเป็นถุงมือยาง ยางรถยนต์ ที่นอน และหมอน เส้นใยฝ้ายที่นำมาทอผ้า มันสำปะหลังที่แปรรูปเป็นอาหารสัตว์ เป็นส่วนผสมของแคปซูลยา หรือเป็นส่วนผสมในยาสีฟัน อ้อยที่แปรรูปเป็นน้ำตาลทราย เป็นอัลกอฮอล์ และชานอ้อยที่นำมาทำกระดาษ เป็นต้น การปฏิวัติของภาคเกษตรที่เรียกว่า ปฏิวัติเขียว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพให้เพียงพอต่อการบริโภคของคน และตรงตามความต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมด้วย การปฏิวัติเขียวทำให้มีการผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อช่วยให้พืชเจริญเติบโตและให้ผลผลิตมีปริมาณเพิ่มขึ้น การผลิตสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพื่อควบคุมและกำจัดประชากรของศัตรูพืช ทั้งแมลงศัตรูพืช โรคพืช วัชพืช และสัตว์ศัตรูพืช การผลิตเครื่องจักรกลการเกษตร เช่น รถไถดิน เครื่องหยอดเมล็ดพืช เครื่องพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เครื่องตัดหญ้า เครื่องเกี่ยวข้าว เพื่อลดการใช้แรงงานของเกษตรกร และช่วยลดเวลาในการทำงาน เป็นต้น
การปฏิวัติเขียวนอกจากจะทำให้มีการคิดค้นและผลิตเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตร รวมทั้งสารเคมีที่ใช้ในการเกษตรแล้ว ยังทำให้พื้นที่การปลูกพืชมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีการปลูกพืชต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการระบาดของศัตรูพืช เพราะศัตรูพืชมีอาหารกินต่อเนื่อง ก็เลยขยายพันธุ์เพิ่มปริมาณมากขึ้น และมีการอาศัยอยู่ในแหล่งปลูกพืช ยกตัวอย่างในอดีตที่มีการระบาดของตั๊กแตนปาทังก้าในจังหวัดลพบุรีและแถวอรัญประเทศซึ่งมีการปลูกข้าวโพดในพื้นที่กว้าง ในต่างประเทศ เช่น อียิปต์ที่มีพื้นที่ปลูกฝ้ายจำนวนมากก็เคยมีรายงานการระบาดของหนอนเจาะสมอฝ้าย ในปัจจุบันจะเห็นว่าแถบชานเมืองกรุงเทพมหานคร และจังหวัดในภาคกลางคือ นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท อุทัยธานี สุพรรณบุรี ราชบุรี ลพบุรี นครนายก และปราจีนบุรี ซึ่งมีพื้นที่ทำนาได้ทั้งนาปีและนาปรังเนื่องจากมีการชลประทาน มีการระบาดของแมลงศัตรูข้าวพวกเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและหนอนกอข้าว รวมทั้งโรคข้าว เช่น โรคไหม้ โรคเมล็ดด่างเนื่องจากเชื้อรา เป็นระยะๆ ทำให้มีสัดส่วนการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ปุ๋ยเคมี สารฆ่าแมลง และสารกำจัดโรคพืชสูงกว่าพื้นที่ปลูกข้าวในจังหวัดอื่นๆ ส่วนมะพร้าวที่ปลูกเป็นพื้นที่กว้างในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราชก็เคยมีรายงานการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าว ซึ่งเป็นแมลงที่เข้ามาจากต่างประเทศ แต่ทำความเสียหายรุนแรงให้มะพร้าวยืนต้นตายเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เป็นเพราะการปลูกพืชต่อเนื่องในพื้นที่เดิมและเป็นแปลงใหญ่ติดต่อกัน
เมื่อประชากรศัตรูพืชมีการระบาดทำความเสียหายให้พืชที่ปลูก เกษตรกรก็ต้องหาวิธีป้องกันกำจัด จากข้อมูลสถิติการใช้สารเคมีเกษตรในประเทศไทย พบว่ามีการใช้สารกำจัดวัชพืชในปริมาณสูงสุด ข้อมูลนี้อาจทำให้เกิดความวิตกกังวลในหมู่ผู้บริโภคว่าจะมีอันตรายหรือไม่ อย่างไร ดังนั้นเราควรมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า สารกำจัดวัชพืช หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ยาฆ่าหญ้านั้น วัตถุประสงค์ในการใช้ก็คือ เพื่อกำจัดหญ้าและวัชพืชอื่นๆ ที่ขึ้นในแปลงปลูกพืช เพราะวัชพืชเหล่านี้จะแย่งน้ำ อาหาร และแสงแดดกับพืชที่เกษตรกรปลูก ทำให้พืชที่ปลูกเจริญเติบโตได้ไม่ดี ให้ผลผลิตน้อยลง และบางครั้งยังมีชิ้นส่วนของวัชพืชปนเปื้อนไปกับผลผลิตพืชตอนทำการเก็บเกี่ยว เป็นการสร้างปัญหาในการจำหน่ายผลผลิตอีกด้วย แต่การใช้ยาฆ่าหญ้าของเกษตรกรนั้น เค้าต้องระมัดระวังในการใช้ ถ้าใช้ผิดวิธีก็จะทำให้พืชที่ปลูกตายด้วยเหมือนกัน ในกรณีที่ทั้งพืชปลูกและวัชพืชต่างก็เป็นพืชประเภทเดียวกัน เช่น ข้าวและหญ้าต่างก็เป็นพืชประเภทใบแคบ การกำจัดหญ้าในนาข้าวต้องใช้สารกำจัดวัชพืชประเภทใบแคบ การพ่นยาฆ่าหญ้าควรทำก่อนต้นข้าวงอก และต้องใช้หัวฉีดเฉพาะสำหรับพ่นสารกำจัดวัชพืชเท่านั้น แต่กรณีที่พืชปลูกและวัชพืชเป็นพืชต่างประเภทกัน เช่น หญ้าเป็นพืชใบแคบ ส่วนมะม่วงเป็นพืชใบกว้าง เมื่อมีการพ่นยาฆ่าหญ้าในสวนมะม่วง ก็ไม่ทำให้ต้นมะม่วงตาย เป็นต้น ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องเลือกประเภทของสารกำจัดวัชพืช และใช้วิธีการพ่นที่ถูกต้อง แต่ถ้าพิจารณาถึงความกังวลเรื่องการตกค้างของสารกำจัดวัชพืชในสภาพแวดล้อมนั้น สารกำจัดวัชพืชที่ตกค้างอยู่ในดินมีโอกาสสลายตัวได้เนื่องจากความร้อนจากแสงอาทิตย์ จากการทำปฏิกิริยาเคมีกับน้ำ หรือถูกจุลินทรีย์ย่อยสลาย นอกจากนี้สารกำจัดวัชพืชยังถูกผลิตขึ้นให้ไปทำปฎิกิริยากับพืชโดยเฉพาะ เช่น ให้ไปยับยั้งเอนไซม์ที่พืชสร้างขึ้นเพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช หรือไปยังยั้งการสังเคราะห์กรดอมิโนของพืช เป็นต้น ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ไม่มีในคนหรือสัตว์ จึงพออนุมานได้ว่า สารกำจัดวัชพืชส่วนใหญ่มีความเป็นพิษเฉียบพลันน้อยมากหรือแทบไม่มีเลยในคนและสัตว์ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม แต่ก็ยังไม่มีงานวิจัยที่ศึกษาเป็นเวลานานว่า ในกรณีร่างกายคนได้รับสารกำจัดวัชพืชในปริมาณน้อยติดต่อกันเป็นเวลานานนั้น จะมีผลทำให้เกิดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็ง มีผลต่อระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย การเจริญเติบโต และระบบสืบพันธุ์หรือไม่อย่างไร
ทีนี้มาดูเรื่องของสารฆ่าแมลงบ้าง โบราณนานมาคนเรารู้จักการฆ่าแมลงโดยการใช้สิ่งที่มีในธรรมชาติ เช่น ใช้กำมะถัน ปูนขาว ต่อมาสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมนีซึ่งเป็นชาติที่เก่งเคมี ได้คิดค้นสารฆ่าแมลงชนิดแรกขึ้นมา คือ ดีดีที และได้มีการนำไปใช้กำจัดแมลงในแปลงปลูกพืช รวมทั้งใช้กำจัดเหาบนศีรษะคนด้วย พบว่ามีประสิทธิภาพดี ต่อมาจึงมีการสังเคราะห์สารฆ่าแมลงที่เป็นอนุพันธ์ของดีดีทีขึ้นมาอีกหลายชนิด เช่น ทีดีอี อัลดริน ดีลดริน เอนดริน ลินเดน เฮปตาคลอร์ เป็นต้น และมีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายนานนับปี แม้แต่วงการสาธารณสุขในประเทศไทยก็คุ้นเคยกับสารเคมีชนิดนี้ดี เพราะได้นำมาใช้กำจัดยุงลาย เนื่องจากมีประสิทธิภาพ และราคาไม่สูงมาก สารฆ่าแมลงกลุ่มนี้เรียกว่า กลุ่มออร์กาโนคลอรีน เพราะมีองค์ประกอบของคาร์บอน ไฮโดรเจน และคลอรีนเป็นหลัก ต่อมาก็มีการสังเคราะห์สารฆ่าแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบ กลุ่มคาร์บาเมต และกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ซึ่งมีโครงสร้างทางเคมีเหมือนพืชในกลุ่มไพรีทรินที่มีคุณสมบัติฆ่าแมลงได้ สารฆ่าแมลงเหล่านี้ถูกนำไปใช้กันอย่างกว้างขวางในแหล่งปลูกพืชทั่วโลก จนกระทั่งมีการปนเปื้อนของสารฆ่าแมลงในสิ่งแวดล้อม และในห่วงโซ่อาหาร เช่น กรณีของสารฆ่าแมลงกลุ่มออร์กาโนคลอรีน พบว่าไม่ละลายน้ำ แต่ละลายในไขมัน เมื่อพ่นสารฆ่าแมลงกลุ่มนี้แล้วมีการรั่วไหลลงแหล่งน้ำ สารฆ่าแมลงจะเข้าไปสะสมในไขมันของสัตว์น้ำ และเมื่อสัตว์น้ำกินกันเอง เช่น ปลาตัวใหญ่ที่กินปลาตัวเล็ก สารฆ่าแมลงที่อยู่ในไขมันของปลาตัวเล็กก็จะถูกส่งต่อเข้าไปอยู่ในไขมันของปลาตัวใหญ่ ถ้าเสือปลามากินปลา สารฆ่าแมลงในไขมันของปลาก็เคลื่อนย้ายไปอยู่ในไขมันของเสือปลา และมีการสะสมในปริมาณมากขึ้นเพราะตลอดชีวิตของเสือปลาไม่ได้กินปลาเพียงตัวเดียว การสะสมของสารฆ่าแมลงกลุ่มออร์กาโนคลอรีนในไขมันสัตว์จะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ในห่วงโซ่อาหารจนกระทั่งมาถึงคนซึ่งเป็นผู้บริโภคที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร จึงเป็นที่มาว่าในร่างกายคนเรามีการสะสมสารฆ่าแมลงกลุ่มนี้ได้อย่างไร เมื่อนักวิทยาศาสตร์ค้นพบข้อเท็จจริงนี้ จึงทำให้มีการออกกฎหมายห้ามการใช้สารฆ่าแมลงดังกล่าว เช่นเดียวกับสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอื่นๆ ที่เมื่อนำมาใช้แล้ว พบว่า มีผลกระทบในทางลบต่อคนและสิ่งแวดล้อม ก็ถูกประกาศห้ามใช้ในการเกษตรเช่นกัน
ตามปกติการผลิตสารฆ่าแมลงนั้นมีกระบวนการขั้นตอนในการผลิต และการทดสอบเป็นเวลานานกว่าจะนำมาวางขายในท้องตลาด บางครั้งอาจใช้เวลานานเป็นสิบๆ ปี ต้องมีการทดสอบผลข้างเคียงที่อาจเกิดกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น เช่น ผึ้งและแมลงผสมเกสรอื่นๆ แมลงที่เป็นตัวห้ำ ตัวเบียน พวกกุ้ง ปู ที่มีสายวิวัฒนาการใกล้เคียงกับแมลง รวมทั้งสัตว์ชนิดอื่นที่อยู่ในธรรมชาติ เช่น ไส้เดือน กบ นก เป็นต้น และยังต้องทดสอบว่าสารฆ่าแมลงจะมีความเป็นพิษต่อพืชหรือไม่ เช่น เมื่อพ่นสารแล้ว จะทำให้พืชแสดงอาการใบไหม้ ใบร่วง หรือชะงักการเจริญเติบโตหรือไม่ ต้องทดสอบความเป็นพิษของสารฆ่าแมลงว่ามีความเป็นพิษเฉพาะเจาะจงต่อแมลงที่ต้องการกำจัด หรือมีพิษกับแมลงชนิดอื่นๆ ด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดการเสียสมดุลธรรมชาติในระบบนิเวศ นอกจากนี้ยังต้องทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรังที่อาจเกิดกับสัตว์ ทั้งในลักษณะการได้รับสารฆ่าแมลงเข้าทางปาก ทางการหายใจ หรือการซึมเข้าทางผิวหนัง ส่วนการทดสอบความเป็นพิษต่อแมลงศัตรูพืชนั้น ต้องทดสอบว่าสารฆ่าแมลงมีความเข้มข้นเท่าใดจึงออกฤทธิ์ฆ่าแมลงได้ ต้องใช้กับแมลงในระยะการเจริญเติบโตใด (ระยะไข่ หนอน ดักแด้ หรือระยะตัวเต็มวัย) การออกฤทธิ์ของสารฆ่าแมลงมีผลต่อระบบใดในร่างกายแมลง เช่น ระบบประสาท ระบบหายใจ ระบบการกินอาหาร ระบบสืบพันธุ์ ระบบไหลเวียนโลหิต เป็นต้น การทดสอบเหล่านี้เริ่มจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ แล้วจึงทำการทดลองในแปลงปลูกพืชภายใต้สภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อหาข้อสรุปว่า การใช้สารฆ่าแมลงนั้นจะมีผลกระทบต่อแมลงที่ต้องการกำจัด ต่อพืชที่ปลูก ต่อสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นในสภาพแวดล้อมหรือไม่ รวมทั้งความทนทานของสารฆ่าแมลงในสภาพอุณหภูมิ ความชื้น แสงแดด ปฏิกิริยาเคมีของสารฆ่าแมลงเมื่ออยู่ในดิน และในน้ำ ระยะเวลาที่สารฆ่าแมลงจะสลายตัวในสภาพแวดล้อม ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารฆ่าแมลงกับจุลินทรีย์ในดิน ฯลฯ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่า กว่าจะนำสารฆ่าแมลงชนิดใดชนิดหนึ่งมาวางจำหน่ายในท้องตลาดได้นั้น ต้องผ่านการวิจัยทดลองเป็นเวลานานนับสิบปี เพื่อให้มั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า สารฆ่าแมลงชนิดนั้นมีประสิทธิภาพในการฆ่าแมลงชนิดนั้นจริง ไม่มีอันตรายต่อผึ้ง แมลงผสมเกสร สัตว์ชนิดอื่น รวมทั้งคน และไม่มีผลกระทบทางลบในสภาพแวดล้อม หรือถ้าจะมีผลกระทบทางลบก็ต้องมีน้อยที่สุด
ดังนั้น สารเคมีเกษตร โดยเฉพาะสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชจะเป็นมหันตภัยต่อผู้บริโภคหรือไม่จึงอยู่ที่การใช้ของเกษตรกร คำแนะนำการใช้ที่อยู่บนฉลากสารเคมีเกษตรจึงเป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่การเลือกใช้สารเคมีให้ตรงกับชนิดของศัตรูพืชที่จะกำจัด วิธีผสมสารเคมีให้ได้ความเข้มข้นตามกำหนด วิธีการพ่นสารเคมี เวลาที่พ่นสารเคมี การเลือกใช้เครื่องมืออุปกรณ์และหัวฉีดให้เหมาะสมกับขนาดของแปลงปลูกพืช ความสูงของต้นพืช และตำแหน่งที่ศัตรูพืชอาศัยอยู่ การพ่นครั้งสุดท้ายและทิ้งช่วงเวลาให้สารเคมีย่อยสลายก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต
สารเคมีเกษตรก็ไม่ต่างกับยารักษาโรคในคน ถ้าเราอ่านฉลากยา ก็จะพบว่า ยาบางชนิดทำให้เกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ได้ เช่น ทำให้มีอาการใจสั่น ท้องผูก นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร เกิดผื่นคัน เป็นต้น และถ้าต้องใช้ต่อเนื่องนานๆ อาจมีผลต่อการทำงานของตับหรือไต เมื่อคนเป็นโรคแล้ว ก็ยังมีการใช้ยารักษาโรค ทั้งๆ ที่ทราบว่าอาจเกิดผลข้างเคียงได้ แต่คนก็เลือกทำตามคำแนะนำของแพทย์เรื่องการใช้ยา เกษตรกรก็เช่นเดียวกัน เมื่อจะใช้สารเคมีเกษตรก็ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำทางวิชาการบนฉลากสารเคมี ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของทุกคน
บทความคอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ วันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569
ดร. กฤษณา รุ่งโรจน์วณิชย์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“รองนายกฯ สุชาติ สั่ง คพ. จับตาลักลอบทิ้งสารเคมี 24 ชม. รุกสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมฉะเชิงเทรา ตรวจพบต้องสอบทันที”
นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความห่วงใยต่อสถานการณ์การลักลอบทิ้งกากของเสียและสารอันตรายในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น
บุกทลายเครือข่ายลักลอบค้าสารเคมีตั้งต้นยาเสพติด ตรวจยึดกว่า 1.8 ล้านลิตร
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ นายสุวิทย์ สิงห์อยู่ ผอ.ส่วนอำนวยการบังคับใช้กฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ภาค 6 น.ส.กรรณิการ์ สุทธพจนารัก
เพลิงไหม้! โรงงานนิคมบางปู วอดกว่า 5 ล้านบาท
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปู รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ภายใน บริษัทสยามโปรเพลท จำกัด เลขที่ 294 หมู่ 4 นิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 5 ซี ตำบลแพรกษา
'เศรษฐา' สั่งกำชับเร่งหาสาเหตุไฟไหม้โรงงานสารเคมีระยอง จงใจให้เกิดขึ้นหรือไม่
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ถึงเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บสารเคมีของบริษัท วิน โพรเสส จำกัด อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ว่า มีความเป็นห่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยให้หน่วยงานต่างๆระดมความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
สส.ระยอง ก้าวไกล ตั้งข้อสงสัยวางเพลิงโรงงานเก็บสารเคมี 'วิน โพรเสส' จี้รัฐบาลตรวจสอบ
นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.ระยอง พรรคก้าวไกล แถลงข่าวกรณีไฟไหม้โรงงานเก็บสารเคมีของบริษัท วินโพรเสส จำกัด ว่า ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ตนได้ลงพื้นที่จุดหลังเกิดเหตุตั้งแต่ช่วงเช้าถึงเวลา 22.00 น.

