รวมไทยสร้างชาติ พรรคการเมืองที่ประชาชนพึ่งพาได้

หลัง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ขึ้นมานำทัพการเมือง  เป็นหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ อย่างเป็นทางการไปเมื่อ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา การขับเคลื่อนของพรรครวมไทยสร้างชาติหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป พีระพันธุ์ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับเรา

      เริ่มต้นที่การขับเคลื่อนของพรรคต่อจากนี้ พีระพันธุ์ บอกว่า หลังจากนี้จะขับเคลื่อนเรื่องการบริหารจัดการภายในพรรค โดยเฉพาะการเร่งเรื่อง นโยบายพรรค ที่มีคอนเซปต์เรียบร้อย โดยนโยบายหลักก็คือ "การลดความเหลื่อมล้ำ-การสร้างสังคมที่เท่าเทียม-การสร้างสังคมที่ถูกต้องเป็นธรรม มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันในทุกเรื่อง-การสร้างโอกาสในการเข้าถึงการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิต รวมถึงการทำให้ประชาชนได้รับการช่วยเหลือดูแลเรื่องต่างๆ ที่มากขึ้น" ทั้งหมดจะเป็นกรอบในการทำนโยบายและการขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติหลังจากนี้

...ซึ่งจะอยู่บนคอนเซปต์ที่เรียกว่า เราจะเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนพึ่งพาได้ทุกเรื่อง เพราะเราเห็นว่าที่ผ่านมา จากประสบการณ์ของผมและเพื่อนๆ หลายคนในพรรครวมไทยสร้างชาติ เราเห็นว่าประชาชนมีความเดือดร้อนมากในหลายเรื่อง แต่ประชาชนไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร หันไปทางซ้ายก็ไม่มี ขวาก็ไม่มี สุดท้ายเรื่องก็เงียบหาย อันนี้คือสิ่งที่ผมเห็นว่าเราในฐานะพรรคการเมืองต้องคำนึงถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้

      ที่สำคัญเรื่อง การให้ความถูกต้องเป็นธรรม ที่ผมคิดว่าในสังคมปัญหาเรื่องนี้มีเยอะมาก แต่เงียบและเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือเศรษฐกิจไม่ดี จะพบว่าเกิดขึ้นกับคนในสังคมเยอะมาก แต่คนเหล่านี้เขาไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราวางแนวทางของพรรครวมไทยสร้างชาติไว้ว่า "รวมไทยสร้างชาติ จะเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนพึ่งพาได้"

        -พรรคดูจะให้ความสำคัญกับเรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ?

      เพราะผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตคนวันนี้ เพราะความเหลื่อมล้ำไม่ได้แปลว่าแค่ความเหลื่อมล้ำทางสังคม แต่เป็นความเหลื่อมล้ำในทุกเรื่อง เช่น ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือ ความเหลื่อมล้ำในการที่จะได้รับความช่วยเหลือในกรณีเกิดปัญหาในชีวิต ในการทำมาหากิน

        ผมยกตัวอย่าง บริษัทขนาดใหญ่ที่ก็ใหญ่อยู่แล้ว ทำกิจการขนาดใหญ่ แต่เวลาไปกู้เงินจากธนาคารยังได้ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ถูกกว่ากิจการหรือบริษัทขนาดเล็ก ที่เวลาต้องการอยากได้เงินทุนสักห้าหมื่นบาทหรือหนึ่งแสนบาท ยากลำบากมาก แต่บริษัทใหญขอกู้เงินทีห้าร้อยล้านบาท  หนึ่งพันล้านบาท ง่ายมาก ยื่นไปไม่นานก็กู้ได้ แบบนี้คิดว่าเป็นความเหลื่อมล้ำหรือไม่ และเวลาบริษัทขนาดใหญ่มีปัญหา กิจการเดินต่อไม่ได้ ก็มีกฎหมายให้พักหนี้ได้ ขอฟื้นฟูกิจการได้ แต่คนธรรมดาสามัญทำกิจการขนาดเล็ก  เขาไม่ได้ทำแบบบริษัทใหญ่ เพราะมีการไปกำหนดเงื่อนไขว่าต้องสิบล้านบาทขึ้นไป แบบนี้ไม่ได้เป็นกฎหมายเพื่อสังคมแล้ว แต่เป็นกฎหมายเพื่อกิจการขนาดใหญ่ แบบนี้ เหลื่อมล้ำหรือไม่ มีความเท่าเทียมหรือไม่ และสิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นตลอดเวลาหรือไม่ มันเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจหรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมคิดว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะเข้ามาแก้ปัญหา ดูแลเรื่องเหล่านี้ให้สังคม

      -หลายพรรคการเมืองก็เน้นหาเสียงว่าจะเข้าไปพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศหลังโควิด?

      ผมยืนยันเลยครับ สำหรับมุมมองของผมและทางพรรค ที่หากเราพูดถึงสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากผลกระทบที่เกิดขึ้นที่ต่างประเทศ โดยโลกทั้งใบ เกิดภาวะเหมือนกันหมด เช่นเกิดจากผลกระทบเรื่องโควิด ที่ทำให้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น และขณะที่ยังไม่ฟื้นก็มีกรณีผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นที่ยูเครน

 สิ่งเหล่านี้กระทบกับเศรษฐกิจโลกและมากระทบกับเราหนักขึ้น ใครแก้ได้ ทีมไหนแก้ได้ หันไปทีไรก็ทีมเดิม  จนคนเบื่อหมดแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่ต้องมีทีมเศรษฐกิจ แต่ต้องมีนโยบายและมีสิ่งที่เรียกว่า "ทำได้จริง"  ปลดล็อกให้เขาได้จริง แก้กฎหมาย สร้างองค์กรมาดูแลประชาชนที่เขาเจอสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ให้เขาอยู่รอด ให้เขาผ่านช่วงนี้ไปให้ได้

 ผมว่าเมื่อผ่านช่วงนี้ไปได้จนภาวะต่างๆ ดีขึ้น เขาจะไปรอดเอง ทุกวันนี้ประเทศเราไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยภาครัฐ  แต่ขับเคลื่อนด้วยภาคเอกชน เพียงแต่ว่านักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ เวลาหันไปมองจะมองแต่บริษัทใหญ่ๆ  เพราะเขาคิดว่าบริษัทใหญ่คือผู้ที่สร้างจีดีพี เป็นผู้สร้างตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ดี แต่สำหรับผมไม่ใช่ เพราะสำหรับผม คนตัวเล็ก กิจการขนาดเล็ก และกิจการขนาดกลาง เหล่านี้ต่างหากที่มีจำนวนมาก กลุ่มเหล่านี้คือส่วนหนึ่งในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ ผลักให้สังคมเดินหน้าไปได้

      ซึ่งถ้าคนเหล่านี้มีปัญหา ไม่มีใครเข้าไปช่วยเหลือดูแล  กฎหมาย-ระเบียบต่างๆ ไม่ได้เป็นประโยชน์กับพวกเขาในการให้พวกเขาพลิกฟื้นสถานะขึ้นมาได้เลย สุดท้ายสังคมก็จะมีปัญหานอกจากปัญหาเศรษฐกิจ คือจะมีปัญหาสังคม

      ผมยกตัวอย่างที่เราจะเห็นข่าวอยู่เรื่อย คือพวกเจ้าของกิจการขนาดกลาง ขนาดเล็กที่ต้องฆ่าตัวตาย เพราะเวลาที่เจอภาวะรุมเร้า ไม่มีที่ไป เงินทุนก็หาไม่ได้ โดนฟ้องล้มละลายอีก แต่บริษัทใหญ่เวลามีปัญหาขอพักหนี้ได้  กฎหมายให้ แบบนี้คือความเสมอภาคเท่าเทียมหรือไม่ ซึ่งภาวะแบบนี้สิ่งที่เราต้องปลดล็อกคือ ทำอย่างไรให้คนเหล่านี้หยุดพักหนี้ได้ ให้เขากลับมาลืมตาอ้าปากได้ กลับมายืนแกร่งได้ใหม่เหมือนเดิม ใครจะช่วยได้ หากเราไม่แก้กฎเกณฑ์ กติกา เราไม่แก้ให้คนเหล่านี้สามารถขอพักหนี้ได้เหมือนบริษัทใหญ่ ถ้าเราไม่ปล่อยกติกาให้ระบบธนาคารหรือระบบสถาบันการเงิน หรือการมีเงินกองทุนให้เขาสามารถหยิบยืมไปใช้ได้ในภาวะจำเป็น แล้วใครจะช่วยเขาถ้าไม่ใช่ฝ่ายการเมือง แต่เราก็ไม่ได้ทิ้งบริษัทใหญ่ เพราะบริษัทใหญ่ก็เป็นกลไกหนึ่งในการผลักดันประเทศ  แต่กำลังพูดถึงโอกาสในการเข้าถึงเงินทุน โอกาสในการเข้าถึงภาวะที่สามารถจะเข้าไปแก้ไขปัญหากิจการของเขาได้ ณ วันนี้สิ่งเหล่านี้ไม่มีสำหรับกิจการขนาดเล็กและกิจการขนาดกลาง เราจึงต้องช่วยในส่วนนี้สำหรับสิ่งที่ยังขาดอยู่

      -บทบาททางการเมืองที่ถูกพูดถึง เรื่องการเป็นฝ่ายตรวจสอบ การติดตามตรวจสอบการทุจริต ในส่วนนี้พรรคจะชูอะไรเป็นนโยบายการหาเสียง?

      เรื่องนี้คงไม่ต้องพูดมาก เพราะภาพผมมันบอกอยู่แล้ว แต่ปัญหาเรื่องทุจริต ผมคิดว่าก็เกิดจากปัญหาเรื่องของกฎหมายเช่นกัน เพราะว่าระบบกฎหมายบ้านเราใช้มานาน คือเป็นระบบควบคุม เหมือนพ่อดูแลลูก แต่ลูกไม่โตสักที จะทำอะไรต้องขออนุญาตอยู่อย่างนั้น โดยที่กฎเกณฑ์กติกาเยอะไปหมด แค่จุดเริ่มต้นต้องจ่ายค่าเบี้ยบ้ายรายทาง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชน เพราะเวลาจะทำอะไรแต่ละอย่างก็ต้องขออนุญาต (หน่วยราชการ) พอขอไปนานแล้วยังไม่ได้ใบอนุญาต ก็ต้องไปวิ่งเต้นเพื่อเอาใบอนุญาต ก็ต้องจ่ายโน่นจ่ายนี่ ก็ควรมีการแก้ไขกฎหมายส่วนนี้ เปลี่ยนจากควบคุมเป็นการกำกับดูแล

      ระบบกำกับดูแล ผมยกตัวอย่างเช่นหากนาย ก. จะเปิดร้านอาหาร ที่ต้องไปขออนุญาต ก็ให้คนที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลส่วนนี้ ก็ทำทะเบียนมาว่าหากใครต้องการเปิดร้านอาหาร จะต้องประสานอย่างไรบ้างกับหน่วยงานดังกล่าว ก็บอกให้ชัดเจนเผยแพร่อย่างเป็นทางการที่หน่วยงาน หรือลงในเว็บไซต์ของหน่วยงาน เช่นบอกมาเลยว่าต้องทำตามนี้ มี 1 -2- 3- 4 หากจะขอเปิดร้านอาหาร ต้องทำอะไรบ้างถึงจะได้ใบอนุญาตเปิดร้านอาหาร

พอนาย ก.ทำตามขั้นตอน จากนั้นก็แจ้งหน่วยงานดังกล่าวว่าได้เปิดร้านอาหารและพร้อมให้มาตรวจ หากตรวจแล้วร้านที่เปิดไม่ได้ทำตามเงื่อนไขที่ประกาศ ก็แจ้งมาว่าทำตรงไหนไม่ถูก จะได้ไปแก้ไขให้ถูกต้อง ไม่ใช่คอยแต่จะจับปรับ

      สิ่งเหล่านี้จะทำให้การทำมาหากิน การทำธุรกิจ การดำเนินชีวิต ที่กฎเกณฑ์กติกาอาจผิดพลาดได้ แต่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงถึงขนาดต้องลงโทษ หากพบก็สั่งให้ปรับปรุง  ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่ต้องรอใบอนุญาต ก็ทำเลย เพียงแต่ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เขามีอำนาจ หากมาตรวจแล้วพบสิ่งผิดเขามีสิทธิ์ห้ามคุณทำ เพราะถือว่าทำผิดเงื่อนไข และตรงไหนที่ทำผิดเขาก็สามารถสั่งให้แก้ไขทำให้ถูกต้องได้ ไม่ใช่มาจับ-ปรับ ลงโทษ แต่ให้เวลาเขาไปแก้ไขเพื่อทำให้ถูกต้อง ว่าต้องทำภายในกี่วัน หากแก้ไขทำถูกต้องก็จบ แต่หากสั่งให้แก้ไขแล้วแต่ไม่ยอมทำ แบบนี้แสดงว่าเจตนาทำผิดแล้ว แบบนี้อาจถูกสั่งห้ามทำกิจการ

ที่ก็คือเปลี่ยนจากเรื่องการอนุญาตหรือไม่อนุญาต มาเป็นการให้ทำกิจการหรือห้ามทำกิจการ แบบนี้ก็ไม่ต้องจ่ายเบี้ยบ้ายรายทาง เบสิกง่ายๆ ที่ประชาชนได้รับผลกระทบอยู่ แก้ได้ด้วยการแก้ไขกฎหมายเท่านั้นเอง นอกจากนี้พรรคยังมีนโยบายเรื่อง "น้ำมันเชื้อเพลิง" ด้วย ซึ่งเตรียมแนวทางไว้แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่สมบูรณ์เรายังไม่อยากพูด

      -จะวาง position หรือแบรนด์พรรคไว้อย่างไรในทางการเมือง ให้เป็นพรรคการเมืองแนวไหน?

      วางไว้ว่าให้เป็นพรรคการเมืองที่เราจะต่อสู้แก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนได้รับทุกวันนี้ และเราตั้งใจว่าจะเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนเวลามีปัญหาแล้วไม่รู้ว่าจะไปไหน มาพึ่งพรรคเราได้ เราไม่ได้บอกว่าเราเป็นพรรคเทวดา ทำให้ได้ทุกเรื่อง ไม่ใช่หรอกครับ แต่จะเป็นพรรคการเมืองที่อย่างน้อยจะรับฟังปัญหาประชาชน และจะพยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนเดือดร้อน ไม่มีที่พึ่ง ไม่รู้จะไปหาใคร มาที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้

        -แวดวงการเมืองมองว่าพรรคการเมืองตอนนี้แบ่งเป็นสองขั้ว ขั้วแรกก็เช่น ฝ่ายเพื่อไทย ก้าวไกล  อีกขั้วก็พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ แล้วพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นอย่างไร?

      ผมไม่อยู่ขั้วไหน ผมอยู่ขั้วของผม ขั้วที่จะทำงานให้ชาติบ้านเมือง ทำงานให้ประชาชน ผมไม่ได้อยู่ขั้วไหน ผมมาเพื่อที่จะมาดูแลบ้านเมือง มาดูแลประชาชนอย่างเดียว     ผมไม่ได้มาเพื่อจะไปอยู่ขั้วนั้นขั้วนี้ จะเป็นขั้วไหนก็ได้ ถ้าคุณทำงานเหมือนผม ทำงานให้บ้านเมือง ทำงานให้ชาวบ้าน ผมอยู่ด้วยทั้งนั้น แต่ที่สำคัญในคอนเซปต์ของการบริหารบ้านเมืองก็คือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ นำหน้า และประโยชน์ประเทศชาติ ประชาชน

วางเป้าเป็นพรรคหลัก

      -จะทำพรรครวมไทยสร้างชาติแบบระยะยาว ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ?

      ผมไม่ได้ตั้งมาแล้วทำไป 3-4 เดือนเลิก แล้วก็ไม่ได้ตั้งมาเพื่อเอาแค่การเลือกตั้งหนึ่งสมัยแล้วปิดประตูกลับบ้าน  ถ้าแบบนั้นไปอยู่พรรคอื่นดีกว่า จะได้เลิกง่ายๆ แล้วก็ไม่ต้องเหนื่อยด้วย

        -วางเป้าหมายให้พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคหลัก ไม่ใช่พรรคกระแสรอง?

      ผมว่าใครที่ตั้งพรรคการเมืองมา แล้วคิดเพียงแค่ว่าจะให้เป็นพรรคกระแสรอง ก็อยู่บ้านเถอะ อย่าตั้งเลย คุณจะตั้งพรรคการเมืองทั้งทีก็ต้องตั้งให้เป็นพรรคหลักให้ได้ เพราะถ้าไม่ได้ตั้งเป็นพรรคหลัก คุณก็จะไม่คิดทำอะไร ก็ตั้งมาแล้วก็คิดว่าจะมีโอกาสได้ไปร่วมรัฐบาล แล้วขอเป็นอะไรต่างๆ ถ้าคิดอย่างนั้นไม่ใช่พรรครวมไทยสร้างชาติที่ผมทำ

        -หลังจากประชุมใหญ่พรรคไปเมื่อ 3 สิงหาคม มีคนติดต่อจะมาร่วมงานกับพรรคอย่างไรบ้าง?

      มีเยอะมาก ซึ่งก็มีมาตั้งแต่ก่อนเปิดตัวแล้ว แต่ผมเป็นคนที่ไม่อยากนำมาโม้มาคุย ไม่ใช่เวลา ไม่ใช่ประเด็นที่ผมต้องมาบอกว่ามีกี่คน เพราะจำนวนกี่คนไม่สำคัญ แต่สำคัญว่าจะมาทำงานให้บ้านเมือง ทำงานให้ประชาชนหรือไม่ ผมคิดว่าวันนี้ต้องมาคุยกันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ มีความตั้งใจอย่างไร และมีความมุ่งมั่นทำงานให้ประชาชนแบบไหน ผมว่าสิ่งสำคัญมากกว่าจำนวนคนคือตรงส่วนนี้มากกว่า มีจำนวนคนแต่ไม่รู้ว่าจะนำไปทำอะไร มี ส.ส.เป็นร้อยคน แต่ ส.ส.วันๆ ไม่ได้ทำอะไร วันนี้เห็นไหมการเมืองเป็นอย่างไร บางพรรคมี ส.ส.ตั้งไม่รู้กี่คน แต่ในความรู้สึกของประชาชนเหมือนมีสักคน ก็ยังไม่เห็นเลย ดังนั้นจำนวนไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่สำคัญที่การทำงาน ถ้าหากว่าเรามี ส.ส. 4-5 คน แต่ทำงานได้เหมือนมี ส.ส.ร้อยคน มันสำคัญกว่าไหม ความสำคัญอยู่ตรงนี้

      -หากกรรมการบริหารพรรคเสนอชื่อนายพีระพันธุ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ ตอนเลือกตั้ง?

      ยังไม่ถึงเวลา การเมืองยังอีกนาน เวลายังมี เงื่อนไขและปัจจัยเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน จึงยังไม่มีเหตุผลจำเป็นอะไรต้องพูดล่วงหน้ากันเป็นเดือนๆ การเมืองบางทีวันเดียวก็เปลี่ยนเงื่อนไขกันได้ สำหรับผมไม่ได้คิดเรื่องสถานะตรงนั้นเลย ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ผมไม่ได้มีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีผมก็ยังทำงานได้ เพราะผมไม่ได้สนใจเรื่องตำแหน่ง ผมสนใจเรื่องงาน ถ้าเรามีความตั้งใจทำงาน มีความปรารถนาจะทำจริงๆ ไม่ต้องมีตำแหน่งก็ทำได้ทั้งนั้น

ผมมาตรงนี้ที่รวมไทยสร้างชาติ ผมไม่ได้ทำขึ้นมาเพราะอยากจะเป็นรัฐมนตรี หรืออยากเป็นนายกฯ เพราะหากผมคิดแค่นั้นผมไม่ต้องทำหรอก คนเขาให้ผมเป็นเยอะ แต่ผมไม่เป็น เพราะอย่างที่ผมทำรวมไทยสร้างชาติในวันนี้ เพราะประชาชนอยากเห็นพรรคการเมืองที่มุ่งมั่นทำงานให้ประชาชนจริงๆ อยากเห็นพรรคการเมืองที่เวลาเขามีปัญหา เขาสามารถพึ่งพาได้

      สิ่งเหล่านี้คือที่มาที่ทำให้ผมมาทำพรรค ไม่ใช่เพราะว่าผมอยากให้มีพรรคการเมืองเสนอชื่อผมเป็นแคนดิเดตนายกฯ ถ้าแบบนั้นไม่มีประโยชน์ หากอยากจะมีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่ไม่รู้ว่าจะเข้าไปทำอะไรให้บ้านเมือง  ไม่ใช่บอกว่าให้เข้าไปเป็นนายกฯ ก่อนแล้วค่อยแก้ปัญหา-ไม่ได้ แต่ต้องมีความคิดในการแก้ปัญหามาก่อน ต้องรู้ปัญหามาก่อน หรืออยากเป็นรัฐมนตรีแต่ไม่มีผลงาน  แล้วจะเป็นไปทำไม เพราะตำแหน่งพวกนี้ไม่ได้มีไว้ประดับบารมี แต่มีไว้ให้ทำงานแก้ไขปัญหา     

นุ-ไม่หนุ'บิ๊กตู่' คัมแบ็ก?

-รวมไทยสร้างชาติพร้อมสนับสนุนพลเอกประยุทธ์หรือไม่?

      ยังไม่ถึงเวลา เพราะเลือกตั้งที่จะมีขึ้นยังไม่รู้เลยว่าพรรคจะอยู่ฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แล้วผมจะมาพูดได้ยังไงว่าผมจะสนับสนุนใคร แล้ววันนั้นใครจะเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งก็ยังไม่ทราบ ตอนนี้ยังพูดไม่ได้ ความจริงเรื่องเหล่านี้ก็รู้กันอยู่ ถึงเวลาวันนั้นค่อยว่ากัน มันไม่ใช่เรื่องพูดกันวันนี้ อย่างวันนี้เราพูดว่าสนับสนุนใคร แล้วถึงเวลาจริงๆ คนนั้นเขาเบื่อ ไม่อยู่ต่อแล้ว แล้วเราจะทำยังไง ก็คือมันยังไม่ใช่เวลา ถึงเวลาจริงๆ ค่อยว่ากัน

      -ถ้าประชาชนสงสัยอยากถามว่า หากมีการเลือกตั้งแล้วเลือกผู้สมัครของพรรครวมไทยสร้างชาติ ประชาชนจะได้อะไร?

      ตอบได้ไม่ยาก จะได้นักการเมืองและพรรคการเมืองที่ดี ที่ไม่เคยคิดว่าจะมี แต่มีจริง คือจะไม่เป็นอย่างที่ประชาชนเคยเห็น อย่างหากประชาชนเคยเห็นการทำงานที่ผ่านมาทุกเรื่อง ก็จะเห็นพรรคการเมืองที่จะทำงานแบบที่ผมเป็น ปัญหาของบ้านเมือง ลำพังผมคนเดียวมันแก้ไม่ได้  ที่ผ่านมาที่ทำมาตลอด เช่นที่ทำเรื่องคดีโฮปเวลล์ ที่ผมทำให้พลิกฟื้นคดีกลับมาได้ หรือเรื่องต่างๆ ที่ผมแก้ไขปัญหาของประชาชน มันมีมากเกินกำลังของผมคนเดียว มันต้องทำด้วยกัน ทำด้วยการเป็นพรรคการเมือง ผมก็รวบรวมพรรคพวกที่คิดแบบเดียวกัน อยากทำแบบเดียวกัน อยากแก้ปัญหา มาร่วมกันเป็นพรรคการเมือง ซึ่งหากประชาชนให้โอกาสพรรครวมไทยสร้างชาติ ประชาชนก็จะได้เห็น พรรคการเมืองที่เคยคิดก่อนหน้านี้ว่า มันน่าจะต้องมีพรรคแบบนี้ แต่ไม่เคยมี แต่ตอนนี้จะมีพรรคการเมืองแบบนั้นแล้ว หากให้โอกาสพรรครวมไทยสร้างชาติ สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะมี ก็จะได้เห็นว่ามีจริง 

      พีระพันธุ์ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ย้ำว่า  การเมืองไม่ควรเป็นปัญหาในการพัฒนาประเทศ การเมืองไม่ควรแบ่งขั้วเป็น 2 ขั้ว หรือ 3 ขั้ว แต่การเมืองควรมีขั้วเดียวคือขั้วที่เป็นของประชาชน อะไรก็ได้ที่ประชาชนได้ประโยชน์ แต่ทุกวันนี้ที่แบ่งกันเป็นขั้วซ้าย ขั้วขวา เพราะว่าไม่ได้แบ่งเป็นขั้วประชาชน แต่แบ่งเป็นขั้วประโยชน์ของตัวเอง เช่นประโยชน์ที่คิดว่าจะได้แบบนี้ ก็เลยไปอยู่ขั้วหนึ่ง หรือคิดว่าจะได้ประโยชน์อีกแบบหนึ่ง ก็ไปอยู่กับอีกขั้วหนึ่ง แต่ไม่มีขั้วไหนที่คิดว่าประชาชนจะได้ประโยชน์

      ...อย่างทุกวันนี้ เถียงกันมานานจะร่วมค่อนปีแล้ว  เรื่องสูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จะเอา 100 หรือ 500 หาร  แต่ถามว่าที่เถียงกันมานาน ประชาชนได้ประโยชน์อะไร  แต่ว่าในระยะเวลาที่เถียงกันดังกล่าวในเรื่องนี้ ประชาชนจำนวนมากที่ต้องตกทุกข์ มีความยากลำบากในการดำเนินชีวิตมีเพิ่มขึ้นใช่ไหม แล้วเคยมีไหมที่มาคอยแต่เถียงกันเรื่องจะเอา 100 หรือ 500 ได้เคยมาเถียงเรื่องนี้กันบ้างไหม นี่ต่างหากคือขั้วประชาชน รวมไทยสร้างชาติจะไม่ไปร่วมวงทะเลาะเบาะแว้งเถียงกันในเรื่องไร้สาระแบบนั้น เราจะตั้งประเด็นถกเถียงกันแต่เรื่องแก้ปัญหาประชาชนกับบ้านเมือง นี่คือขั้วของเรา เราจะสร้างขั้วใหม่ ใครอยากอยู่ขั้วนี้ก็มาอยู่ด้วยกัน แต่ถ้าใครอยากอยู่ขั้วโบราณแบบนั้น ก็ไปเถอะ

      กับคำถามปิดท้ายว่า หากมีคนสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมหรือไม่ พีระพันธุ์ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ตอบคำถามนี้ว่า การที่ผมได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง และทุกคนที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง และทุกคนที่เข้ามาสู่วงการเมือง มันต้องพร้อมทำงานทุกตำแหน่งอยู่แล้ว แต่ไม่ได้อยู่ที่เรา เพราะการทำงานในตำแหน่งไหน แต่อยู่ที่ประชาชน หากประชาชนเขามั่นใจ  เขาเชื่อว่าเราทำได้ เขาให้โอกาสเรา เราก็ได้จำนวนมากพอที่จะทำตำแหน่งนั้น แต่ทุกตำแหน่ง การที่เราเข้ามาสู่วงการการเมือง เราต้องพร้อมทำหน้าที่ทุกตำแหน่งอยู่แล้ว

      การเมืองเป็นเรื่องประหลาดนะ ไม่ใช่ว่าเรียนกฎหมายแล้วต้องทำงานกฎหมาย เรียนหมอแล้วต้องเป็นหมอ อย่าง รมว.สาธารณสุขตอนนี้ เรียนจบหมอหรือไม่  แล้วทำไมท่านทำได้ ก็เพราะเป็นนักการเมือง ก็ต้องพร้อมจะเป็น เพราะฉะนั้นผมเรียนมาด้านกฎหมาย แต่ไม่ได้แปลว่าถ้าไม่ใช่ด้านกฎหมาย ผมทำไม่ได้ ทำไม่เป็น

      "เราเป็นนักการเมือง เราต้องทำได้ทุกตำแหน่งหน้าที่ แต่การไปทำอะไรตรงไหน อยู่ที่ประชาชนให้โอกาสเราแค่ไหน ก็คือว่าถ้าประชาชนมั่นใจว่า ผมทำหน้าที่ตำแหน่งผู้นำประเทศได้ ก็ขอให้เลือกรวมไทยสร้างชาติ ผมก็เป็นได้".

โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จากสุวรรณภูมิ.. สู่ แคว้นคันธาระ (ปากีสถาน).... (ตอนที่ ๕) เพื่ออธิษฐานจำพรรษาประวัติศาสตร์ ณ นครตักศิลา.. ในปี ๒๕๖๕!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. จากตอนที่แล้ว (ตอนที่ ๔) กำลังเดินทางเข้าสู่หุบเขาสวัต (Swat Valley)

วัดใจ"กสทช."ชี้ขาด ควบรวม ทุนใหญ่โทรคมนาคม ทรู-ดีแทค

บิ๊กดีลการควบรวมกิจการ 2 กลุ่มทุนบริษัทขนาดใหญ่ในวงการโทรคมนาคม ระหว่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด

จากสุวรรณภูมิ.. สู่แคว้นคันธาระ (ปากีสถาน).... (ตอนที่ ๔) เพื่ออธิษฐานจำพรรษาประวัติศาสตร์ ณ นครตักศิลา.. ในปี ๒๕๖๕!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ระหว่างวันที่ ๒๓-๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๕ เป็นห้วงเวลาที่อาตมาได้กระทำสัตตาหกรณียะตามพุทธานุญาต

นพ.สรณ-ปธ.คณะกรรมการ กสทช. กับเผือกร้อนที่รออยู่

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่มี ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นประธาน กสทช.คนปัจจุบัน เข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการไปเมื่อช่วงเมษายน 2565