ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ชวนสังคมศาสตร์ไทยกลับมาศึกษารากเหง้าตัวเอง ชี้ใช้ทฤษฎีตะวันตกได้ แต่ต้องรู้ประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม-ภูมิปัญญาไทยให้พอกัน เตือนหากเอาแต่เป็น “ผู้บริโภคความรู้” อาจสูญเสียอธิปไตยทางปัญญาและแก้ปัญหาสังคมไม่ตรงจุด
8 สิงหาคม 2569 - ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ไร้รากเหง้า ไร้ทางออก: ถึงสังคมศาสตร์ไทย” มีเนื้อหาระบุว่า
ในยุคที่นักวิชาการทางสังคม การเมือง วัฒนธรรม และการบริหารการจัดการของเราใช้ตำราและทฤษฎีตะวันตกกันได้คล่องแคล่ว ผมคิดว่าความรู้ความคิดจากตะวันตกมีประโยชน์ แต่เราต้องรู้เรื่องของไทยเราเองด้วย พอๆ กัน
หากสังคมศาสตร์ของเรา "ไม่เห็น" และ "ไม่เข้าใจ" รากเหง้าของตัวเองเลย (ทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และโครงสร้างความเชื่อดั้งเดิม) ผลลัพธ์จะรุนแรงในหลายมิติ ดังนี้
- วิกฤตเชิงญาณวิทยา
สังคมศาสตร์จะกลายเป็น "ทฤษฎีลอยฟ้า" หากเราใช้กรอบคิดของตะวันตกหรือต่างประเทศมาอธิบายปรากฏการณ์สังคมไทยแบบเหมาเข่ง โดยไม่รู้ว่าตัวแปรสำคัญในสังคมไทย (เช่น ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ หรือแนวคิดเรื่อง "บุญ- บาป") มีน้ำหนักเชิงเหตุผลต่างจากสังคมต้นแบบ ส่งผลให้ข้อสรุปทางวิชาการของเราคลาดเคลื่อนจากความจริง
- การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด
นักนโยบายและนักวางแผนจะคิดแก้ปัญหาด้วย "สูตรสำเร็จ" ที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของคนในพื้นที่ การไม่เข้าใจรากเหง้าทำให้มองข้ามภูมิปัญญาดั้งเดิมในการจัดการทรัพยากรหรือความขัดแย้ง นโยบายที่ออกมาจะต้านทานบริบททางสังคม สุดท้ายล้มเหลวหรือสร้างผลกระทบทางสังคมด้านลบตามมา
- การสูญเสียอธิปไตยทางปัญญา
เราจะกลายเป็น "ผู้บริโภคความรู้" ตลอดกาล ไม่ใช่ "ผู้ผลิตความรู้" หากไม่รู้จักรากเหง้าของตนเอง เราจะไม่มีทางตั้งคำถามหรือต่อยอดทฤษฎีด้วยฐานคิดของตัวเองได้เลย วิชาสังคมศาสตร์จะถูกลดสถานะเป็นเพียงสาขาย่อยที่คอยทดสอบทฤษฎีของชาติตะวันในบริบทไทยเท่านั้น
- การตีความข้อมูลและสัญญะผิดพลาด
สังคมศาสตร์ทำงานกับ "ความหมาย" (Meaning) หากไม่เข้าใจรากเหง้า เช่น พิธีกรรม คำพูด หรือสัญลักษณ์ท้องถิ่น นักวิจัยจะตีความข้อมูลเชิงคุณภาพผิดพลาดอย่างมหันต์ เหมือนการอ่านพจนานุกรมโดยไม่เข้าใจไวยากรณ์ของภาษา
- สูญเสียจริยธรรมและคุณค่า (Loss of Ethical Grounding)
รากเหง้ามักมีแก่นทางจริยธรรมและปรัชญาชีวิต หากตัดทิ้ง สังคมศาสตร์จะกลายเป็นแค่เครื่องมือทางการเมืองหรือเป็นทุนนิยมที่ไร้หัวใจ ใช้เพื่อชิงอำนาจหรือสร้างความชอบธรรมให้กับผลประโยชน์ โดยปราศจากปทัสถานที่เหมาะสมกับสังคมนั้นๆ
สรุป สังคมศาศตร์ที่ขาดรากเหง้าจะกลายเป็น "ศาสตร์ที่ไร้จิตวิญญาณ" ไม่สามารถเชื่อมโยงกับคนในสังคมได้ และจะสูญเสียหน้าที่สูงสุดของการเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วย "ความเป็นมนุษย์ร่วมกัน" ที่สุด วิชานี้จะไม่สามารถพาสังคมไปข้างหน้าได้ เพราะไม่รู้ว่าตนเองยืนอยู่ ณ จุดใดของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
ถึงเวลาที่สังคมศาสตร์ไทยต้องกลับไปศึกษาค้นคว้ากรอบความคิด วัฒนธรรม อารยธรรมตลอดจนถึง แบบแผนธรรมเนียม พฤติกรรมจากยุคดั้งเดิมจนถึงปัจจุบันของไทยเราเองด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เราจะมีนายกฯ เป็นวีรบุรุษของชาติ.. ..ได้อย่างไร!?
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา มีคำกล่าวว่า
ปมเสี่ยง จุดสลบ รัฐบาลสีน้ำเงิน-อนุทิน
แม้รัฐบาล "อนุทิน ชาญวีรกูล" หรือ "อนุทิน 2" จะเป็นรัฐบาลมาแค่ 3 เดือนกว่า แต่เห็นชัดว่าเจอหลายปมร้อนการเมืองโหมเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นช่วงหลายวันที่ผ่านมา
สู่พรรษาปี ๒๕๖๙ .. ณ วัดป่าฯ สกลนคร!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เข้าถึง วันเข้าพรรษาปีพุทธศักราช ๒๕๖๙ ตรงกับ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙ พระภิกษุ-สามเณร และชาววัด ต่างมีกิจอันสำคัญยิ่งที่ถือปฏิบัติสืบกันมา ได้แก่ การแสวงหาที่พักจำพรรษา.. ซึ่งปีที่ผ่านมาได้รับนิมนต์ไปพักอยู่จำพรรษาที่ วัด DVMP (Dhamma Vinaya Monastery of Pune - India) ที่ศรัทธาชาวพุทธอินเดียสร้างถวาย ด้วยมูลค่าที่มากกว่า ๑๐๐ ล้านบาท ไม่นับรวมราคาที่ดินที่ถวายโดยเศรษฐีที่ดินอินเดียชาวฮินดู ตั้งอยู่ในนครปูเน่ รัฐมหาราษฏระ บนทำเลที่เหมาะควรต่อการเป็น สัปปายสถาน
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'สนธิระบบอุปถัมภ์แบบไทย เข้ากับคุณธรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "สนธิระบบอุปถัมภ์แบบไทยเข้ากับคุณธรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่"
แก้ไขจิตภาคสังคม... ก่อนพังทลาย!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ในกระแสโมหจิต.. ที่ครอบคลุมด้วย อวิชชา จึงนำไปสู่การแสวงหาด้วย อำนาจตัณหา .. เพื่อให้ได้มาด้วย ความอยาก.. ความใคร่.. ความปรารถนา..
คุณธรรม.. อำนาจที่บอบบาง..ในระบบราชการไทย!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เรื่องราว โกงสอบพนักงานส่วนท้องถิ่นในกระทรวงมหาดไทย กำลังชัดเจนตามพยานหลักฐานที่ปรากฏจากการสอบสวนของหน่วยงานที่รับผิดชอบ แม้ว่าจะยังไม่ตรงใจสาธารณชน แต่ก็นับเป็นสัญญาณที่ดี บ่งชี้ถึงความตั้งใจปราบทุจริตอย่างจริงจังของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

