
ประเทศที่เศรษฐกิจยังต้วมเตี้ยม เพราะอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำแบบไทย ยากที่จะดันให้เศรษฐกิจเติบโตแบบยั่งยืนเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้วได้ง่ายๆ จึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องแบกภาระหนี้ครัวเรือนกันแทบเลือดตากระเด็นในทุกวันนี้
มองย้อนหลังไปไกลๆจะพบว่า ในช่วงเมื่อ 25 ปีที่ผ่านมา นักการเมืองของไทยพยายามเลียนแบบประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว คือ ได้มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยเฉพาะเน้นที่รถกระบะก่อน เริ่มต้นเป็นรถจากญี่ปุ่นที่พากันมาตั้งโรงงานทั่วแทบทุกนิคมอุตสาหกรรม ที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐบาลไทยได้จัดมาตรการส่งเสริมด้านภาษีและอื่นๆให้เต็มที่ ทำให้ไทยสามารถผลิตรถกระบะราคาถูกออกไปขายทั่วโลก ในขณะเดียวกันรัฐก็ยอมให้มีการขายให้คนไทยในราคาที่ต่ำเป็นพิเศษเช่นกันเพื่อหนุนให้บริษัทผลิตรถยนต์มียอดขายมาก นี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ยอดหนี้ครัวเรือนของไทยสูงขึ้นเร็วมากในสมัยก่อน และหลังจากนั้นไทยก็ถือโอกาสสนับสนุนให้รถเก๋งจนถึงรถอีโค่คาร์ผลิตออกมามากเพื่อขายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ผลที่เกิดขึ้นคือนักอุตสาหกรรมรถยนต์โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ร่ำรวยเป็นเศรษฐีกันมากมาย ส่วนประชาชนคนจนตาดำๆที่รายได้ไม่ค่อยจะเพิ่มก็ต้องเป็นหนี้ครัวเรือนแบบชักหน้าไม่ถึงหลัง
ไม่นานหลังจากการดันอุตสาหกรรมรถยนต์ให้โตแบบทะยาน นักการเมืองก็หันมาดันด้านอสังหาริมทรัพย์ด้วยการสนับสนุนให้มีการสร้างบ้านสำหรับขายผู้มีรายได้น้อยในราคาถูกๆ เรื่องนี้ทำได้ง่ายกว่ารถยนต์ เพราะนักลงทุนคนไทยขนาดเล็กและกลางล้วนแต่ทำอสังหาริมทรัพย์กันได้สบายมากอยู่แล้ว และการเน้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นี้ทุกประเทศเขาก็ทำกันทั้งนั้น ผิดกันที่ว่าผู้ซื้อคนไทยมีฐานรายได้ต่ำ ก็ต้องไปกู้เงินจำนวนมากในอัตราดอกเบี้ยที่ไม่ได้ต่ำมากจากสถาบันการเงิน กู้มากผ่อนยาว ผ่อนไป 10 – 15 ปี จนตัวเองแก่แล้ว เงินต้นลดไปนิดเดียว นี่คือสภาวะของคนจนที่ตกอยู่ในกับดักของหนี้ครัวเรือนที่ขณะนี้มีจำนวนสูงมากถึงเกือบเท่า GDP
เมื่อดูข้อเท็จจริงจากตัวเลข ในปี 2548 หรือเมื่อ 17 ปีมาแล้ว หนี้ครัวเรือนมีอยู่เท่ากับ 3.43 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 45 % ของ GDP เท่านั้น อีก 9 ปีต่อมา ในปี 2557 ปีที่ คสช. ยึดอำนาจเข้าปกครองประเทศ มีหนี้ครัวเรือนอยู่ 10.55 ล้านล้านบาท คิดเป็น 79.7 % ของ GDP ซึ่งนับได้สูงขึ้นมามาก และในปีปัจจุบัน จากตัวเลขในไตรมาสที่สองของปี 2565 นี้ หนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ที่ 14.76 ล้านล้านบาท คิดเป็น 88.2 % ของ GDP จากสถิติของ IMF ประเทศที่หนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงกว่าไทยมีไม่กี่ประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร เป็นต้น
ขอให้ท่านที่มีข้อมูลและความรู้ด้านการพัฒนาของประเทศเราลองหันไปวิเคราะห์การสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคงยั่งยืนที่รัฐบาลซึ่งมาจากนักการเมืองที่หวังแต่อำนาจ ไม่เคยใส่ใจกับการสร้างรายได้ให้ประชาชนรากหญ้า มองย้อนหลังไปไกลๆ มาจนถึงปัจจุบัน เราจะเห็นได้ชัดว่ารายได้ที่เกิดจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบลุ่มๆดอนๆของไทยนั้น มันไปตกอยู่ในหมู่ผู้มีรายได้สูง ในหมู่พ่อค้าและผู้ประกอบการที่ใกล้ชิดสนิทชิดเชื้อกับนักการเมืองทั้งนั้น ส่วนประชาชนรากหญ้าตาดำๆนั้น รายได้เพิ่มแทบจะจับต้องไม่ได้
การท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักของประเทศและของคนจนในประเทศพอจะช่วยทำให้ประชากรระดับล่างที่แยกตัวออกจากภาคเกษตรมาทำงานหาเงินเลี้ยงชีวิตรายวันได้ แต่ปรากฏว่าตอนนี้มีทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ราคาค่อนข้างถูก แถมไม่ต้องมีเงินดาวน์ หรือดาวน์น้อยๆ คนจนก็พากันซื้อรถมาใช้กันใหญ่ ทำให้ผู้มีรายได้น้อยส่วนใหญ่เข้าไปตกอยู่ในวังวนของหนี้ครัวเรือนแบบไทยๆมากจนไม่น่าเชื่อ
พวกที่เข้าไปสัมผัสกับหนี้ครัวเรือนที่กล่าวข้างต้น เมื่อมีปัญหาไม่ว่ากับหนี้ผ่อนรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หนี้ผ่อนสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ และจนกระทั่งหนี้บัตรเครดิต จะต้องแก้ไขปัญหาหนี้ของตนเอง จนในที่สุดต้องเข้าสู่ในวังวนของหนี้นอกระบบที่หนี้ครัวเรือนเข้าไปดูแลไม่ถึงและเก็บตัวเลขที่แน่ชัดไม่ได้ ซึ่งเชื่อกันว่ามีถึง 15 – 20 % ของหนี้ครัวเรือน แล้วอย่างนี้จะแก้กันไหวได้ยังไงครับ
การแก้ไขปัญหาของธนาคารแห่งประเทศไทย หลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาให้แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่โตแข่งกับหนี้สาธารณะของรัฐบาลให้ลดน้อยถอยลงมาหลายยก ในช่วงปีที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวที่มีเขี้ยวเล็บที่จะทำการดูแลได้ ก็ได้เข้ามาใช้มาตรการหลายอย่างเข้าไปจัดระเบียบ เข้าไปบรรเทาโดยการยืดหนี้ ทำการทบทวนโครงสร้างเพดานอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม การใช้มาตรการพักทรัพย์พักหนี้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังจัดหลายมาตรการเข้าไปแก้ไขปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนในระยะยาวด้วย กล่าวได้ว่า ธปท. ได้เข้าไปแก้ไขรอบด้านเกือบทุกมิติ
การเข้าไปดูแลหนี้ครัวเรือนของธปท. นั้น เป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยคือการได้มีผู้เข้าไปดูแลคมดาบด้านหนึ่งของหนี้ครัวเรือน ไม่ให้คนยากคนจนที่ตกอยู่ในวังวนของหนี้ครัวเรือนต้องแบกภาระหนี้ที่กดหนักอยู่ทุกด้าน แต่คำถามมีว่าแล้วจะช่วยบรรเทาผู้ที่มีหนี้ครัวเรือนให้พ้นวังวนแห่งหนี้ไปได้แค่ไหน ซึ่งคำตอบคงจะทำให้ดีขึ้นจนเป็นรูปธรรมไม่ค่อยได้ เพราะจะแก้ไปได้อย่างไรในเมื่อผู้ที่เป็นหนี้ไม่สามารถหารายได้เพิ่มเข้ามาได้เลย มีอะไรที่รัฐบาลได้เข้าไปทำอย่างจริงจังให้พวกคนยากคนจนเขามีรายได้เข้ามาเป็นรูปธรรมบ้าง
กับดักที่ทำให้เกิดวังวนของหนี้คนจนมีอีกมากที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ขอยกตัวอย่างให้เห็นหนี้ที่เป็นวังวนสักอย่างในประเทศนี้คือ หนี้ครู หนี้นี้ไม่เคยลดมีแต่เพิ่มตามจำนวนครูที่เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ระยะหลังๆนี้คงไม่เพิ่มสักเท่าไหร่เพราะครูระดับประถมและมัธยมชักลดน้อยลงตามการลดของเด็กเกิดใหม่ แต่กระนั้นมูลค่าหนี้ก็ลดยาก หนี้ครูนี้เจ้าหนี้ส่วนใหญ่คือธนาคารออมสิน คิดดอกเบี้ยถูก ผมได้รับคำบอกเล่าว่าครูที่เป็นหนี้เมื่อได้ใช้หนี้ทั้งต้นและดอกคืนไป 3 – 4 ปี ธนาคารออมสินดูแล้วว่าเป็นลูกหนี้ที่ดี ก็จะขยายหนี้ให้ก้อนใหญ่มากกว่าเดิม เพื่อให้กู้เพิ่มอีกโดยใช้หลักทรัพย์เดิมค้ำประกัน ครูเขาก็ชอบใจและยอมเซ็นทุกอย่าง
ส่วนธนาคารออมสินก็สบายใจทั้งธนาคารและพนักงานเพราะได้ค่าเบี้ยประกันภัยใหม่เข้ามา หนี้ครูก็เป็นหนี้ที่มั่นคงและยั่งยืน ครูจำนวนไม่น้อยที่เป็นหนี้นี้จนเกษียณหรือตายจากไป
หนี้ครัวเรือนซึ่งเป็นหนี้ก้อนใหญ่สุดได้ชะลอตัวลงในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา นี่เป็นผลการวิจัยและติดตามหนี้ครัวเรือนของธนาคารกสิกรไทย โดยได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปได้ที่ว่าฐานะทางการเงินมีสัญญาณอ่อนแอลง และมีระดับหนี้เดิมสูงอยู่จึงทำให้ระมัดระวังในการก่อหนี้เพิ่ม แต่ขณะเดียวกัน ผลการวิจัยก็ได้บอกว่าประชาชนรายย่อยและภาคครัวเรือนกลับมีหนี้สินในรูปบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่มีหลักประกันเพิ่มขึ้น ซึ่งธนาคารก็จะกลัวเรื่องนี้มาก แล้วก็จะหาทางบีบรัดลูกหนี้ต่อไป
สรุปแล้วสภาวะหนี้ครัวเรือนของไทยขณะนี้อยู่ในวังวนของเขาควาย ไปทางไหนก็ตาย (Dilemma) ที่จริงภาวะเช่นนี้ประชาชนระดับคนจนต่างก็ชาชินแล้ว แต่ผู้ที่จะตกอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง คือทั้งสถาบันการเงินและรัฐบาล จะตกอยู่ภายใต้ความบีบคั้นด้วยกันทั้งคู่
คมดาบอีกด้านหนึ่งของหนี้ครัวเรือน คือ คมดาบที่รัฐบาลจะต้องเจอจากการหดตัวอย่างมากของหนี้ครัวเรือน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ง่ายมาก โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอย ซึ่งเป็นภาวะที่คนยากจนว่างงานมากขึ้น การทำมาหากินฝืดเคืองในทุกด้าน ความสามารถในการหาเงินไปชำระหนี้เดิมยิ่งลดน้อยถอยลงทุกวัน สภาวะเช่นนี้จะหนักหนาและบีบคั้นรัฐบาลไม่แพ้การระบาดของโควิด-19 เสียอีก
ผมคิดว่าบรรดานักการเมืองที่พยายามแสวงหาอำนาจและคะแนนนิยมเพื่อจะเข้าไปเป็นรัฐบาลยังไม่รู้เลยว่าหนี้ครัวเรือนนี้หากไม่สามารถเพิ่มสูงขึ้นได้แล้วมันจะก่อให้เกิดปัญหาสังคมเพิ่มมากขึ้นอีกแค่ไหน มันจะทำให้การบริโภคภายในประเทศภาคเอกชน (Private Consumption) หดตัวแค่ไหน เอาตัวเลขของสภาพัฒน์ฯที่ทำประมาณการ GDP ปี 2565 มาดูก็จะพบว่า ในปีนี้การบริโภคภาคเอกชนจำนวน 8.30 ล้านล้านบาท มีสัดส่วนถึงประมาณ 53 % ของ GDP ซึ่งถูกคาดการณ์ว่า GDP ปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 3.5 % ดังนั้น ถ้าภาคเอกชนมีความกดดันด้านรายได้มาก มีการลดค่าใช้จ่ายที่เป็นหนี้ครัวเรือนลงถึง 5 % มันก็จะกระทบการขยายตัวของ GDP ให้หดตัวลงถึง 2.5 % ทีเดียว
อย่าทำเล่นไปนะครับ ปีนี้อาจไม่เป็นไร แต่ปีหน้าปีที่ทั้งโลกจะเจอกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย หากรัฐบาลยังไม่รู้วิธีเสริมสร้างฐานรายได้ที่จับต้องได้ให้แก่คนระดับล่าง ก็ขอให้ระวังคมดาบจากหนี้ครัวเรือนให้มากก็แล้วกัน
เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
สมหมาย ภาษี
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลลุยดับไฟหนี้ครัวเรือน! 2.7 หมื่นรายพ้นวิกฤต ลดภาระกว่า 3.5 พันล้าน
รัฐบาลเร่งช่วยประชาชนแก้ปัญหาหนี้สิน เปิดทางไกล่เกลี่ยหนี้สำเร็จแล้วกว่า 27,470 ราย ลดภาระค่าใช้จ่ายกว่า 3,530 ล้านบาท พร้อมเดินหน้ามหกรรมแก้หนี้ฟ
SENA ดัน LivNex เช่าออมบ้านกระตุ้นกำลังซื้อ
SENA ชี้โจทย์ตลาดบ้านกำลังเปลี่ยนจาก ‘กู้ไม่ผ่าน’ เป็น’ไม่กล้ากู้’ หลังพบภาวะ Self-Rejection ลูกค้าปฏิเสธตัวเองก่อนโอน ถึง 50% ของยอดปฏิเสธการโอนทั้งหมด ดัน LivNex เช่าออมบ้าน กระตุ้นซื้อ
ปลื้มแก้หนี้ครัวเรือน 'รบ.' โชว์ 1 เดือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 1 พันราย ลดภาระปชช.กว่า 171 ล้านบาท
รัฐบาล เดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือนต่อเนื่อง มหกรรมแก้หนี้ฯ 1 เดือนที่ผ่านมา ไกล่เกลี่ยสำเร็จ กว่า1000 ราย ช่วยประชาชนลดภาระกว่า 171 ล้านบาท ปลดผู้ค้ำ กยศ. 947 ราย
‘สภาพัฒน์’เผยQ1/69ว่างงาน3.9แสนคน เตือน ‘AI-สงคราม-หนี้’กดดันแรงงานไทย
‘สภาพัฒน์’เผยภาวะสังคมไทยไตรมาส 1/2569 อัตราการว่างงาน 0.94% ผู้ว่างงาน 3.9 แสนคน ส่วนหนี้ครัวเรือนแตะ 16.44 ล้านล้านบาท ขณะ NPL ยังน่าห่วง จับตาผลกระทบ‘สงคราม-เงินเฟ้อ-AI’ มั่นใจ’ไทยช่วยไทย‘ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนได้
‘สมหมาย’ อัดฝ่ายค้านถอยหลังเข้าคลอง ขัดขวางกู้เงิน 4 แสนล้าน
นายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เขียนบทความที่มีชื่อว่า การถอยหลังเข้าคลองของพรรคการเมืองไทย โ
SCB EIC ชี้หนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ณ สิ้นปี 2025 เพิ่มแตะ 86.7%
SCB EIC ชี้หนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ณ สิ้นปี 2025 เพิ่มแตะ 86.7% ตลาดแรงงานเปราะบาง-ค่าครองชีพแพงจะยิ่งกดดันความสามารถชำระหนี้

