เหรียญที่มีสองด้านของ AI ในสังคมไทย

ประเทศไทยมีการเติบโตด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วในหลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ บริการและในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆอันนำไปสู่ปัญหาของสังคมเช่น มีการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไปใช้ในทางที่ผิด การหลอกลวงโดยมิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างโดยในแต่ละวันมีความสูญเสียนับร้อยล้านบาทและจากตัวเลขของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือ กระทรวงดีอี รายงานว่ามีคนไทยจำนวนกว่า 36 ล้านคนถูกหลอกจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งกว่าหนึ่งในสามนั้นเป็นผู้สูงวัยของประเทศ

สำนักงานราชบัณฑิตยสภาให้คำจำกัดความของ Artificial Intelligence (AI) ว่า “เป็นความสามารถของสิ่งประดิษฐ์ เช่น คอมพิวเตอร์ หุ่นยนต์ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ในการแสดงปฏิกิริยาหรือกระทำการใด ๆ ในสถานการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดด้วยตนเองเสมือนการทำงานของสมองมนุษย์” หรืออาจกล่าวได้อย่างง่ายว่า AI เป็นการทำงานของระบบการประมวลผลในหลายระดับไม่ว่าจะเป็นการโต้ตอบ การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ประมวลผล ตลอดจนความสามารถในการทำนายหรือประเมินเหตุการณ์ต่างๆได้ 

การทำงานของ AI มีความโด่งดังมากขึ้นเมื่อมีผู้ประกอบการด้านการวิจัยและพัฒนาภายใต้ชื่อ “OpenAI” ของสหรัฐอเมริกาได้นำเสนอแอปพลิเคชันหนึ่งเรียกว่า “ChatGPT” ที่ในปัจจุบันมีการใช้อยู่ในสถานศึกษา สถานประกอบการหรือโดยผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆอย่างกว้างขวางซึ่งจากการเปิดเผยของ OpenAI  ได้มีการแบ่งระดับความสามารถของ AI ไว้รวม 5 ระดับดังนี้

ระดับ 1:  Chatbots สามารถโต้ตอบเรื่องทั่วไปตามคำสั่ง (Prompt) ได้

ระดับ 2:  Reasoners สามารถประมวลผลเพื่อตอบปัญหาในระดับเดียวกันกับมนุษย์ได้

ระดับ 3:  Agents  สามารถทำงานอย่างเป็นระบบแทนมนุษย์เป็นบางอย่างได้

ระดับ 4:  Innovators สามารถสร้างนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ร่วมกับมนุษย์ได้

ระดับ 5: Organizations สามารถสร้างองค์กรทำงานทดแทนมนุษย์ได้

แม้ว่าในปัจจุบันความสามารถของแอปพลิเคชันนี้จะอยู่ในระดับ 2 แต่หากพิจารณาถึงข้อมูลทางสถิติกลับพบว่าแอปพลิเคชัน ChatGPT และ/หรือแอปพลิเคชันอื่นๆที่มีความสามารถคล้ายคลึงกันนั้นมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนกระทั่งทีมวิจัยหรือผู้เกี่ยวข้องของการพัฒนาแอปพลิเคชันต้องออกมาเตือนและแสดงความกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเป็นความหายนะชองมวลมนุษยชาติได้หากไม่มีการเฝ้าระวังและการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม หมายถึงหากการพัฒนาดำเนินต่อไปโดยขาดการควบคุมอย่างเหมาะสมเพียงพอแล้ว แอปพลิเคชันที่ถูกสร้างและพัฒนาขึ้นอาจจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดหรืออยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้อันนำไปสู่ประเด็นปัญหาด้านจริยธรรม (AI Ethics) อย่างร้ายแรงจนไม่สามารถแก้ไขเยียวยาได้

โดยล่าสุดนั้น ทางสหภาพยุโรป (European Union) ได้มีการออกกฎหมาย AI ฉบับแรกของโลกแล้วโดยมีการตั้งสำนักงานควบคุมกำกับการใช้ AI และได้แบ่งความระดับความเสี่ยงของการใช้ AI เป็น 4 ระดับ ดังนี้

  1. ความเสี่ยงระดับต่ำ (Minimum or No Risks) เช่นการกรองสแปมหรือข้อมูลที่ไม่พึงประสงค์
  2. ความเสี่ยงที่มีข้อจำกัด (Limited Risks) เช่นการยอมรับหรือยกเลิกการตอบโต้กับ AI 
  3. ความเสี่ยงระดับสูง (High Risks) เช่นมีการระบุตัวตนหรือข้อมูลส่วนบุคคลทางชีวภาพ
  4. ความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ (Unacceptable Risks) เช่นการมีการนำความประพฤติของบุคคลมาประเมินผลเพื่อสร้างกฎเกณฑ์ในการตำหนิหรือเพื่อการลงโทษ

หากมีการใช้ AI อย่างถูกต้องและมีการควบคุมอย่างเพียงพอก็จะก่อประโยชน์ในการใช้ชีวิตและการทำงานของผู้คนในยุคของข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) แต่หากการใช้ AI ยังเป็นไปโดยขาดหลักเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานสากล (Universal Standard) แล้ว ย่อมเกิดความเสี่ยงที่อาจทำให้มีการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิดหรือไม่เหมาะสมจนเกิดความเสียหายได้โดยเฉพาะข้อมูลต่างๆที่สามารถเดินทางข้ามไปมาระหว่างประเทศได้ภายในเสี้ยววินาที

ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีการออกกฎหมายเฉพาะมาควบคุมและกำกับการใช้ AI อย่างเป็นระบบแล้ว ปัญหาต่อไปที่น่าขบคิดทางสังคมคือการเติบโตของ AI ในหลากหลายมิติเช่นนี้จะเป็นตัวกระตุ้นเพิ่มช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยีให้กับผู้คนบางกลุ่มไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเปราะบางหรือกลุ่มผู้สูงวัย (i.e. Digital Divide, Literacy and Poverty) ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมขยายวงกว้างออกไปซึ่งคนไทยทุกคนต้องช่วยกันหาคำตอบว่าเราจะให้ประเทศเดินต่อไปเช่นนี้หรือไม่?

ปัจจุบัน ‘ปัญญาประดิษฐ์’ หรือ AI ได้เข้ามามีบทบาทต่อการดำรงชีวิตของผู้คนทั้งชีวิตประจำวันและการทำงาน ซึ่งด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วนี้ อาจเพิ่มช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยีให้กับผู้คนบางกลุ่ม องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และสำนักงานผู้แทนพิเศษด้านเทคโนโลยีของเลขาธิการสหประชาชาติ รายงานว่าการปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะขยายให้เกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศที่มีรายได้สูงและประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้น ทั้งจากการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี การศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งนำมาสู่ความไม่เท่าเทียมในการใช้ AI

สหภาพยุโรป เป็นหน่วยงานแรก ๆ ของโลกที่ได้ออกแนวนโยบายกำกับดูแล AI และขอบเขตการใช้ งาน AI ของบริษัทเอกชนออกมา โดยใช้หลักการกำกับตามระดับความเสี่ยง (risk-based approach) แบ่งความเสี่ยง AI เป็น ๔ ชั้น ได้แก่ • ความเสี ่ยงระดับที ่ยอมรับไม่ได้ เช่น AI ที่รัฐบาลใช้กำหนดคะแนนความประพฤติของประชาชน เป็นต้น ซึ่งยุโรปจะแบนการใช้อัลกอริทึมพวกนี้ทั้งหมด • ความเสี่ยงสูง เช่น AI ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายและการระบุตัวตนทาง ชีวภาพ จัดเป็น กลุ่มนี้ต้องอยู่ภายใต้การกำกับตั้งแต่ขั้นฝึกและพัฒนาระบบ • AI ที่มีความเสี่ยงจำกัด เช่น chat bot โดยบริษัทผู้พัฒนาเปิดเผยใช้ชัดเจนว่าผู ้ใช้กำลังสนทนากับ AI เพื่อให้ผู้ใช้ตัดสินใจว่าต้องการสนทนากับ Al ต่อไป หรือใช้บริการมนุษย์แทน • AI ความเสี่ยงต่ำ เช่น ระบบกรองสแปม ซึ่งไม่ได้มีการระบุวิธีการกำกับดูแลในรายละเอียดไว้ ประเทศไทยสมควรนำแนวทางเช่นเดียวกันนี้มาเป็นกรอบในการออกแบบการกำกับดูแลเทคโนโลยีที่ มีขอบเขตการใช้งานกว้าง และมีช่วงของโอกาสในการสร้างความเสียหาย (potential damage) ที่ยาวเพื่อ ไม่ให้เป็นการกำกับที่เข้มในจุดที่ไม่ควรเข้ม หรือ อ่อนในจุดที่ไม่ควรอ่อน

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (สขญ.) หรือ Big Data Institute (Public Organization) (BDI) เป็นหน่วยงานของรัฐ ประเภทองค์การมหาชน ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เทวัญ   อุทัยวัฒน์     

กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'โทนี แบลร์' ให้คำปรึกษา 'รัฐบาลอนุทิน' ยกระดับเศรษฐกิจไทย

'อนุทิน' หารือ 'โทนี แบลร์' อดีตนายกฯ อังกฤษ 3 สมัย ดึงประสบการณ์ TBI ร่วมยกระดับเศรษฐกิจไทย–ขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ผู้เชี่ยวชาญ BRG เตือน AI กลายเป็น 'แผนที่' ช่วยคนโกง ชี้ 'วิจารณญาณมนุษย์' คือปราการสุดท้ายปิดช่องโหว่

สองผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีนิติวิทยาจาก Berkeley Research Group (BRG) เผยผลวิเคราะห์เตือนองค์กรทั่วโลกและในประเทศไทยว่า แม้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยเพิ่มความเร็วในการตรวจสอบการทุจริตอย่างก้าวกระโดด แต่กระบวนการตรวจสอบของ AI ที่สม่ำเสมอและคาดเดาได้ง่าย กลับกำลังกลายเป็น "แผนที่" ยื่นให้ผู้กระทำผิดใช้หลบเลี่ยงระบบ พร้อมย้ำเตือนว่าดุลยพินิจของมนุษย์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการปิดช่องโหว่นี้

“เสียงจากเขาใหญ่” เขย่าวงการศึกษาไทย : Active Learning–GPAS 5 Steps ต้องสร้างเด็ก “คิดเป็น” ก่อนใช้ AI คิดแทน

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก AI คำถามสำคัญของการศึกษาไทยอาจไม่ใช่อีกต่อไปว่า “โรงเรียนใช้ AI แล้วหรือยัง” แต่คือ ก่อนจะให้ AI ช่วยคิด เราสร้างเด็กให้คิดด้วยตัวเองเป็นแล้วหรือยัง

ทรู คอร์ปอเรชั่น ยกระดับโครงข่ายเชิงรุกรับมือมรสุม-ฝนหนัก-น้ำท่วม ใช้ AI คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงสถานีฐานทั่วประเทศ

ทรู คอร์ปอเรชั่น ยกระดับความพร้อมโครงข่ายสื่อสารทั่วประเทศ รับมือสถานการณ์พายุฝนตกหนักและความเสี่ยงอุทกภัย ด้วยแนวทางบริหารเครือข่ายเชิงคาดการณ์และป้องกันล่วงหน้า (Predictive and Preventive Network Resilience) นำ AI วิเคราะห์ข้อมูลน้ำท่วมย้อนหลัง สภาพอากาศ ระดับน้ำ และข้อมูลโครงข่าย เพื่อประเมินพื้นที่และสถานีฐานที่มีความเสี่ยงล่วงหน้า

'จุลพันธ์' ชู ESG-AI ยกระดับความปลอดภัยแรงงาน เปิดเวที OAIC 2026 ดันไทยสู่ 'วัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน'

“จุลพันธ์” เปิดงาน OAIC 2026 ชู ESG ขับเคลื่อนความปลอดภัยแรงงานทุกกลุ่ม ผสาน AI-หุ่นยนต์-qระบบอัตโนมัติ ป้องกันความเสี่ยงเชิงรุก ด้าน สสปท. เดินหน้าสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยจากงานวิชาการสู่นวัตกรรมที่ใช้ได้จริง