241 วัน ก้าวใหม่ของ คปท. เมื่อการต่อสู้ทางการเมืองเดินทางถึงจุดเปลี่ยน

ถอดบทเรียนและสดุดี การต่อสู้ของ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.)” เพื่อปฏิรูปประเทศไทยสู่ประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง

🔹 พลังศรัทธาแห่งอุดมการณ์: จุดเริ่มต้นของการต่อสู้

การเมืองไทยมักเดินอยู่ระหว่างเส้นบาง ๆ ของ อำนาจและ ความชอบธรรม ในห้วงเวลาที่ผู้มีอำนาจต่าง ช่วงชิงพื้นที่กันอย่างดุเดือด สิ่งที่ยืนหยัดอยู่เหนือการแย่งชิงเหล่านั้น คือ พลังศรัทธาของภาคประชาชน คือพลังที่ไม่ต้องการอำนาจ แต่ต้องการความถูกต้อง

การเคลื่อนไหวของ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) คืออีกบทสำคัญใประวัติศาสตร์ การต่อสู้ของภาคประชาชนไทย ที่สะท้อนถึงพลังของคนหนุ่มสาวและประชาชนผู้ไม่ยอมจำนนต่อความไม่ยุติธรรม

ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงนั้น ชื่อของเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ยังคงปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของไทย ในฐานะขบวนการที่เริ่มต้นจาก การลุกขึ้นทวงความยุติธรรมและวันนี้กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ ยุทธศาสตร์แห่งปัญญา

คปท. ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.. 2556ท่ามกลางวิกฤตทางการเมืองครั้งใหญ่ ภายหลังรัฐบาลในขณะนั้นพยายามผลักดัน ร่าง พ...นิรโทษกรรม สุดซอย อันถูกมองว่าเป็นการล้างผิดให้ผู้ทุจริต การตัดสินใจของนักศึกษาและประชาชนที่แยกตัวออกมาปักหลักชุมนุมที่ แยกอุรุพงษ์จึงไม่ใช่เพียงการประท้วง แต่คือ การยืนหยัดต่อหลักความถูกต้องและศีลธรรม เมื่ออำนาจไม่ยุติธรรม ประชาชนย่อมมีสิทธิ์ลุกขึ้นเพื่อความยุติธรรม

🔹 การต่อสู้ท่ามกลางความเสี่ยง: ความกล้าหาญที่จารึก

ในช่วงวิกฤตการณ์ปี 2556–2557 คปท. คือหนึ่งในแนวหน้าของการเคลื่อนไหวภาคประชาชน โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือขจัดระบอบทักษิณ และปฏิรูปประเทศผ่านพลังอำนาจของประชาชน

แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากรัฐ ความรุนแรง และความสูญเสีย แต่มวลชนของ คปท. ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์แห่งความถูกต้อง การปักหลักชุมนุมที่สะพานชมัยมรุเชษฐ์ กลายเป็น สัญลักษณ์ของความกล้าหาญและความเสียสละ เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง

คปท. ไม่ได้ต่อสู้เพื่ออำนาจของใคร แต่ต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของประชาชนไทยทุกคน

🔹 จากถนนสู่เวทีปฏิรูป: การขับเคลื่อนที่เติบโตด้วยปัญญา

เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองที่ผู้มีอำนาจ ไม่ยอมรับฟังเสียงของประชาชน การเกิดขึ้นขอกลุ่มรวมพลังแผ่นดิปกป้องอธิปไตย ที่ประกอบด้วยนักธุรกิจ นักวิชาการ และพี่น้องประชาชนที่รักชาติรักประชาธิปไตย ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลสะเทือน จากเคลื่อนไหวของ คปท. ในฐานะที่เป็นกองหน้า ขององค์กรภาคประชาชน

ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป คปท. ได้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในธรรมชาติของการเมืองและพลังของเวลา ด้วยการปรับบทบาทจาก ขบวนการต่อสู้บนถนนสู่ ขบวนการตรวจสอบและขับเคลื่อนเชิงระบบบทบาทของ คปท. ในช่วงหลังสะท้อนถึงพลังแห่งการเรียนรู้และความต่อเนื่อง เช่น

กดดัน ป... ให้เร่งตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้องกรณี คดีชั้น 14
คัดค้านนโยบายที่บ่อนทำลายสังคม เช่น แนวคิดเปิด กาสิโนถูกกฎหมาย
ปกป้องอธิปไตยของชาติ ด้วยการเรียกร้องให้ทบทวน MOU 43 และ MOU 44

การขับเคลื่อนเหล่านี้พิสูจน์ว่า คปท. ยังคงรักษาหลักการแห่ง ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศและใช้ปัญญาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง

🔹 การตัดสินใจครั้งสำคัญ: “ยุติการชุมนุมกับภารกิจที่ต้องก้าวต่อไป

การประกาศ ยุติการชุมนุมภาคสนามเฉพาะหน้าไม่เพียงสะท้อนการคำนึงบริบทของเวลาและสถานการณ์แวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง  ยังได้สะท้อนขั้นตอนจังหวะก้าวหนึ่งเพื่อก้าวไปสู่อีกจังหวะก้าวหนึ่งของการปรับเปลี่ยนรูปแบบการต่อสู้ให้หลากหลายยิ่งขึ้น ถือเป็น การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่มีนัยสำคัญคปท. ตระหนักว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนไม่จำเป็นต้องอยู่บนถนนเสมอไป แต่สามารถ แปรพลังการชุมนุมให้เป็นพลังทางปัญญา ที่สานต่อในทุกเวที ตั้งแต่การตรวจสอบเชิงนโยบาย ไปจนถึงการขยายแนวร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม

💬 เมื่อการต่อสู้บนถนนสิ้นสุดลง การต่อสู้ในใจของผู้คนเพิ่งเริ่มต้น

🔹 จาก ค่ายนักสู้สู่ เครือข่ายแห่งปัญญาเพื่อประชาธิปไตยและสังคมที่ดีกว่า

การปรับเปลี่ยนการเคลื่อนไหวของ คปท. จึงไม่ใช่การถอย แต่คือ การก้าวไปข้างหน้าด้วยสติและปัญญาไม่จำกัดตกเองเพียงการชุมนุมบนถนน สู่การต่อสู้เชิงนโยบาย จากพลังแห่งอารมณ์ สู่พลังแห่งเหตุผลและความร่วมมือ

นี่คือภาพสะท้อนของ ขบวนการภาคประชาชน”ขบวนหนึ่ง ที่ไม่ยอมจำนนต่อระบบอำนาจที่ฉ้อฉลใดๆ แต่เลือกยืนหยัดด้วยสัจจะความจริง ความยุติธรรม และความรักชาติ

🕊 ประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากเสียงโห่ร้องของคนบนเวที
แต่เกิดจากหัวใจของประชาชนที่ไม่ยอมแพ้ต่อความไม่ยุติธรรม

“ทีมงานการเมืองทางใหม่ เพื่อสังคมที่ดีงาม” หวังเห็น คปท. จะยังคงเดินหน้าด้วยอุดมการณ์แห่งความถูกต้อง เพื่อการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยทุกมิติให้สังคมไทยหลุดพ้นวงจรอุบาทว์จาการเมืองสีเทาเศรษฐกิจสีเทา หรือนโยบายที่เอื้อประโชน์แก่คนหยิบมือเดียว รวมทั้งการผลักดันความมีนิติรัฐนิติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ประชาชนส่วนใหญ่พ้นจากภาวะความเหลื่อมล้ำยากจนปากกัดตีนทีบ ด้วยพลังแห่งความรู้ ความร่วมมือ และความศรัทธา ความเชื่อมั่นในพลังของประชาชน

การต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตยของประชาชน เพื่อสังคมที่ดีงามที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ไม่จำต้องจบลงที่การปักหลักชุมนุมเสมอไป หากแต่คือวิถีแห่งกระบวนการดำเนินภารกิจให้ต่อเนื่องกระบวนการหนึ่งด้วยการหล่อหลอมตนเองให้มีจิตสาธารณะเสียสละ ผ่านการเก็บรับททเรียน สู่ความเฉียบคมในการบูรณาการรูปแบบการทำงานการเมืองภาคประชาชนให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น รักษาความต่อเนื่องอย่างสร้างสรรค์บนการยืนหยัดเพื่อความถูกต้องในทุกมิติต่อไป.

โดย ทีมงานการเมืองทางใหม่

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' ปัดดีลการเมือง หลังควง 'เศรษฐา' ดูมวยราชดำเนิน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีไปดูมวยไทยที่เวทีราชดำเนินกับ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี จนถูกโยงว่ามีการพูดคุยทางการเมือง ว่า ไม่มี ก็เป็นการเปิดหูเปิดตา

'ไชยชนก' ยันรัฐบาลมีเสถียรภาพมั่นคง ไม่จำเป็นต้องดึง 'สส.กล้าธรรม' เข้ามาเพิ่ม

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าวมี สส.พรรคกล้าธรรม (กธ.) 10 คน ในกลุ่มนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรค กธ. จะย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า และเพื่อเติมเสียงให้รัฐบาล ว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพและมีความมั่นคงมากๆ ไม่ใช่แค่เพียงพรรคเรา แต่เรายังมีพรรคร่วมรัฐบาลเป็นพันธมิตร เพราะฉะนั้นในเรื่องเสถียรภาพตนคิดว่ามี ส่วนที่มีการถามเมื่อสักครู่ว่ามีการเติมเสียงนั้นตนไม่ได้ยิน

'อนุทิน' ขำข่าว 'งูเขียว' ซบน้ำเงิน โชว์น้ำมันเขียวกลางวงสื่อ ก่อนแซะ 'พรรคส้ม' กระโดดงับอีกแล้ว

“อนุทิน” บอกไม่รู้ข่าว 10 งูเขียวเข้าพรรคสีน้ำเงิน แจงภาพ “เนวิน-บุญยิ่ง” แค่ไปดูบอล อย่าโยงการเมือง ก่อนหยิบน้ำมันเขียวโชว์