
หนังสือ Shared Prosperity in a Fractured World: A New Economics for the Middle Class, the Global Poor, and Our Climate (2025) ของ Dani Rodrik และ Joseph Stiglitz เสนอกรอบคิดเศรษฐศาสตร์แนวใหม่ เพื่อตอบโจทย์ในโลกที่ระเบียบเศรษฐกิจโลกกำลังยุ่งเหยิง ผู้เขียนหนังสือนี้ชี้ว่าโลกาภิวัตน์แบบเข้มข้น (Hyper-Globalization) เท่าที่ผ่านมา ไม่สามารถสร้างงานที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำ หรือค้ำจุนประชาธิปไตยได้อีกต่อไป เขาเรียกบริบทใหม่นี้ว่า “โลกที่แตกแยก” (Fractured World) แต่ก็เชื่อว่าความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจยังจะเป็นไปได้ แม้ในโลกที่แตกแยกนี้ แต่ต้องใช้นโยบายเศรษฐกิจที่จินตนาการขึ้นใหม่เท่านั้น
ความท้าทายหลัก 3 ประการ
Rodrik และ Stiglitz ชี้ว่าระบบเศรษฐกิจโลกเผชิญความท้าทายสำคัญ 3 ด้านซึ่งต้องแก้ไขไปพร้อมกัน คือ
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยที่เกิดจากการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเกินไป และกำลังคุกคามมนุษยชาติ โดยกระทบประเทศยากจนมากที่สุด
- การเสื่อมถอยของชนชั้นกลางและประชาธิปไตย โลกาภิวัตน์และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ได้ทําให้งานที่ดี (good jobs) ลดน้อยลง บ่อนทำลายชนชั้นกลาง ก่อให้เกิดการแบ่งขั้วและความนิยมในระบอบเผด็จการ ทำให้เกิดการเมืองแบบประชานิยม
- ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในโลก แม้จะมีการเติบโตทั่วโลก แต่ความยากจนข้นแค้นและความเหลื่อมล้ำยังคงมีอยู่ การขจัดความยากจนในประเทศกําลังพัฒนายังคงเป็นความจําเป็นเพื่อทำให้ความเหลื่อมล้ำทั่วโลกลดลง
เขาเชื่อว่าเราต้องจัดการกับความท้าทายทั้ง 3 ร่วมกัน — ฟื้นฟูโอกาสของชนชั้นกลาง ยุติความยากจนข้นแค้น และหลีกเลี่ยงภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศ — แทนที่จะจัดการกับแต่ละอย่างโดยเป็นอิสระต่อกัน หนังสือเล่มนี้เรียกร้องให้มีกลยุทธ์แบบบูรณาการเพื่อให้บรรลุความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในโลก โดยตระหนักว่าประชาธิปไตยต้องการชนชั้นกลางที่เข้มแข็ง การลดความยากจนต้องมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศต้องอาศัยเศรษฐกิจสีเขียว
จุดจบของโลกาภิวัตน์และวิสัยทัศน์ใหม่
Rodrik และ Stiglitz เห็นว่าเราไม่อาจย้อนกลับไปสู่ระบบการค้าโลกแบบเดิม (ก่อนทรัมป์) ที่พึ่งกฎองค์การการค้าโลก (WTO) อย่างเข้มงวดได้อีกต่อไป “โลกที่แตกแยก” ที่กำลังเกิดขึ้นนี้เปิดโอกาสให้รัฐสามารถออกแบบนโยบายเศรษฐกิจตามบริบทของตนเองได้มากขึ้น วิสัยทัศน์ใหม่คือการสร้างสมดุลระหว่างความร่วมมือระหว่างประเทศกับความยืดหยุ่นระดับชาติ โดยยอมรับว่ารัฐมีสิทธิใช้นโยบายอุตสาหกรรม มาตรการคุ้มครอง หรือการทดลองเชิงนโยบาย เพื่อบรรลุเป้าหมายทางสังคม และไม่จำเป็นต้องยึด “ตลาดเสรี” เป็นสรณะ
“กระบวนทัศน์เชิงเน้นผลิตภาพ” (Productivist Paradigm)
หัวใจของหนังสือคือกระบวนทัศน์ใหม่ที่ให้ การจ้างงานที่มีผลิตภาพ (productivity หรือความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่ม) และงานที่ดี (good jobs) เป็นศูนย์กลางของนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงการเพิ่ม GDP หรือเปิดเสรีการค้า งาน (good jobs) ไม่ได้มีความหมายแค่รายได้ แต่รวมถึง “ศักดิ์ศรีและอัตลักษณ์ทางสังคม” ความสำเร็จของเศรษฐกิจจึงควรวัดจากความสามารถในการสร้างงานที่เข้าถึงได้สำหรับคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีการศึกษาสูง และไม่ควรวัดแค่ผลผลิตโดยรวมหรือผลกำไรทางธุรกิจ
ผู้เขียนหนังสือนี้ชี้ว่าเส้นทางการพัฒนาอุตสาหกรรมส่งออกแบบในอดีต ไม่สามารถสร้างงานจำนวนมากได้อีกต่อไป เนื่องจากระบบอัตโนมัติและการแข่งขันในโลก ปัจจุบันแรงงานกว่า 80% ในประเทศพัฒนาแล้วทำงานในภาคบริการ ดังนั้น ความท้าทายสำคัญคือการยกระดับผลิตภาพและค่าจ้างในภาคบริการ เช่น การดูแลสุขภาพ การศึกษา ค้าปลีก โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว การสร้างชนชั้นกลางในศตวรรษที่ 21 จึงขึ้นอยู่กับ “การอัปเกรดงานบริการ”
ข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ
หนังสือนี้เสนอแนวทางเชิงปฏิบัติ โดยไม่ยึดติดกับอุดมการณ์ และยอมรับ “ทางออกที่ดีเป็นอันดับสอง หรือ second best solutions” อันได้แก่
- นโยบายอุตสาหกรรมสีเขียว
รัฐต้องมีบทบาทเชิงรุกในการเร่งพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ตัวอย่างจากจีนแสดงให้เห็นว่าการอุดหนุน การลงทุนสาธารณะ และการทดลองในท้องถิ่น (local experiments) สามารถลดต้นทุนเทคโนโลยีสะอาดได้อย่างรวดเร็ว นโยบายควรเน้นการทดลอง การกระจายอำนาจ และการเรียนรู้จากความล้มเหลว - การยกระดับ (upgrade) งานในภาคบริการ
ลงทุนในทักษะ อาชีวศึกษา และเทคโนโลยีที่เพิ่มผลิตภาพ ปรับกฎระเบียบ เช่น การลดข้อจำกัดด้านใบอนุญาต เพื่อให้แรงงาน (เช่น พยาบาล และครู) ทำงานที่มีทักษะสูงขึ้น เป้าหมายคือสร้าง “งานที่มีผลิตภาพสำหรับคนส่วนใหญ่” - นโยบายอุตสาหกรรมจากล่างขึ้นบน
สนับสนุนการทดลองในระดับท้องถิ่น โดยรัฐทำงานร่วมกับธุรกิจและภาคประชาสังคม ให้ทรัพยากรแก่โครงการสร้างงาน เรียนรู้จากผลลัพธ์แบบ “ลองผิดลองถูก” และปรับนโยบายให้เหมาะสมได้อย่างต่อเนื่อง - การเสริมอำนาจแรงงาน
สนับสนุนสหภาพแรงงาน การต่อรองร่วม และแนวคิดคณะกรรมการค่าจ้างรายสาขา/อุตสาหกรรม เพื่อยกระดับค่าจ้างและมาตรฐานแรงงานในงานบริการและงานรายได้ต่ำ - เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อแรงงาน
เสนอจัดตั้งหน่วยงานวิจัยสาธารณะเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่ “เสริม” แรงงานมนุษย์ ไม่ใช่ทดแทนแรงงาน เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยพนักงานขับรถหรือคนงานก่อสร้าง เพิ่มคุณภาพงานและรายได้ ก่อให้เกิด good jobs มากขึ้น - ความยืดหยุ่นด้านนโยบายการค้า
ยอมให้รัฐใช้มาตรการการค้าเชิงกลยุทธ์เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมสำคัญ หากจะนำไปสู่การสร้างงาน นวัตกรรม และประโยชน์สาธารณะ เช่น การปกป้องสาขาที่เพิ่งเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว หรือห่วงโซ่อุปทานด้านการแพทย์ เป็นต้น - ความร่วมมือระดับโลกที่เป็นจริง
สนับสนุนแนวคิดอย่างภาษีความมั่งคั่งโลก (global wealth tax) เพื่ออุดหนุนด้านการเงินแก่การลงทุนเพื่อปัญหาภูมิอากาศ แต่ก็ยอมรับข้อจำกัดทางการเมืองระหว่างประเทศ จึงเสนอให้เน้นการลงมือทำในระดับชาติและในกลุ่มประเทศที่พร้อมจะร่วมมือกัน มากกว่าจะรอฉันทามติที่สมบูรณ์แบบจากทุกประเทศ
โจทย์ของไทย
แนววิเคราะห์และข้อเสนอในหนังสือนี้น่าจะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ซึ่งเรากำลังเผชิญอยู่กับภาวะเศรษฐกิจขยายตัวต่ำที่สุดในช่วงเวลาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สาเหตุสำคัญเกิดจากผลิตภาพที่ต่ำ ทั้งในเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ
ข้อเสนอเกี่ยวกับการสร้างงานที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคบริการ จึงน่าจะตอบโจทย์ของไทยได้ดีในระดับหนึ่ง แต่การนำเอาข้อเสนอแนะไปปฏิบัติคงไม่ง่ายนัก ประมาณ 40% ของแรงงานไทยอยู่ในภาคบริการซึ่งมีความหลากหลาย ครอบคลุมสาขาท่องเที่ยว การค้าปลีก การบริการด้านอาหาร ด้านสาธารณสุข และการขนส่ง หลายสาขาต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว บางสาขาอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในระดับโลก ดังนั้นการยกระดับของงานในภาคบริการไทยจึงน่าจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก
เศรษฐกิจไทยเติบโตโดยอาศัยการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศค่อนข้างมากมาเป็นเวลายาวนานแล้ว ข้อเสนอให้ไทยปกป้องการผลิตในประเทศในบางสาขาแบบ “ลองผิดลองถูก” อาจนำไปสู่การตอบโต้จากประเทศคู่ค้า และลดความน่าเชื่อถือจากนักลงทุนระหว่างประเทศได้
อุปสรรคสำคัญที่สุดสำหรับการจะนำเอาข้อเสนอแนะของหนังสือนี้มาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยคือ “การเมือง” แนวนโยบายที่เสนอมาจะสำเร็จได้ต้องอาศัยภาครัฐที่มีความสามารถในการดำเนินงานอย่างจริงจัง อย่างต่อเนื่อง อย่างโปร่งใส และไม่เล่นพวกเล่นพ้อง ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถมีความต่อเนื่องและความโปร่งใสได้เลย ส่วนรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารอาจจะมีความต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ค่อยจะมีความจริงจังและความโปร่งใสมากนัก
ดังนั้น หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเพียงพิมพ์เขียวที่รอให้ประเทศที่มีความพร้อมนำไปปฏิบัติจริงในโลกที่แตกแยกต่อไป
มกราคม 2569
คอลัมน์ พิจารณ์นโยบายสาธารณะ กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
ดร พลายพล คุ้มทรัพย์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
2569 เศรษฐกิจย่ำแย่ ขยายตัวต่ำ กับข้อเสนอ แก้ปัญหา-เร่งพลิกฟื้น
การหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้จุดหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ พรรคการเมือง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคการเมืองต่างๆ ต่างนำเสนอนโยบาย วิสัยทัศน์ในการ
มหันตภัยโลก... ...การจัดระเบียบใหม่ที่เสียสมดุล!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ..ย่างเข้าสู่ปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ตรงกับปีแห่งความเสื่อมถอยของโลก ที่วัดจากความผันผวนอ่อนล้าของ ศีลธรรม ในมนุษยชาติ อันนำไปสู่ ความเสื่อมทราม ของผิวพรรณ วรรณะ.. ความเสื่อมสูญ ของอายุขัยที่ค่อยๆ ลดระดับต่ำลงไปในอัตรา ๑๐๐:๑ นับตั้งแต่พุทธปรินิพพานยก พ.ศ.ที่ ๑ จนถึงปัจจุบัน
'ปชป.' กรีดเลือดฟ้า การเมืองเพื่อประชาชน
หนึ่งในพรรคการเมืองที่ถูกจับตามองในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็คือ "พรรคประชาธิปัตย์" หลังการคัมแบ็กกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค ปชป.อีกครั้งของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
วิเวียน จุลมนต์ ยังบลัดพรรคสีฟ้า ในศึกหนักสนามเลือกตั้ง กทม. ประชาธิปัตย์ จะกลับมาอีกครั้ง
ด้วยความที่สนามเลือกตั้ง "กรุงเทพมหานคร" เป็นสนามเลือกตั้งที่ใหญ่ที่สุด มี สส.เขตมากที่สุดคือ 33 คน และมีผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งร่วมห้าล้านกว่าคน ทำให้หลายพรรคการเมืองต่างต้องการชัยชนะ

