มายาจิตสังคม...ยุคดิจิทัล!! “ความไม่วางใจ-ไม่เชื่อถือ .. สู่วิกฤตศรัทธา..”

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา คำว่า.. “ศรัทธา” มีคุณค่ายิ่งต่อการหลอมรวมจิตใจให้เชื่อมั่นในความถูกต้องที่ปรากฏมีอยู่จริงในธรรมชาติ... โดยจะต้องอบรมให้เกิดความรู้-ความเข้าใจในความเป็นจริงของกฎธรรมชาติ ที่เรียกว่า สัจธรรม ที่ไม่ผันผวนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา.. ทนทานท้าทายต่อการพิสูจน์ โดยแสดงความจริงแท้ในธรรมชาติ ว่าด้วย กฎแห่งกรรม เพื่อแสดงอำนาจของธรรมชาติที่ไม่ลบเลือนไปตามอำนาจใดๆ ในโลก...

ความศรัทธา .. ไม่ใช่ความเชื่อตามความรู้สึก.. แต่เป็นความเชื่อมั่นที่เกิดจาก สติปัญญา ที่สามารถพิจารณาเห็นตามความเป็นจริง จนเกิด ปัญญาชอบ รู้แจ้งในความเป็นจริงว่า.. สภาพธรรมทั้งหลาย จะต้องเป็นเช่นนั้น.. จะไม่เปลี่ยนไปจากความเป็นอย่างนั้น และไม่แปรเป็นอย่างอื่น..

ความศรัทธา แท้จริง.. จึงเป็นธรรมที่ไม่วิกฤต.. ซึ่งตรงข้ามกับ ความเชื่อโดยความรู้สึก ที่ย่อม วิกฤตไปตามกิเลส ด้วยความเชื่อที่ขาดปัญญา จึงผันผวนเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ.. อันเป็นไปตามสภาพอารมณ์ที่เป็นใหญ่ โดยอ้างอิงความชอบใจและไม่ชอบใจเป็นสำคัญ...

ความเชื่อ.. ที่ยังเข้าไม่ถึง ความศรัทธา จึงเป็นเรื่องของความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ตราบที่ สติปัญญา ยังไม่เป็นใหญ่.. ที่นำไปสู่การอ้างอิงกระแสมากกว่าข้อมูลและความรู้ที่เป็นธรรม..

จึงเกิดการใช้อุบายวิธีโน้มน้าวเพื่อการสร้างความน่าเชื่อถือ.. ซึ่งนิยมกันมากในสังคมสมัยใหม่ โดยอาศัย การสื่อสาร (Communication) เป็นเครื่องมือเพื่อการช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้สมราคาที่น่าเชื่อถือ.. ซึ่งสามารถทำให้สำเร็จได้อย่างรวดเร็วในโลกดิจิทัล.. ที่ถึงพร้อมอุปกรณ์เครื่องมือสร้างภาพ.. จนเกิดการสร้างภาพเสมือนจริงได้อย่างไม่ธรรมดา

แต่ด้วย สภาวธรรมทั้งปวงในโลกียวัตถุ ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย.. จึงเกิดปรากฏการณ์แสดงความเป็นจริงว่า.. กระแสใดที่ถูกปั่นให้ขยายตัว เติบโตเร็วผิดธรรมชาติ.. กระแสนั้น ย่อมสูญสลายได้เร็วเช่นเดียวกัน.. อันเป็นไปตามหลักความจริงว่า ความแน่นอน คือความไม่แน่นอน.. (Certainty is uncertainty)

จึงเกิดการสั่งสอนให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันท่ามกลางความไม่แน่นอน อย่างไม่ประมาท .. โดยการสร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้องตรงธรรมว่า..

..ทุกสรรพสิ่งล้วนไม่แน่นอน .. ภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงนี้.. ไม่ว่าอะไรๆ ที่เกิดขึ้นได้.. ก็ต้องดับสูญสิ้นไปได้.. เป็นธรรมดา

จึงได้เห็นแบบแผนต่างๆ.. ที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามธรรมชาติของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ.. อันเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆ.. ภายใต้กฎธรรมชาติ ที่แสดงว่า.. ไม่แน่นอน...

การยอมรับความเป็นจริง (สัจธรรม) อย่างเข้าใจ ที่เป็นไปในชีวิต.. ทำให้เราสามารถ อ่านตัวออก.. บอกตัวได้.. ใช้ตัวเป็น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด.. ในขณะที่ถึงความพร้อม.. เพื่อการกระทำให้ตรงตามเหตุปัจจัยนั้นๆ.. เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จในชีวิตได้จริง.. ด้วยการเข้าใจอย่างปกติว่า..

..ความจริงในธรรมชาติที่ไร้อัตตาควบคุม ปรับเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยได้ทุกขณะ จึง อย่าได้ประมาท ธรรมชาติ.. ที่แสดงความแท้จริงของกฎธรรมชาติ ที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จึงควรใช้ชีวิตอย่างมี สติปัญญาและความเพียรชอบ ที่สามารถคุ้มครอง รักษา และป้องกัน ตนเองและสังคมได้ อันเป็นไปตามหลัก พึ่งตน-พึ่งธรรม ซึ่งเป็นหนทางการปฏิบัติตนเพื่อความเจริญยิ่งในคุณความดี.. ความเจริญยิ่งในกุศล.. สามารถข้ามพ้นอุปสรรคปัญหาทั้งปวง.. และบรรลุถึงความดับทุกข์ได้จริง อันเป็นไปตามหลักธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา

การดำเนินชีวิตตามหลัก พึ่งตน-พึ่งธรรม จึงได้ชื่อว่า.. ไม่ประมาท เพราะจะดำเนินไปอย่างรู้เข้าใจในธรรม ที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในความถูกต้องได้อย่างกล้าหาญ และสามารถยืนหยัดบนความถูกต้อง.. อย่างไม่ผันผวนเปลี่ยนแปลงไปตามอิทธิพลใดๆ.. ด้วยการถึงพร้อมด้วยข้อมูลและความรู้ที่ถูกต้อง เพื่อการกล้าหาญในการตัดสินใจ ไม่หลงใหลไปตามกระแสสังคม.. และไม่ติดกับดัก ความเชื่อ (believe) ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโน้มน้าวให้มีความรู้สึกเป็นไปตาม...

สำคัญอย่างยิ่ง.. คือ การกล้าหาญในการตัดสินใจที่จะ ปฏิเสธความชั่วทั้งปวง.. ปฏิเสธการกระทำที่ผิดศีลธรรม.. และผิดกฎหมาย.. อย่างไม่ต้องเกรงกลัวความกดดันจากอำนาจใดๆ.. ที่ทรงอิทธิพลจากภายนอก ด้วยความกล้าหาญพอที่จะทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต ทั้งต่อตนเองและต่อฐานะหน้าที่นั้นๆ ให้เหมาะสมกับการเป็น ผู้มีอำนาจหน้าที่ .. ที่ควรมีความรู้ชอบโดยธรรมเป็นแสงสว่างนำการกระทำ.. เพื่อมุ่งประโยชน์เพื่อส่วนรวม..

“การมีปัญญานำทาง.. มีแสงสว่างนำชีวิต..” จึงทำให้เกิด ความเชื่อมั่น (Faith) อย่างมั่นคงในจุดยืนของตน ที่พร้อมจะก้าวไปบนเส้นทางอย่างกล้าหาญ แม้จะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ นานา และพร้อมรับกับภาวะฉุกเฉินใดๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ ด้วยการทำความรู้ความเข้าใจในกฎธรรมชาติ.. เพื่อเข้าถึงความจริงในเรื่องราวหรือภาวะนั้นๆ อย่างเข้าใจในธรรม.. ที่พร้อม จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์วิธีการ.. เพื่อการดำรงไว้ซึ่งหลักการ/อุดมการณ์.. และจุดมุ่งหมาย อย่างมั่นคง.. ด้วยการใช้โอกาสจากภาวะการเปลี่ยนแปลง เพื่อการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความเป็นจริง อย่างเป็นเหตุเป็นผล เพื่อการเข้าถึงความสำเร็จในประโยชน์อย่างเหมาะควร..

สำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการในสถานการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลง ที่ผกผันรุนแรง มีตัวแปรมากมาย จนเกิดภาวะซับซ้อนและก่อเป็นวิกฤตการณ์นั้น.. จะต้องมี การกำหนดรู้อยู่กับปัจจุบัน อย่างมีประสิทธิภาพ.. เพื่อการจับประเด็นปัญหาใน ปัจจุบันขณะ นั้นๆ ได้จริง.. แทนที่จะมานั่งวิตกกังวลจนก่อเกิดภาวะ จิตซึมเศร้า ที่มากไปด้วยความทุกข์ใจไปกับเรื่องราวนั้นๆ.. ทั้งที่ผ่านไปแล้ว.. และยังมาไม่ถึง.. ซึ่งไม่สามารถทำอะไรได้เลยในขณะนั้น..

การทำขณะนี้ให้ดีที่สุด .. จึงเป็นคาถาอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง.. ของผู้มีความศรัทธารองรับ.. มีศีลแวดล้อม มีความรู้ชอบโดยธรรมเป็นเครื่องเกื้อหนุน.. มีความเพียรชอบตามหน้าที่เป็นเครื่องค้ำชู.. และมีปัญญาเป็นแสงสว่างชี้นำ.. โดยยึดหลักต้องทำให้ดีที่สุดในทุกขณะ ที่คิด.. ที่พูด.. ที่ทำ.. ในปัจจุบันขณะนั้นๆ...

คำว่า.. ทำให้ดีที่สุดในวันนี้ .. จึงเริ่มจะใช้ไม่ได้กับความรวดเร็วของกระแสสังคมดิจิทัล.. ที่จะต้องทำให้ดีในทุก ปัจจุบันขณะ เท่านั้น.. ด้วยความสำคัญมั่นหมายเสมอว่า.. สิ่งเดียวที่แน่นอนในโลกนี้ คือ ความไม่แน่นอน...

กระแส วิกฤตการณ์ อันเกิดจาก วิกฤตความไม่น่าเชื่อถือ นิยมเรียกว่า วิกฤตศรัทธา ที่กำลังปรากฏในสังคม.. เพื่อแสดงให้เห็นธาตุแท้แห่งความจริงในกระแสสังคมปัจจุบัน.. ที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง.. ความวิตกกังวล.. จึงได้เห็น ปรากฏการณ์ความไม่ไว้วางใจ ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว บวกกับปฏิกิริยา ความไม่เชื่อถือ .. จนก่อเกิด วิกฤตศรัทธา .. ตามที่กล่าวกัน

ดังวิกฤตการณ์ขาดแคลนพลังงาน.. ที่หน่วยงานต่างๆ ได้พยายามแก้ไขไปตามวิธีการ ภายใต้การบริหารจัดการของบุคคลที่สังคมเริ่มขาดความเชื่อมั่น.. จึงเกิดผลเชิงลบที่ทำให้ความไว้วางใจจากประชาชนลดลง.. จนก่อเกิดความหวาดระแวงแพร่หลายไปทั่ว ในเรื่อง “เก็บ.. กัก.. ตุน.. ค้ากำไร.. ถอนทุน.. ฉ้อโกง.. ปล้นแผ่นดิน...” อันเป็นปรากฏการณ์ของการพังทลายในความเชื่อมั่น.. ที่เรียกว่า วิกฤตศรัทธา ซึ่งเป็น วิกฤตทางสังคม ที่น่ากลัวกว่า ทุกวิกฤตการณ์ และหากยิ่งไม่สามารถหยุดความไม่น่าเชื่อถือที่แพร่กระจายกว้างขวางออกไปอย่างรวดเร็วได้.. การล่มสลาย.. ก็ย่อมเกิดขึ้นอย่างไม่ยากเลย.. ไม่เชื่อก็ลองทดสอบดู!!.

 

เจริญพร

dhamma_araya@hotmail.com

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ความบังเอิญ .. ที่ไม่บังเอิญ “ณ ภูทอก .. หลวงปู่จวนฯ”

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา เช้าวันพระในวันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็น “วันอัฏฐมีบูชา”.. ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจโครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรมฯ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”.

'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'ใครเป็นพวกหัวรุนแรงถอนรากถอนโคน : เมืองไทยในรอบกว่าสิบปี'

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความ

ภาวะผกผันระหว่างบ้านเมือง-ศาสนา ในกระแสสติอ่อนล้า .. ของสังคม!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ติดตามข่าวสารรอบด้านที่เชื่อมสัมพันธ์กันทั้งทาง บ้านเมืองและฝ่ายศาสนา.. ได้เห็นปรากฏอาการ “โลกล้ำ-ธรรมล้น” อันเป็นไปตามสมัยวัตถุนิยม ที่แสดงถึง ภาวะอ่อนล้าของสติ สัมปชัญญะ โดยมวลรวมของภาคสังคม.. อันน่าศึกษายิ่ง

ภัยร้าย .. ต่อศาสนา ปัญหา .. เสพติดเทคโนโลยี!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ภายใต้กฎเกณฑ์ธรรมชาติ จึงได้เห็น ความเปลี่ยนแปลงในความดำรงอยู่.. อันดำเนินไปตามเหตุปัจจัย.. ที่สะท้อนความเป็นจริงว่า.. ทุกอย่างเป็น.. ธรรม ธรรม.. เป็นไปตามเหตุปัจจัย..

“เมื่อโลกล้ำ.. ธรรมล้น..” ... กาลโกลาหลจึงบังเกิด!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา... นับว่า วิถีโลก เข้าสู่กาลโกลาหลเต็มตัว เมื่ออำนาจเทคโนโลยียุคไอทีผลักดันสังคมเข้าสู่กระแสดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ.. จึงได้เห็น กาลโกลาหลในกระแสสังคมดิจิทัล ที่แม้แต่ ศาสนจักร ยากจะปฏิเสธ

'ดร.เอนก' แนะพึ่งพากันอย่างรู้แจ้ง ชี้ทางสว่าง '2 ผู้นำมหาอำนาจ'

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เขียนบทความเรื่อง "เมื่ออาเซียน ยุโรป และผองชาติอำนาจอื่นๆ ต้องร่วมแก้ปัญหาให้ พญาอินทรีและพญามังกร"