
เมื่อไม่นานนี้หลายคนอาจได้ยินข่าวว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียแล้วในบางเขตตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 เป็นต้นมา โดยได้อ้างอิงหลักการสากล คือ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle)” อันหมายความว่า ผู้ใดปล่อยมลพิษผู้นั้นก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการมลพิษนั้น และได้เริ่มเก็บก่อนใน 22 เขตที่อยู่ในพื้นที่การให้บริการของโรงควบคุมคุณภาพน้ำ 8 แห่งของ กทม. (ดูแผนที่ดังแนบ)

(ภาพจากคู่มือประชาชน : การจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพมหานคร)
แหล่งกำเนิดน้ำเสียตามประกาศ มีอยู่ 3 ประเภท (ดูตาราง) แต่ กทม.ได้เริ่มนำร่องเก็บค่าธรรมเนียมจากแหล่งกำเนิดน้ำเสียเฉพาะประเภทที่ 3 ก่อน เช่น โรงแรม โรงงาน และสถานประกอบการที่ใช้น้ำเกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ในอัตรา 8 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนอีก 2 ประเภท คือ บ้านเรือน หน่วยงานรัฐ หรือสถานที่อื่นๆ จะเริ่มเก็บในภายหลัง หรือสามารถสมัครเข้าร่วมจ่ายได้ตามความสมัครใจ

ผู้เขียนเห็นว่าการเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียถือเป็นก้าวสำคัญหลังจากแนวคิดนี้ถูกพูดถึงในวงการสิ่งแวดล้อมมานานหลายสิบปี อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การเก็บค่าธรรมเนียมนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น จำเป็นต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนและหลักคิดที่ถูกต้อง โดยประเด็นที่ควรอธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น มีดังนี้
1.ทุกคนในกรุงเทพฯ เป็นผู้ก่อมลพิษทั้งสิ้น ไม่ใช่เฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีโรงบำบัดน้ำเสีย
แม้บางพื้นที่ยังไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย แต่คนในพื้นที่นั้นเมื่อมีการใช้น้ำก็ย่อมปล่อยน้ำเสีย ที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชน ดังนั้น หากยึดตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย” จริงๆ การเก็บค่าธรรมเนียมควรต้องครอบคลุมทุกคนในทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เฉพาะในเขตที่มีโรงบำบัดฯ เท่านั้น
2.อัตราค่าธรรมเนียมในปัจจุบันสะท้อนว่าไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการบำบัดจริง
การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียที่แตกต่างกันในแต่ละประเภทแหล่งกำเนิดนั้น อาจดูเหมาะสมในบริบททางสังคมไทย เพราะธุรกิจขนาดใหญ่มีความสามารถในการจ่ายมากกว่า แต่ตามหลักการแล้ว นี่สะท้อนถึง “ความสามารถในการจ่าย (Ability to Pay)” มากกว่า “ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย Polluter Pays Principle” ดังนั้น กทม.จึงควรวิเคราะห์หาต้นทุนที่แท้จริง อันรวมทั้งงบประมาณในการลงทุนสิ่งก่อสร้าง (สูบ) รวบรวมและการบำบัดน้ำเสียตลอดจนการดำเนินงานและซ่อมบำรุง (Operation and Maintenance, O&M) เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพชัดเจนและถูกต้องว่า ค่าใช้จ่ายในการจัดการน้ำเสียแต่ละหน่วย (ลบ.ม.) นั้นสูงเพียงใด (หมายเหตุ : ในการประเมินเบื้องต้นผู้เขียนคาดว่าไม่ต่ำกว่า 15-20 บาทต่อ ลบ.ม.) และตระหนักถึงภาระที่ กทม.ต้องแบกรับอยู่ทุกวัน จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียที่ต่ำกว่าต้นทุน
3.ควรแสดงต้นทุนทางสังคมที่เกิดจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
กทม.นอกจากต้องชี้แจงตัวเลขค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของการจัดการและบำบัดน้ำเสียต่อหน่วยดังที่กล่าวมาแล้ว ยังควรต้องศึกษาและวิเคราะห์มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการไม่บำบัดน้ำเสีย ทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมแบบหลักการของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงผลเสียที่แท้จริง จนเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการบำบัดน้ำเสียและเข้าใจถึงค่าใช้จ่ายในการจัดการและบำบัดน้ำเสียนั้น
นอกจากนี้ การจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียยังมีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องพิจารณา เช่น การจัดเก็บค่าธรรมเนียมเฉพาะในพื้นที่ที่มีการให้บริการบำบัดน้ำเสีย อาจถือว่าเท่าเทียมในมิติของการให้บริการ แต่ไม่เท่าเทียมในฐานะผู้ก่อให้เกิดมลพิษ เนื่องจากผู้ที่อยู่นอกพื้นที่ให้บริการซึ่งก่อมลพิษในลักษณะเดียวกันไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียม ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมด้านต้นทุน และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมถึงค่าครองชีพของประชาชนที่แตกต่างกันระหว่างพื้นที่ในและนอกเขตให้บริการ ซึ่งอาจนำไปสู่การฟ้องร้องต่อ กทม.ได้
กลไกทางเลือกที่อาจนำมาใช้ทดแทน เช่น เปลี่ยนจากการเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียเป็นการเก็บภาษีน้ำเสียก็อาจมีความเป็นไปได้ เนื่องจากสามารถจัดเก็บจากผู้ก่อให้เกิดมลพิษได้อย่างเท่าเทียมตามปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีอาคารจำนวนมากที่มีระบบบำบัดน้ำเสียภายในอาคารและสามารถบำบัดน้ำเสียได้ตามมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากอาคารแล้ว จึงเกิดคำถามว่ายังมีความจำเป็นต้องจ่ายภาษีน้ำเสียหรือค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียหรือไม่ ซึ่งในปัจจุบันทาง กทม.เปิดให้ผู้ประกอบการอาคารที่มีระบบบำบัดน้ำเสียภายในอาคารสามารถยื่นเอกสารเพื่อขอยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียได้ อย่างไรก็ตาม การบำบัดน้ำเสียซ้ำซ้อนภายในอาคารและในระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางนั้นเป็นอีกประเด็นที่ควรพิจารณาเนื่องจากเป็นการสูญเสียทรัพยากรซ้ำซ้อน
ในหลายประเทศ ค่าบำบัดน้ำเสียจะถูกรวมไปกับค่าน้ำประปาซึ่งถือเป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุด เพราะผู้ใดใช้น้ำมาก ก็ต้องจ่ายค่าบำบัดน้ำเสียมากตามไปด้วย สอดคล้องกับหลัก “ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย” อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังช่วยให้คนตระหนักถึงคุณค่าของน้ำมากขึ้นและใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดในอีกทางหนึ่งด้วย.
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
ศาสตราจารย์ ดร.เบญจพร สุวรรณศิลป์
ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘หอมกลิ่นสงคราม’
“คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ” นี่..... เป็นคนกตัญญูต่อ “ผู้มีพระคุณ” ที่น่ายกย่องคนหนึ่ง “พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ” อดีตนายกฯ ไปรักษาตัวอยู่ที่อังกฤษและถึงแก่อนิจกรรมที่นั่น เมื่อ ๖ พฤษภาคม ๒๕๔๑
'ยิวยึด-ไทยหลับ'
เราก้มหน้า-ก้มตา “รบกับเขมร” เพื่อพิทักษ์ “แผ่นดินชายแดน” ทั้งนายกฯ ทั้งแม่ทัพ-นายกอง
'พระราชินีคู่บัลลังก์'
วันนี้ เป็นวัน “ฉัตรมงคล” วันรำลึกถึง เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ “พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว”
🔴 LIVE ชัดครบจบข่าว เปิดใจ..หมอวรงค์ ปักธง..เสียงเดียวเสียวทั้งสภา!!| อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2569
ศุภจี ‘ทำไมตีไม่ยุบ?’
วัดเป็น “ที่พึ่งสุดท้าย” ได้เสมอ อธิบดีกรมฝนหลวงฯ “นายราเชน ศิลปะรายะ” ท่านก็ตัดสินใจ “หันหลัง” ให้กระทรวงเกษตรฯ แล้ว “หันหน้า” เข้าวัด
ไม่ทน ‘คนกินเมือง’
กรณี อธิบดีกรมฝนหลวงฯ “นายราเชน ศิลปะรายะ” ถูกรัฐมนตรีเกษตรฯ “นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ย้ายไปเป็นผู้ตรวจฯ จึงลาออกจากราชการ อ้างสาเหตุในใบลาออกว่า

