ผลสำรวจ “ดัชนีการเมืองไทย” เดือนเมษายน 2569 ของ “สวนดุสิตโพล” กลายเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของ “พรรคประชาชน” หรือ “พรรคส้ม” เพราะบุคคลที่ประชาชนมองว่าเป็นฝ่ายค้านโดดเด่นที่สุด กลับไม่ใช่ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรค แต่คือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ สส.บัญชีรายชื่อ
แม้โพลนี้จะวัดในระดับ “ตัวบุคคล” ไม่ใช่คะแนนนิยมของพรรคโดยตรง แต่ในทางการเมือง ความนิยมของหัวหน้าพรรคหรือผู้นำฝ่ายค้าน ย่อมสะท้อนกลับมาถึงภาพรวมของพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อ “ณัฐพงษ์” คือทั้งหัวหน้าพรรคและผู้นำฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ
“อภิสิทธิ์” ได้ร้อยละ 27.82 ขณะที่ “ณัฐพงษ์” ได้เพียงร้อยละ 17.24 ขณะเดียวกัน “รักชนก ศรีนอก” สส.พรรคส้ม กลับได้ถึงร้อยละ 23.25 มากกว่าหัวหน้าพรรคตัวเองเสียอีก
ตัวเลขนี้แรงกว่าผลโพลทั่วไป เพราะมันกำลังบอกว่า “พรรคส้ม” อาจยังมีนักการเมืองที่สร้างกระแสได้ แต่ยังสร้างภาพ “ผู้นำประเทศ” ที่ทำให้คนรู้สึกมั่นใจไม่ได้
พรรคส้มคือฝ่ายค้านหลัก มี สส. 120 คน ครองพื้นที่ในโลกออนไลน์สูงที่สุดพรรคหนึ่งของประเทศ และมีบทบาทนำในสภา ขณะที่ “พรรคประชาธิปัตย์” มีเพียง 21 เสียง ผ่านความพ่ายแพ้ทางการเมืองมาหลายรอบ และแทบไม่เหลืออำนาจต่อรองเหมือนในอดีต แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสวนทางกับขนาดของพรรค เพราะฝ่ายค้านที่มีเพียง 21 เสียง กลับถูกมองว่ามีน้ำหนักมากกว่าพรรคที่มี สส. 120 คน
นี่คือปัญหาใหญ่ของ “พรรคส้ม” พรรคอาจยังมีฐานเสียง มีกระแส และครองพื้นที่บนโลกออนไลน์ได้ดี แต่สิ่งที่เริ่มสั่นคลอน คือ “ความเชื่อมั่น”
ที่สำคัญ ความเชื่อมั่นที่กำลังหายไป ไม่ได้มาจากคนกลางทางการเมืองอย่างเดียว แต่เริ่มเกิดขึ้นจากคนที่เคยเลือกพรรค เคยศรัทธาพรรค และเคยมองว่า “พรรคส้ม” คือ “ความหวังใหม่” ของประเทศด้วย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พรรคส้มเติบโตจากภาพของพรรคคนรุ่นใหม่ “กล้าชน” “กล้าพูด” และ “กล้าตั้งคำถาม” กับระบบเดิม พรรคสามารถสร้างแรงศรัทธาในหมู่คนรุ่นใหม่และคนเมืองได้อย่างรวดเร็ว จนหลายคนเชื่อว่า พรรคนี้อาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญของการเมืองไทย
แต่เมื่อเวลาผ่านไป จุดแข็งบางอย่างกลับเริ่มย้อนกลับมาทำร้ายตัวพรรคเอง โดยเฉพาะ “ทัศนคติทางการเมือง” หลายครั้งการอภิปรายของ สส.พรรคส้ม แม้สร้างแรงกระเพื่อมสูง แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลัง “ตัดสิน” มากกว่าพยายามทำความเข้าใจความซับซ้อนของสังคมไทย
แก่นปัญหาของพรรคส้มอยู่ที่ “ทัศนคติทางการเมือง” หลายครั้งพรรคให้ความรู้สึกเหมือนกำลังพูดกับคนที่เห็นด้วยกับตัวเอง มากกว่าพยายามทำความเข้าใจคนที่คิดต่าง คนจำนวนหนึ่งจึงเริ่มถอยออกจากพรรค ไม่ใช่เพราะเกลียดพรรคส้ม แต่เพราะเริ่มรู้สึกว่า พรรคกำลังปิดพื้นที่ของคนที่เห็นต่างมากขึ้นเรื่อย ๆ
ปัญหาของ “พรรคส้ม” วันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องคะแนนนิยมหรือกระแสทางการเมือง แต่คือคำถามเรื่อง “คุณภาพของฝ่ายค้าน” แม้พรรคจะมี สส. มากถึง 120 คน มีทีมอภิปรายจำนวนมาก และสามารถสร้างกระแสในโลกออนไลน์ได้แทบทุกสัปดาห์ แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อยกลับเริ่มรู้สึกว่า พรรคยังวนอยู่กับการเมืองแบบ “ปลุกอารมณ์” มากกว่าการสร้างความเชื่อมั่น
ความนิยมในโซเชียล ไม่ได้แปลว่าประชาชนพร้อมฝากประเทศไว้ในมือพรรค
หลายครั้งการอภิปรายของพรรคส้ม แม้เรียกเสียงเชียร์จากฐานมวลชนได้ดี แต่กลับไม่สามารถขยายความเชื่อมั่นไปยังคนที่คิดต่างได้ เพราะน้ำเสียงของพรรคในหลายประเด็น ถูกมองว่าเน้น “การปะทะ” มากกว่า “การโน้มน้าว”
ในอีกด้านหนึ่ง “พรรคประชาธิปัตย์” กลับพยายามเดินเกมฝ่ายค้านผ่านข้อกฎหมายและกระบวนการตรวจสอบ ทั้งการมีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญกรณีการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท การตั้งคำถามเรื่องวินัยการคลัง และการอภิปรายที่พยายามชี้ผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว
สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้เป็น “ไวรัล” ในโลกออนไลน์ แต่กลับทำให้ประชาชนบางส่วนรู้สึกว่า อย่างน้อยประชาธิปัตย์กำลังทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบ “มีเป้าหมาย” และ “มีน้ำหนัก”
ความต่างของฝ่ายค้านสองแบบเริ่มชัดขึ้น ฝ่ายหนึ่งเก่งการสร้างกระแส ขณะที่อีกฝ่ายใช้ข้อกฎหมายและกระบวนการตรวจสอบกดดันรัฐบาล
นี่คือเหตุผลที่เริ่มมีคนตั้งคำถามกับพรรคส้มมากขึ้นว่า หากวันนี้ยังทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้เพียงเท่านี้ วันหนึ่งเมื่อพรรคต้องก้าวไปเป็นฝ่ายบริหาร ประชาชนจะฝากความหวังไว้ได้จริงหรือไม่
สิ่งที่พรรคส้มกำลังเผชิญ อาจไม่ใช่ปัญหาเรื่อง “ความนิยม” แต่คือการยังสร้างภาพของ “รัฐบาลในอนาคต” ไม่ได้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พรรคส้มประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้าง “พลังทางการเมือง” แต่การสร้าง “พลัง” กับ “ความมั่นใจ” เป็นคนละเรื่องกัน
พรรคอาจทำให้ผู้สนับสนุนรู้สึกสะใจได้เวลามีการอภิปรายดุเดือด หรือปะทะกับฝ่ายรัฐบาลในสภา แต่เมื่อประชาชนเริ่มมองไกลไปถึงคำว่า “รัฐบาล” สิ่งที่หลายคนมองหากลับเป็นอีกแบบ ฝ่ายค้านอาจใช้การปะทะเป็นอาวุธหลักได้ แต่คนที่จะเป็นรัฐบาลของประเทศ ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นใจมากกว่านั้น
ประชาชนต้องการเห็นวุฒิภาวะ ความนิ่ง และภาวะผู้นำที่ทำให้รู้สึกว่า พรรคพร้อมจะก้าวไปเป็นรัฐบาลได้จริง นี่คือจุดที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ยังถูกพูดถึงในฐานะฝ่ายค้านคุณภาพ แม้ประชาธิปัตย์จะเหลือ สส. เพียง 21 คนในสภา
ภาพของอภิสิทธิ์ในสายตาคนจำนวนหนึ่ง ยังมีจุดแข็งเรื่อง “ความสุขุม” “ความแม่นของข้อมูล” และ “ความสามารถในการอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจได้” เวลาพูดเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องกฎหมาย หรือเรื่องโครงสร้างรัฐ คนฟังจำนวนมากยังรู้สึกว่า “ฟังแล้วเห็นภาพ” ขณะที่ผู้นำฝ่ายค้านจากพรรคส้ม ยังไม่สามารถสร้างความรู้สึกแบบเดียวกันได้ในวงกว้าง
ฝ่ายค้านที่เก่งการปะทะ อาจได้รับเสียงเชียร์ในระยะสั้น แต่การจะทำให้ประชาชนเชื่อว่า พรรคพร้อมเป็นรัฐบาล ต้องการมากกว่าความสามารถในการอภิปราย นี่คือโจทย์ใหญ่ที่สุดของพรรคส้มในเวลานี้
การเมืองไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ “พรรคส้ม” เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว พรรคมีฐานเสียงแข็งแรง มีพลังในโลกออนไลน์ และมีแฟนการเมืองที่พร้อมสนับสนุนอย่างเหนียวแน่น แต่เมื่อเวลาผ่านไป พรรคกลับเริ่มเผชิญคำถามที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ
คำถามนั้นไม่ใช่ว่า พรรคจะอภิปรายเก่งหรือไม่ แต่คือประชาชนยังเชื่อหรือไม่ว่า พรรคพร้อมจะเป็นรัฐบาลของประเทศจริง ๆ ยิ่งเวลาผ่านไป ภาพของ “พรรคคนรุ่นใหม่” เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะประชาชนจำนวนมากเริ่มมองหา “ความมั่นใจ” มากกว่า “ความสะใจ”
นี่คือสาเหตุที่พรรคซึ่งมี สส. 120 คน กลับถูกเปรียบเทียบกับพรรคที่มีเพียง 21 เสียงในสภา และนี่คือเหตุผลที่ผลโพลบางสำนัก กลายเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับพรรคส้ม
เพราะปัญหาของพรรคในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่การขาดกระแส ไม่ได้อยู่ที่การขาดคนสนับสนุน แต่คือการเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นจากคนที่เคยศรัทธาพรรคมากที่สุด เมื่อภาพของ “ฝ่ายค้านคุณภาพ” ยังไม่ชัดเจน และภาพของ “รัฐบาลในอนาคต” ก็ยังไม่ทำให้คนมั่นใจ พรรคส้มจึงเริ่มถูกตั้งคำถามหนักขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างน้อยในสายตาของคนจำนวนไม่น้อย วันนี้ “พรรคส้ม” กำลังอยู่ในภาวะ “เป็นรัฐบาลก็ไม่ได้ เป็นฝ่ายค้านก็ไม่ดี”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ไอซ์ รักชนก' กับอาการ 'ส้มตกขอบ'…เสรีภาพสำหรับคนคิดเหมือนกัน!
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา “พรรคส้ม” ตั้งแต่ยุค “อนาคตใหม่” ต่อเนื่องมาถึง “ก้าวไกล” และปัจจุบันคือ “พรรคประชาชน” พยายามวางตัวเองในฐานะขบวนการการเมือง “ก้าวหน้า”
‘สมหมาย’ อัดฝ่ายค้านถอยหลังเข้าคลอง ขัดขวางกู้เงิน 4 แสนล้าน
นายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เขียนบทความที่มีชื่อว่า การถอยหลังเข้าคลองของพรรคการเมืองไทย โ
ลุ้นศาลชี้ขาดกู้เงิน 14พค.สภาเมินถกพ.ร.ก. ชงครม.ปรับแผนก่อหนี้
“ฝ่ายค้าน” ยื่น “โสภณ” ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยับยั้ง พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาท
ประธานวิปรัฐบาล ขวางฝ่ายค้านจะเสนอญัตติตั้ง กมธ.วิสามัญ ชำแหละ พรก.กู้เงิน
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทองพรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการประชุมร่วมวิป 4 ฝ่าย ประกอบด้วย ตัวแทนคณะรัฐมนตรี(ครม.) ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และวุฒิสภา
'ฝ่ายค้าน' ยื่น 'ปธ.สภาฯ' ส่งศาลรธน. วินิจฉัย ยับยั้งเงินกู้ 2 แสนล. ปรับโครงสร้างพลังงาน ขัดรธน.
'ฝ่ายค้าน' ยื่น 'ปธ.สภาฯ' ส่งเรื่องศาลรธน.วินิจฉัยยับยั้งเงินกู้ 2 แสนล้านเฉพาะปรับโครงสร้างพลังงาน เหตุ ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วน ยัน เขียนคำร้องรอบคอบ ด้าน 'โสภณ' กั๊ก ส่งคำร้องก่อน 14 พ.ค.หรือไม่ บอกแค่จะยื่นให้เร็วที่สุด
'อภิสิทธิ์' แย้ม 'ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.' ติวเข้มชิง สก. 50 เขต
'อภิสิทธิ์' มั่นใจ 'ประชาธิปัตย์' เสนอทางเลือกดีที่สุดให้คนกรุง นำทีมปฐมนิเทศผู้สมัคร สก. ชูความพร้อมทั้งนโยบาย-ทีมงาน เพื่อความอุ่นใจของประชาชน ย้ำเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ 16 พ.ค.

